รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Cinderella (2015) ซินเดอเรลล่า

mv5bmjmxodyyodezn15bml5banbnxkftztgwmdk4otu0mze@._v1_sy1000_cr0,0,674,1000_al_

9 ข้อขอเล่า หลังดู Cinderella เวอร์ชั่น Kenneth Branagh กำกับ (เปิดเผยเนื้อเรื่องตั้งแต่ข้อ 3 ขึ้นไป) และมันยาวอีกแล้วครับ ไม่ชอบของ “ยาว” กรุณาหลีกเลี่ยงนะครับ ^_^

1) เรื่องนี้ไม่แฟนตาซีเท่า Alice in Wonderland, Oz หรือ Maleficent และไม่ได้ Reimagine ใหม่ เนื้อเรื่องตรงตามที่เราได้ยินมานานเกี่ยวกับเอลล่า หรือซินเดอเรลลา (Lily James) ต้องอยู่กับแม่เลี้ยงใจร้าย (Cate Blanchett), ได้ไปงานเต้นรำด้วยมนต์วิเศษของนางฟ้าทูนหัว (Helena Bonham Carter), ปิ๊งเจ้าชาย (Richard Madden), ลืมรองเท้าแก้ว, เจ้าชายตามหาจนเจอ แล้วก็ Happy Ending

แต่รู้อะไรไหมครับ… ผมชอบแฮะ ^_^

2) จริงที่ทุกอย่างมันคือของดั้งเดิม แต่จุดที่ผมชอบคือมันมีการเติมประเด็นสาระหรือขยายความบางจุดให้เราเห็นชัดขึ้น เช่นได้เห็นภาพครอบครัวของเอลล่าว่าพ่อแม่รักเธอแค่ไหน ได้เห็นความอบอุ่นที่พ่อมีให้ ได้เห็นคำสอนที่แม่มอบให้ ไหนจะปมของแม่เลี้ยง, เจ้าชาย หรือกระทั่งตัวเอลล่าเอง ฯลฯ ทุกอย่างดูมีเหตุผลรองรับในแบบของมัน (แม้บางเหตุผลจะไม่ได้หนักแน่นสำหรับโลกความจริง แต่ถือว่าพอรับได้สำหรับโลกแห่งเทพนิยาย)

3) แม่เลี้ยงใจร้ายแม้จะยังร้ายแบบการ์ตูนอยู่ แต่หนังก็สอดแทรกฉากต่างๆ เพื่ออธิบายให้เราเข้าใจว่าทำไมเธอถึงร้าย

อย่างฉากที่พ่อกับเอลล่ากอดกันกลมน้ำตานองหน้า แล้วก็พูดถึงแม่ที่จากไป หรือกระทั่งก่อนพ่อเอลล่าจะตาย เขายังพร่ำเรียกแต่แม่และเอลล่าเท่านั้น

ทั้ง 2 ฉากที่ว่านี่กล้องจับภาพโคลสอัพไปที่หน้าของแม่เลี้ยง ซึ่ง Cate Blanchett ก็ถ่ายทอดได้ดีครับ ด้วยใบหน้าอารมณ์ว่า “แล้วฉันล่ะ? ไม่ได้คิดถึงฉันเลยเหรอ? นี่ฉันเป็นส่วนเกินใช่ไหม? นี่แก (แม่ของเอลล่า) ตายแล้วยังจะแย่งความรักจากฉันอีกเหรอ?”

+ แม่เลี้ยงฉบับนี้คือคนที่เห็นว่า “ไม่มีความยุติธรรม นั่นแหละวิถีของโลก” ดังนั้นการจะได้มาก็ต้องแย่งชิง ต้องลงมือก่อน ต้องครองให้หมด ต้องเอาตัวรอดให้ได้

+ แม่เลี้ยงฉบับนี้คือคนที่เห็นว่าทางเดียวที่จะทำให้ตนรู้สึกว่า “ฉันสูง” คือการกดคนอื่นให้ดูต่ำ ทั้งคำพูดและการกระทำ ไม่ว่าเขาจะต่ำจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องมองหามุมต่ำให้ได้ ไม่งั้นฉันจะต่ำกว่าแก

แม่เลี้ยงฉบับนี้ มองว่าเมื่อโลกกระทำเช่นนี้ต่อเธอ (ทำให้เธอสูญเสียพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) เธอก็ต้องทำตามวิถีที่เธอเจอ จะไปทำอย่างอื่นได้ยังไง?

4) ส่วนเอลล่านั้น เธอโตมากับแม่ที่สอนให้มองมุมสวยๆ ของโลก ส่วนพ่อก็ให้ความรักและให้ความเชื่อมั่นกับเธอ

พวกท่านสอนให้เอลล่ารู้ว่าสิ่งมีค่าที่สุดคือการมีกันและกัน

ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเอลล่าจะไม่สู้คน ในเมื่อเธอโตมากับโลกสวยงาม รายล้อมด้วยคนดีๆ จริงใจกับคนทั้งโลก ดังนั้นการรับมือกับคนเห็นแก่ตัวเป็นครั้งแรกย่อมไม่ใช่สิ่งที่เธอจะเข้าใจได้ง่ายๆ

เอลล่า “ไม่เข้าใจ” ว่าทำไมแม่เลี้ยงทำแบบนี้ และแม่เลี้ยงก็ “ไม่เข้าใจ” ว่าทำไมยัยเด็กนี่ถึงยังอยู่สุขอยู่ได้

ผมเชื่อว่า “ความไม่เข้าใจ” ของทั้ง 2 คน แม้จะต่างมุมกัน แต่ระดับความไม่เข้าใจคงไม่น้อยไปกว่ากัน

5) หากจะให้สรุปการมองโลกของเอลล่าและแม่เลี้ยง คงต้องบอกว่า แม่เลี้ยงมองโลกอย่างที่มันเป็น นั่นคือเธอเจอเรื่องเลวร้าย เสียสามี, เสียความมั่นคง, พอแต่งกับสามีใหม่เขาก็ไม่ได้รัก, ลูกสาวตนก็ไม่เอาไหน, ลูกสาวสามีใหม่ก็ทำตัวดีจนมีแววได้ดี เลยต้องสกัดดาวรุ่งให้มากที่สุด

มองเผินๆ เหมือนแม่เลี้ยง “ไม่อยากให้เอลล่าได้ดี” แต่ผมว่าเธอ “อยากได้สิ่งดีๆ มาเป็นของตัวเอง” มากกว่า (จริงๆ คือคิดถึงตัวเองครับ ไม่ได้สนคนอื่นหรอก)

จริงครับ โลกมันอุดมทุกข์ มีเรื่องไม่ได้ดั่งใจเกิดเสมอ ทั้งเจ็บ ทั้งเศร้า ทั้งเสีย ทั้งพราก… ความทุกข์คือความจริงที่ทุกคนต้องเจอ และแม่เลี้ยงก็เรียนรู้การมองโลกจากความจริง (ความทุกข์) นั้น

แล้วเอลล่าล่ะ?… อย่างที่หนังพูดในตอนจบครับ เธอไม่ได้มองโลกอย่างที่มันเป็น แต่มองโลกอย่างที่มัน “เป็นได้”

โลกที่มันเป็นสำหรับเอลล่าคืออะไร? แม่ตาย พ่อตาย ย้ายไปอยู่ห้องใต้หลังคา บ้านตัวเองกลายเป็นของคนอื่น โดนกดขี่ข่มเหง โดนกดหัวตัวตนให้ต่ำต้อยด้อยค่า

นั่นแหละครับคือโลกที่มันเป็นสำหรับเอลล่า โลกที่เธอต้องกลายเป็น “ซินเดอเรลล่า” (เอลล่า ผู้สกปรกมอมแมม)

ถ้าเอลล่ามองโลกอย่างที่มันเป็น และปล่อยให้เป็นตามนั้น… เรื่องก็จบ แม่เลี้ยงใจร้ายจะได้สาวใช้ถาวรด้วยความสะใจ

หากแต่เอลล่าไม่ได้มองโลกอย่างที่มันเป็น แต่มองโลกอย่างที่มัน “เป็นได้”

เธอขี่ม้าออกไปเจอเจ้าชาย เห็นพระองค์กำลังไล่ล่าสัตว์ในป่า พอเธอถามว่าทำไมทำแบบนั้น เจ้าชายตรัสว่า “ก็เขาทำกันเป็นปกติ”

“เขาทำกัน (โลกอย่างที่เป็น) ไม่ได้แปลว่ามันควรทำ (โลกอย่างที่มันเป็นได้)”

ใช่ครับ โลกความจริงมันมีหลายอย่างที่เป็นอยู่ แต่กระนั้นมันยังมีโลกที่ “สามารถเป็นได้” รอเราอยู่

ขอเพียงเราเลือก ขอเพียงทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลง “ปัจจุบัน” อย่างที่มันเป็น ไปสู่ “อนาคต” อย่างที่มันเป็นได้

จะเป็นยังไงถ้าเอลล่า ยอมโลกอย่างที่มันเป็น (จมก้นครัว เลอะขี้เถ้า เฝ้าก้มหน้าไม่กล้าทำอะไร)

จะเป็นยังไงถ้าเจ้าชาย ยอมโลกอย่างที่มันเป็น (ฟังแต่คนอื่น (ไม่ฟังตนเอง) ยอมแต่งงานแบบคลุมถุงชน และปล่อยให้ข้าราชบริพารออกไปหาเอลล่า โดยที่ตัวเองงอมือรออยู่ในปราสาท)

… จริงที่เรื่องของเอลล่าคือเทพนิยาย แต่ทุกเรื่องเล่าจะสะท้อนความจริงบางอย่างเสมอ หากเราตั้งใจฟังมากพอ

6) Patrick Doyle คอมโพเซอร์คู่บุญของผู้กำกับ Branagh ทำดนตรีได้เหมาะกับอารมณ์หนังเทพนิยายสไตล์นี้

7) ผมชอบอารมณ์เอลล่าตอนเข้าวังน่ะครับ หน้าตา ดนตรี การถ่ายภาพมันประมาณว่า เอลล่ากำลังซึมซับช่วงเวลาดีๆ ขออิ่มกับนาทีนี้ หลังจากโดนคนที่ฉันไม่ได้หวังร้ายอะไรมากดขี่ตั้งนาน เหมือนอารมณ์นางกำลัง “ฟิน” น่ะครับ 555

8) อีกฉากที่ชอบคือตอนเอลล่าถามแม่เลี้ยงตรงๆ ว่าเพราะอะไรคุณถึงร้ายแบบนี้ จริงที่มันไม่ใช่ของใหม่ จริงที่เราอาจรู้อยู่แล้วว่าแม่เลี้ยงคิดอะไร แต่ในความจริงคือ คุณไม่มีวันรู้หรอกครับว่าอีกฝ่ายคิดอะไร สิ่งที่คุณคิดว่าเขาคิดมันอาจเป็น “มโน” ของคุณเองก็ได้ ดังนั้นในบางโอกาส ไม่ถามก็ไม่รู้

คนมากมายผิดใจกัน ไม่เข้าใจกัน ห่างกันทีละน้อยๆ ก็เพราะไม่ถามไม่ไถ่ แต่ไปมโนเอาเองว่า “เขาคงคิดแบบนั้น ยัยนั่นคงคิดแบบนี้”

9) นี่อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่หนังแปลกใหม่ ไม่ได้เดินเรื่องจับใจจนทำให้เราอินมากมาย และไม่ได้แฟนตาซีตื่นตาเท่าหนังจากเทพนิยายเรื่องอื่น

ครับ หนังอาจเดิมๆ พื้นๆ แต่ก็เป็นเดิมๆ พื้นๆ ที่มีจุดดีและน่าสนใจ มีความกลมกล่อมในแบบของมัน มีการขยายความให้เรื่องเทพนิยายมีประเด็นชวนคิดสะท้อนมาถึงโลกจริงๆ

เอาเป็นว่า ผมชอบครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

โฆษณา