Action

Jason Bourne (2016) เจสัน บอร์น ยอดจารชนคนอันตราย

13680017_1284512854912846_4835383549354545903_o

ก่อนดูภาคนี้ก็เอาหนัง Bourne มาดูต่อกันยาวๆ ก็พบวาดีกรีความมันส์ยังคงได้ใจอยู่ (โดยส่วนตัวชอบภาคแรกมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก)

ซึ่งมันส์แบบ Bourne นี่ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนะครับ คือไม่ได้มันส์ระเบิดแบบ James Bond แล้วก็ไม่ได้มีอะไรเว่อร์ๆ แบบ M:I แต่มันจะมันส์แบบสายลับที่เน้นความเงียบและไร้เงา อัดกันด้วยหมัดลุ่นๆ ซึ่งเป็นลีลาที่ชวนให้คิดถึงพี่ Steven Seagal สมัยก่อนเลยล่ะครับ (เพียงแต่มันจะแอดวานซ์กว่ากันเยอะในเรื่องของบท 555)

3 ภาคแรกมันส์ต่อเนื่องและเดินเรื่องฉับไว ในขณะที่ภาค Legacy ก็ถือว่าโอเคครับ เพียงแต่ครึ่งแรกมันจะช้าไปหน่อย และตัวแอรอน ครอสส์ ยังไม่เด่นเท่าที่ควร หนังเลยไม่พุ่งเหมือน 3 ภาคแรก

มาคราวนี้ Paul Greengrass กลับมากำกับ และ Matt Damon กลับมาเป็นบอร์นอีกหน ซึ่งผลที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจครับ แม้มันจะไม่เจ๋งเท่าที่ 3 ภาคแรกเคยทำไว้ก็ตามที

ในแง่แอ็กชันถือว่ามาเรื่อยๆ ครับ ไล่ล่ากัน อัดกัน จุดนี้ถือว่าทำได้โอเค ไม่ว่าจะคิวบู๊หรือมุมกล้องก็ยังคงสไตล์ฉับไวแบบที่ Greengrass ถนัด (ส่วนหนึ่งเพราะได้ Christopher Rouse มือตัดต่อคนเดิมจากภาค 2 และ 3 กลับมาทำหน้าที่เดิม)

ในแง่บทจริงๆ ก็ไม่เลวครับ ถือว่ามีอะไรพอสมควร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ตามสูตรเดิมอยู่เหมือนกันนะ ประมาณว่าบอร์นต้องมาไล่ตามล่าหาความจริงเกี่ยวกับเงื่อนงำอะไรสักอย่างที่เขายังไม่รู้ แล้วก็ต้องเจอศัตรูที่เคยมีอดีตหรือความแค้นหรืออะไรสักอย่างต่อเขาตามมาจองล้างจองผลาญ

โดยส่วนตัวผมว่าบอร์นมีกรรมครับ เหมือนอดีตพี่แกมันต้องไปพัวพันกับอะไรสักอย่างที่อันตรายตลอด ต่อให้องค์กรนั้นหรือปฏิบัติการนั้นจะลับแค่ไหน พี่แกต้องไปมีเอี่ยวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และแม้พี่แกจะพยายามหันหลังให้เรื่องพวกนี้แค่ไหน แต่ก็จะมีพวกวัวสันหลังหวะตามเก็บแกเสมอ (ประมาณว่ากลัวบอร์นจะเผยความลับ แต่ผมว่าถ้าปล่อยแกไว้ให้ใช้ชีวิตธรรมดาไปเรื่อยๆ มันจะเกิดเรื่องน้อยกว่านี้เยอะนะ 555)

ครับ บทก็ดูมีอะไรอยู่ เพียงแต่ความเข้มอาจจะไม่มากเท่า 3 ภาคแรก แม้จะมีประเด็นน่าสนใจอย่างเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่จะถูกแทรกแซงแบบเต็มขั้น ประมาณว่าไม่เหลือความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป แต่มันก็ไม่เชิงเป็นของใหม่เพราะเราเห็นจากหนังสไตล์ Conspiracy Theory แบบ The X-Files มาบ่อยแล้ว

จุดที่ผมสนใจกว่ากลับเป็นเรื่องของ “อำนาจ” ครับ ประมาณว่าจริงๆ การที่เรื่องราวมันวุ่นวายขนาดที่เราเห็นในหนัง Bourne ทุกภาคนั้นมันก็เพราะผู้มีอำนาจเหลิงในอำนาจ หรือไม่ก็ทำอะไรที่มันเกิดลิมิตจนเกินไป และพอคุมไม่อยู่ก็ต้องมาหาทางปกปิด แต่ปิดเท่าไรก็ไม่มิด อีกทั้งเรื่องยังบานปลายอีก มันก็เข้าอีหรอบขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้นั่นเองล่ะครับ

ที่น่าขำ (หรือขำไม่ออก ผมก็ไม่แน่ใจ) ก็คือ ผู้มีอำนาจที่ก่อเรื่องเหล่านี้ ล้วนมีหน้าที่ “ปกป้องและดูแลความสงบของประเทศ” ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ไปๆ มาๆ กลับก่อความไม่สงบในหลายรูปแบบ โดยมีคำว่า “ความมั่นคงของชาติ” เป็นเหตุผลอ้างอิงที่ใช้กันตลอดๆ

ความสนุกที่ได้จากหนังชุดนี้ นอกจากดูเอามันส์แล้ว ยังสะท้อนโลกที่แสนซับซ้อนย้อนแย้ง

คนเราพยายามจัดระเบียบโลก ด้วยการเดินนอกระเบียบที่ตัวเองสร้าง

คนเราพยายามสร้างความสงบ โดยใช้ความรุนแรงและวุ่นวายเป็นส่วนผสมหลัก

คนเราถูกบอกให้ทำตามระบบ แต่ก็มีคนไม่สนระบบแล้วอ้างสารพัดเหตุผลเพื่อบอกว่าการกระทำที่ผิดต่อระบบนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีแล้ว

ในโลกภาพยนตร์ บอร์นจะเหนื่อยอีกนานแค่ไหนไม่อาจทราบได้ (คงต้องขึ้นกับรายได้ว่าได้มากหรือได้น้อย) แต่หากเราพูดถึงชีวิตของบอร์นหรือคนแบบบอร์นที่มีอยู่ในโลกจริงๆ ล่ะก็ เขาคงต้องเหนื่อยไม่หยุดครับ เพราะเรื่องแบบนี้จะไม่มีวันจบ มันจะมีผู้ที่เหลิงอำนาจ หรือตีความนิยามอำนาจแบบเข้าข้างตัวเองกำเนิดขึ้นใหม่อยู่เสมอ (แบบที่เราเห็นในตอนท้าย)

สรุปว่าหนังอาจไม่เด็ดเท่า 3 ภาคแรก แต่ก็เป็นหนังบอร์นที่ดูเพลิน ยังคงนำประเด็นเรื่อง “อำนาจ” มาสานต่อได้ไม่เลว

กระนั้นก็บอกได้ว่า หากมีภาคต่อและเรื่องยังเดินย่ำอยู่กับอะไรเดิมๆ แบบนี้ อนาคตของบอร์นก็อาจไปได้ไม่ไกลกว่านี้ก็ได้ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

โฆษณา