Action

War for the Planet of the Apes (2017) มหาสงครามพิภพวานร

20451959_1721703987860395_7682224874915293025_o

สำหรับผมแล้ว หนังรีเมคหรือรีบูทนั้น ที่จัดว่ามีดีเข้าเป้าจริงๆ ถือว่ามีไม่มากครับ และแทบจะไม่ต้องพูดถึงภาคต่อเลย เพราะไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องที่แค่ทำภาคแรกก็จอดแบบไม่ต้องแจวแล้ว หรือต่อให้ได้ไปต่อก็ตาม ก็ไม่แน่ว่าจะยืนยาวได้ถึง 3 ภาค

พอมองย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ผมเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยครับว่าหนังชุด Planet of the Apes จะรีบูทใหม่ได้สำเร็จอย่างสวยงาม ได้ทั้งเงินทั้งคำชม และยังทำออกมาจนครบไตรภาคได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคงเพราะผมยังนึกภาพไม่ออกว่าหนังว่าด้วยลิงครองโลกนั้น จะยังน่าสนใจอยู่ไหมในพ.ศ.นี้

แต่สำหรับหนังรีบูทชุด Planet of the Apes ทั้ง 3 ภาคนี่ถือว่าทำได้เจ๋งครับ พลังสำคัญก็ต้องยกให้ความเข้มข้นของเรื่องราว ความจริงจังในระดับหนึ่งของมัน อีกทั้งมีพลังของตัวละครและเหตุการณ์เป็นแรงผลักดัน จนทั้งหมดทั้งปวงก่อให้เกิดความน่าติดตาม

การที่หนังมาเน้นที่เนื้อเรื่อง เน้นที่แรงขับทางจิตหรือสัญชาตญาณมากกว่าฉากแอ็กชันหรือ CG นั้นถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ฉลาด และกล้าพอดูเลยครับ เพราะส่วนใหญ่หนังจะพยายามใส่แอ็กชันเยอะๆ ใส่ Effect เยอะเพื่อเรียกแขก ซึ่งจริงๆ มันก็เรียกได้น่ะนะครับ แต่มันจะไม่ถาวร ถึงจุดหนึ่งมันก็จะถึงทางตัน

เพราะ CG ต่อให้เนี๊ยบยังไงก็เถอะ แต่ถ้าหนังมันไม่มีเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อ ไม่มีปมให้พัฒนาต่อยอด หนังมันก็ไร้แก่นให้ติดตาม แล้วพอถึงจุดหนึ่งมันก็จะหมดเรื่องให้เล่า-ให้เล่นไปในที่สุด

และกับ War for the Planet of the Apes ที่ถือว่าสานต่อจากหนัง 2 ภาคแรกได้อย่างดีครับ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าแอ็กชันไม่เด่น ดังนั้นใครคาดหวังความมันส์ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ครับ… แน่นอนว่านั่นก็เป็นการบอกตัวผมเองไปด้วยเหมือนกัน

ผมว่า 2 ภาคแรกเป็นอะไรที่ลงตัวพอเหมาะ ในแง่เนื้อเรื่องถือว่าเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันในแง่แอ็กชัน ความตื่นเต้นตูมตามทั้งหลายหนังก็ไม่ได้ละเลย หนังยังมาพร้อมไคลแม็กซ์ที่น่าจดจำ โดยเฉพาะภาค 2 นี่ทั้งตึงเครียดและลุ้นแบบเต็มๆ ในเวลาเดียวกัน

ในขณะที่ภาคนี้ หนังมีดีในหลายภาคส่วนครับ ไม่ว่าจะปมต่างๆ หรือคาแรคเตอร์ของวานรที่เด่นมากและสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างดี เพียงแต่พอถึงฉาก “สงคราม” อันน่าจะเป็นไฮไลท์ของภาค (เพราะชื่อก็เน้นคำว่า WAR ตั้งตัวโตๆ) พลังของฉากรบกลับไม่มากสักเท่าไร

ผมชอบครึ่งแรกมากๆ ครับ จังหวะหนังมันบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างดี มันทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมซีซาร์ต้องเดินทางไปลุยกับพวกมนุษย์ เพราะมันชักจะทำเกินไป เล่นมารุกรานทำร้ายกันขนาดนี้ ไม่ว่าวานรหรือคนที่โดนแบบนี้มันก็ต้องคิดที่จะตามล้างตามเช็ดกันบ้างล่ะ

ช่วงต้นหนังเดินเรื่องแบบเนิ่บๆ แต่เด่นมากในเรื่องตัวละคร จุดนี้ทำให้เข้าใจเลยครับว่าทำไมหลายคนถึงมองว่า Andy Serkis ควรได้ออสการ์ เพราะเขาแสดงสีหน้าท่าทางของซีซาร์ผ่าน CG ได้อย่างสุดยอด มันบอกในทุกอารมณ์เลยครับว่าซีซาร์กำลังคิดอะไรบ้าง

ยามปกติแววตาก็แบบหนึ่ง ยามโกรธแค้นหรือเศร้าหมอง แววตาก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง มันบอกอารมณ์ได้อย่างชัดเจนทุกเม็ด ซึ่งผมว่าไม่ใช่ของง่ายน่ะ Serkis แกรู้จังหวะจะโคนจริงๆ และความเข้มของการแสดงอันนี้นี่แหละครับที่เป็นพลังสำคัญให้หนังทั้งเรื่องเลย

ช่วงต้นผมชอบครับ แม้จะเดินเรื่องช้าแต่มันให้อารมณ์ มันมีปม มันมีพลัง และมันดูสดพอสมควร อีกทั้งคาแรคเตอร์ของวานรรอบกายซีซาร์ก็มีดีมีเด่นในตัวเองทั้งสิ้น จนทำให้อยากรู้นะว่าพอถึงเวลาที่เหล่าวานรต้องปะทะกับเหล่ามนุษย์น่ะ มันจะเป็นอย่างไร (คือคิดไปถึงขั้นว่าวานรตัวไหนเก่งบู๊แบบไหน และเวลาสู้จะมีลีลาอย่างไร)

ดนตรีประกอบก็เป็นอีกหนึ่งของดีที่เสริมรสชาติให้กับหนังได้อย่างเยอะ ซึ่งก็เป็นฝีมือของ Michael Giacchino คอมโพเซอร์ที่อุดมผลงานสร้างสรรค์มากๆ ในระยะหลัง จุดเด่นของดนตรีในภาคนี้ไม่ได้เน้นอารมณ์อลังการหรือโฉ่งฉ่าง แต่เน้น “น้อยแต่แน่น” ครับ

ผมชอบฉากที่ซีซาร์ขี่ม้าแยกเดี่ยวไป กะจะไปตามล่าท่านผู้พัน (Woody Harrelson) เพียงลำพัง ดนตรีช่วงนี้มันจี๊ดมากครับ นิ่งๆ น้อยๆ อ้อยสร้อยแบบเปลี่ยวเหงา เศร้าแบบน้ำตาซึมๆ มันเป็นการบอกอารมณ์เจ็บปวดของซีซาร์ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

ทีนี้พอหนังเข้าถึงครึ่งหลัง ก็พอเดาได้ครับว่ามันต้องมีสถานการณ์มาผลักดันให้ซีซาร์กับพรรคพวกต้องหาทางประกาศอิสรภาพให้ตนเอง แล้วก็ลุกขึ้นมาปะทะถึงขั้นแตกหักกับเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย ถึงจุดนี้ก็ทำให้นึกถึงพวกหนังสงครามน่ะครับ ที่ต้องมีฝ่ายหนึ่งโดนกดขี่ข่มเหงจนพอถึงจุดหนึ่งก็ต้องลุกขึ้นสู้ จัดการกับพวกที่มาข่มเหงรังแกกัน (ในที่นี้ก็คือ มนุษย์)

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในประเด็นนี้ของหนังชุดนี้คืออะไรรู้ไหมครับ? ผมชอบที่มันดูเป็นไปได้ มันไม่ได้ดูน้ำเน่าเกิน มันไม่ใช่ว่ามนุษย์ช่างเลวแสนเลวแบบตัวร้ายดาดๆ ที่ถูกเขียนบทมาเพื่อเลวกับร้ายเท่านั้น ว่าง่ายๆ คือไม่ใช่ผู้ร้ายตามสูตรน่ะครับ แต่มนุษย์ในเรื่องร้ายอย่างมีเหตุผล

ไม่ว่าจะร้ายเพราะความกลัว ความไม่รู้ ความเห็นแก่ตัว และในบางบริบทมันก็เกิดด้วยเจตนาที่ดีต่อมนุษยชาติด้วยซ้ำ ไหนจะมีประเด็นเรื่องไวรัสเชื้อร้ายมาลดทอนสมรรถนะของมนุษย์อีก ทั้งหมดมันเลยดูเป็นเหตุเป็นผล เป็นช่วงเวลาที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง (เหมือนตอนไดโนเสาร์สูญพันธุ์ แล้วมนุษย์อย่างเราก็มาแทนที่)

ความร้ายของมนุษย์ในเรื่องมันอาจไม่ได้เรียกว่า “ร้าย” แต่ออกแนว “ความพยายามเฮือกสุดท้ายในการอยู่รอด” ซึ่งมันมีที่มาที่ไป มันเกิดจากสภาวะต่างๆ สิ่งแวดล้อมต่างๆ สภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ หล่อหลอมนำพามาจนถึงจุดนี้

ขณะเดียวกันวานรก็มีวิวัฒนาการ ฉลาดขึ้น คิดเป็น สื่อสารกันได้ (ผมดีใจมากที่หนังไม่ได้กำหนดให้วานรทุกตัวพูดได้ มันทำให้อะไรๆ ดูจริงขึ้นเยอะ) และมีวานรธรรมมากขึ้น (ประมาณมนุษยธรรมน่ะครับ แต่ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี) ทั้งหมดนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงการหมดวาระของมนุษย์และการรุ่งเรืองขึ้นของวานรได้อย่างดี

ดูแล้วชวนให้ใจปลงเหมือนกันน่ะนะครับ… ทุกวันนี้เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าสภาวะโลกปั่นป่วน ธรรมชาติเกิดภัยในหลายรูปแบบ มนุษย์ก็ดูจะเห็นแก่ตัวกันและทำร้ายต่อกันได้ง่ายขึ้น แม้เทคโนโลยีจะไปไกลจนมันน่าจะสร้างความปลอดภัยให้เราได้ดีขึ้น แต่ความประมาทของคนเรากลับมากขึ้น ยอดคนตายจากอุบัติเหตุกลับมากขึ้น (ยิ่งบ้านเรานี่ทำลายสถิติในทุกๆ ปี)

เราเอาเทคโนโลยีมาเสพเพื่อความสำราญมากกว่าจะเอามาหาทางฟื้นฟูโลกใบนี้… ยุคหนึ่งเราเสพทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่ลืมหูลืมตา มายุคนี้เราก็เสพสุขเสพความสบายจากเทคโนโลยีจนไม่ลืมหูลืมตาเช่นกัน บางครั้งเราก็เหมือนอีกาหรือตั๊กแตนที่ร่อนลงมากินอาหารให้หมดไร่ ก่อนจะบินหนีไปหาไร่ใหม่เพื่อกินต่อไป… มีกินจนกว่าจะไม่มีกิน…

อดคิดไม่ได้ว่า ณ ตอนนี้มนุษย์เราอาจติดไวรัสที่ทำลายตัวเราเองอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัวก็ได้…เปล่าครับ ไม่ใช่ไวรัสที่เป็นจุลชีพแบบในหนัง แต่มันคือ ไวรัสความประมาท, ไวรัสความอวดดี, ไวรัสความไม่รับผิดชอบ, ไวรัสดราม่า, ไวรัสเอาแต่อารมณ์, ไวรัสเห็นแก่ตัว ฯลฯ ไวรัสเหล่านี้อาจกำลังลดปริมาณประชากรของเราอย่างช้าๆ… อาจเพื่อลดปริมาณคนเพื่อปรับสมดุลย์ให้กับโลก (เพราะมนุษย์อาจมีมากเกินไปแล้วในสายตาธรรมชาติ) หรือไม่ก็อาจเพื่อแผ้วถางที่ทางให้สิ่งมีชีวิตในยุคต่อไป ขึ้นมาแทนที่เรา…

ไม่ว่าทางไหน แต่หากเราไม่แก้ไข เหตุการณ์ในหนัง ก็จะมาเกิดกับเราจนได้…

Matt Reeves คุมหนังได้ดีเช่นเคยครับ เขาคุมทั้งโทนและเรื่องราวได้อย่างอยู่มือ หากจะมีอะไรที่ยังไม่โดนใจผมก็คงเป็นไคลแม็กซ์ตอนท้ายที่น่าจะเร้าใจและยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้ อันนี้คงเป็นที่ความคาดหวังของผมด้วยน่ะครับ เพราะภาคก่อนทำไคลแม็กซ์ได้ตื่นเต้นมากอยู่ ในขณะที่ภาคนี้ตอนท้ายความลุ้นออกจะดร็อปลงมาพอสมควร

ถึงจุดนี้หากให้สรุปความชอบแล้ว ผมชอบไตรภาครีบูทของหนังชุดนี้พอๆ กับภาคต้นฉบับเลยครับ ขณะที่ภาคของ Tim Burton แม้หลายคนจะบ่นกัน แต่ผมก็ยังชอบในฐานะที่ดูได้เพลินๆ (แต่ยอมรับว่าพอเอามาดูซ้ำรอบหลังๆ ก็มีบ้างบางวาระที่แอบนิ่งๆ)

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

โฆษณา