รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

สามซ่า กล้า ท้า ฝัน (2013) American Dreams in China

mv5bmgm4zwvlyjktm2fkny00ywjiltgwmdktmjg5ntcxztqwymrjxkeyxkfqcgdeqxvymjg0mti5nzq@._v1_sy1000_cr0,0,712,1000_al_

ในรอบปีที่ผ่านมา American Dreams in China คือหนังที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด หัวเราะที่ว่านี้ แบ่งเป็น 2 อย่าง…

อย่างแรกหัวเราะขำกับความตลกของหนังที่ก็มีในระดับหนึ่ง แต่ในส่วนนี้ไม่มากครับ ผมจะมาหัวเราะกับอย่างที่ 2 มากกว่า

หัวเราะเพราะบทหนังที่สอดแทรกเสียดสีโน่นนี่เยอะไปหมด

หนังเริ่มต้นด้วยการเอาเหตุการณ์ช่วงท้ายมาเล่าครับ ว่าด้วยตัวเอก 3 หน่อของเรา (ที่มีอาชีพบริหารโรงเรียนสอนภาษา) กำลังโดนฟ้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ TOEFL และยังโดนฝรั่งตั้งข้อสังเกตว่าการที่คนจีนจำนวนมากทำข้อสอบผ่าน น่าจะเพราะทุจริต ไม่ใช่เพราะเก่งจริงหรอก

จากนั้นหนังก็ย้อนไปเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่าพวกเขาทั้ง 3 อันได้แก่ เฉิงตงซิง (หวงเสี่ยวหมิง), เหมิงเสี่ยวจวิน (เติ้งเชา) และหวังหยาง (ถงต้าเหว่ย) รู้จักกันได้อย่างไร, เป็นเพื่อนกันตอนไหน, เปิดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษร่วมกันด้วยเหตุผลใด และอะไรที่ทำให้พวกเขาดูไม่ค่อยถูกกันในเวลาต่อมา (แบบที่เห็นตอนต้นเรื่อง)

เว้าซื่อๆ เลยคือผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ 3 ดารานำก็มือเซียนอยู่แล้ว เอาหนังได้อยู่ หวงเสี่ยวหมิง ก็เล่นได้ดีทั้งบทคนซื่อและคนที่ผ่านโลกมามากจนไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ, เติ้งเชาก็เหมาะจริงๆ กับบทคนที่ดูหยิ่ง ถือตัว เจ้าอุดมการณ์ และ ถงต้าเหว่ยก็ดูเป็นบุปผาชนคนรักเสรีที่ได้พบว่าชีวิตที่อิสระนั้น ไม่ได้มีกันง่ายๆ อย่างที่ใครๆ เขาคิด

จังหวะจะโคนของหนังอาจมีช้านิดอืดบ้าง หรือเดินไวไปนิดจนอารมณ์คนดูตามไม่ทันบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นส่วนน้อยครับ เพราะโดยรวมแล้วผู้กำกับ Peter Chan (เถียนมี่มี่) คุมหนังได้ไม่เลว (แน่นอนว่าได้พลังของ 3 ดารามาช่วยไว้เยอะเหมือนกัน)

ที่ผมบอกว่าหัวเราะนั้น ผมหัวเราะจริงๆ นะครับ คือการดูหนังเรื่องนี้มันสะท้อนโลกในยุคอดีต (ที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน) ได้ดีจริงๆ (ถัดจากนี้คงมีสปอยล์ล่ะครับ ไม่้อยากทราบก็หยุดอ่านได้ตรงนี้เลยนะครับ ^_^)

ยุคที่ว่าก็คือยุคที่อเมริกาคือเจ้าแห่งโลก เป็นผู้นำทางความคิด อุดมการณ์ ครองพื้นที่สื่อ เป็นตำรวจโลก และถูกขนานนามว่าดินแดนแห่งโอกาสและความฝัน ดังนั้นคนมากมายจากหลายประเทศที่อยากมีชีวิตที่ดี ก็จะตั้งใจมั่นฝันว่าจะไปอยู่อเมริกา ไปเรียนอเมริกา หรือไปทำงานอเมริกาให้ได้

อย่าง 3 ตัวเอกของเราก็เหมือนกันครับ ตอนพวกเขาเยาว์วัย พวกเขาเห็นแผ่นดินอเมริกาเป็นพื้นที่ทองคำที่ต้องไปอยู่ให้ได้ และใครจะมาบอกว่าอเมริกาไม่ดีก็ไม่เชื่อ และพร้อมจะเอาตัวเข้าปกป้องด้วย (เหมือนที่อาเหมิงเถียงกับอาจารย์ในห้อง ตอนอาจารย์บอกว่าอเมริกันชนเป็นพวกเหยียดผิวนั่นแหละครับ)

พออาเหมิงไปอเมริกาได้ อีก 2 คน (ที่วีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน) ก็ไม่หยุดความตั้งใจครับ ยังพยายามอยู่ โดยระหว่างนั้นก็สอนภาษาหาเงินและเตรียมหาลู่ทางไปอเมริกาต่อ แต่พวกเขาไม่รู้เลยครับว่าเมื่ออาเหมิงไปถึงอเมริกา อาเหมิงกลับพบว่า “มันไม่ใช่แบบที่เขาคิด” มันไม่ใช่เมืองแห่งโอกาส ชีวิตที่ดีใช่จะมาง่ายๆ และคนต่างชาติผิวเหลืองอย่างเขา เป็นได้แค่พลเมืองชั้นรอง (ไม่รู้ชั้นสอง หรือสาม หรือไม่มีชั้นใดๆ เลย)

พออาเหมิงกลับเมืองจีน มุมมองที่เขามีต่ออเมริกาได้เปลี่ยนไปแล้วครับ ยิ่งพอมาเจอเหตุการณ์ตอนหลังๆ นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไปๆ มาๆ อเมริกาทำให้คนมั่นใจสูงอย่างอาเหมิงหมดสภาพ กลายเป็นคนที่ตัวสั่นงกๆ ยามต้องไปยืนพูดต่อหน้าคนทั้งหอประชุม

ความมั่นใจที่เคยมี มันหดหายไปหมดสิ้น เมื่อโดนอเมริกาที่เขาเฝ้าฝันกระทำเข้าให้

จริงๆ ไม่ใช่แค่อเมริกาหรอกครับ แต่ทุกที่นั่นแหละที่จะปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าแปลกถิ่นแบบเลือกปฏิบัติ อย่างน้อยก็ต้องเลือกที่จะ “ให้” กับคนในชาติตนเองก่อน (ซึ่งก็น่าสนใจว่าบ้านเรากลับไม่ยักกะเป็นอย่างนั้น ^_^)

พวกเขาโดนอเมริกากวักมือเรียก จูงใจให้ฝัน ก่อนจะโดนเมิน/สลัดทิ้ง (ต่างคนก็โดนต่างกรรมต่างวาระกันไป)

สมัยนั้น อเมริกาคือผู้ยิ่งใหญ่ แต่มาถึงตอนนี้ มันเปลี่ยนไปแล้วครับ ผมเชื่อว่าคนทำหนังก็คิด คนแสดงก็คิด ทีมงานก็คิด กระทั่งคนจีนที่ดูก็คงคิด ว่าอเมริกาถึงขาลงเรียบร้อย และในทางกลับกัน มังกรเช่นจีนกำลังทะยานฟ้าอยู่

ใช่ครับ ผมหัวเราะ… ไม่ใช่เยาะเย้ยผู้ใด แต่หัวเราะอย่างเข้าใจว่าคนมากมายเคยบูชาอเมริกา แต่ตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนไป, เศรษฐกิจทั้งหลายในสมัยก่อน จะดีหรือร้ายมันเคยขึ้นกับเศรษฐกิจอเมริกาหรือไม่ก็ฝั่งยุโรปมาก่อน แต่ในตอนนี้ฐานทางธุรกิจ หรือทางเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มมาอิงกับหลายประเทศในแถบเอเชียแล้ว

ผมหัวเราะให้กับความไม่แน่นอนของวิถีโลก ขั้วอำนาจมันเปลี่ยนได้ เป้าหมายความฝันก็เปลี่ยนได้…

ทุกสิ่งที่อเมริกาเป็นในตอนนี้ ก็เกิดเพราะอเมริกาทำบางสิ่งและไม่ทำบางอย่างเมื่อครั้งอดีต

เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่จีนเป็นตอนนี้ ก็เกิดเพราะจีนทำบางสิ่งและไม่ทำบางอย่างเมื่อครั้งอดีต

ใครทำ-ไม่ทำอะไร และส่งผลให้เป็นเช่นไร ลองตามอ่านข้อมูลกันดูครับ ในหนังสือหรือในเน็ตก็ได้ มันมีเรื่องมากกว่า “ดราม่า” ตั้งเยอะแยะ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนจะสนุกกับเรื่องพวกนี้ เพราะมันสอนเราได้ในหลายประเด็น (แต่ต้องคัดกรองและชั่งตวงวัดความถูกต้องของข้อมูลด้วยนะครับ อย่าอ่านแล้วเชื่อในทันที… กับรีวิวผมก็เหมือนกัน 555)

หนังเสียดสีคำว่า American Dreams ได้น่าสนใจครับ เหมือนในหนังหวงเฟยหงภาคแรกที่อาจารย์หวงแกตั้งคำถามว่า ฝรั่งชอบบอกว่าบ้านเมืองของเขาคือแผ่นดินทอง และชวนชาวจีนไปมากมาย (ไม่ได้ไปสบายนะครับ โดนหลอกไปเป็นทาส)

อาจารย์หวงเลยมองว่า การที่ฝรั่งต้องมาไกล มายึดทั้งคนทั้งแผ่นดินไปจากคนจีนนั้น ก็อาจเพราะแผ่นดินจีนนี่แหละ คือแผ่นดินทองของจริง ไม่งั้นไม่มารุมทึ้งทุกทรัพยากรในจีนแบบนี้หรอก

นอกจากนี้ผมชอบมากๆ กับการที่หนังกระตุกให้คนดูคิด อย่างตอนที่เกิดเรื่องขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีน ปรากฏว่าคนจีนยกพวกกันมาทำร้ายพวกอาเฉิง โทษฐานที่พวกเขาสอนภาษาอังกฤษ จนอาเฉิงพูดออกไปว่า “แล้วทำไมต้องมาทำกับคนจีนด้วยกันแบบนี้ด้วย? ทำไมไม่แยกแยะกันบ้าง?”

จริงครับ อาเฉิงก็สอนภาษาอยู่ดีๆ แต่พวกพี่จีนที่ไม่พอใจฝรั่งก็เหมารวมลุยดะ ซัดพี่แกซะเลือดอาบ…

ผมหัวเราะอีกครั้งกับความจริงในเรื่องนี้… มันจริงครับ ที่ยามเกิดเรื่องอะไรสักอย่าง จะมีคนบางกลุ่มพร้อมคิดบัญชีกับทุกๆ สิ่งที่พะยี่ห้อหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาไม่ชอบ ทั้งที่สิ่งนั้นๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย

“มันอะไรกัน?”

ครับ ผมชอบหนังเรื่องนี้ ชอบหลายสิ่งที่รวมอยู่ในหนัง แม้มันจะไม่ได้ลงตัวสุดยอด แต่ก็มีอะไรให้เก็บไปคิด มีอะไรให้ย้อนมาทบทวนตัวเอง

อีกอย่างที่ชอบคือการตัดสินใจของอาหวัง บุปผาชนที่สุดท้ายก็เลือกจะใช้ชีวิตตามแบบคนทั่วไป ผมชอบตอนเขาบอกว่า “ไม่แน่ว่า สิ่งที่คนเขาทำกันมากๆ มันอาจเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วก็ได้”

อาหวังเคยพยายามแหวกกระแส เป็นกวี เป็นคนนอกสังคม แต่สุดท้ายเมื่อเขาได้เจอกับผู้หญิงง่ายๆ คนหนึ่ง ที่ทำอาหารง่ายๆ มากินในที่ทำงาน และใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่ซับซ้อน อยู่กับปัจจุบันเป็นหลัก เขาก็ตั้งคำถามต่อตนเองว่า “ที่ตูดิ้นบินนอกกรอบแทบตายเนี่ย ตูทำไปทำไม”

ชีวิตนอกกรอบ อาจนำมาซึ่งความสุขชั้นเยี่ยม แต่ชีวิตตามกรอบก็ใช่ว่าจะห่วยแตกเสมอไป… มันอาจดีพอสำหรับใครบางคน… มันอาจดีพอ สำหรับเราด้วยซ้ำ… แต่เราหลายคนเลือกที่จะไม่เอา เพราะ “กระแสแห่งการสวนกระแส” คือ Trend ปัจจุบัน

… คิดไปคิดมา… Trend แต่ละยุคไม่ได้สื่อแค่ว่า “เรากำลังจะไปไหน” แต่มันบอกรากเหง้าด้วยว่า “Trend มันมาแบบนี้เพราะอะไร”

ผมไม่รับประกันว่าทุกคนจะชอบหนังเรื่องนี้ แต่ผมรับประกันได้อย่างหนึ่ง

… หนังมันโดนสำหรับผมครับ ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

โฆษณา