Action

The Huntsman: Winter’s War (2016) พรานป่าและราชินีน้ำแข็ง

13071781_1211850185512447_7485708150927288362_o

สำหรับผมแล้ว ภาคแรกถือว่าเรื่อยๆ ครับ คือดูได้เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ถึงกับติดใจโปรดปรานอะไร แม้ผมจะชอบหนังแฟนตาซีประมาณนี้และหลายอย่างในหนังจะดูไม่เลว และให้ความบันเทิงได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่โดยรวมแล้วหนังยังจับใจขนาดนั้น

แต่นั่นก็น่าจะถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะมันทำให้ผมไม่คาดหวังในภาคต่อโดยปริยาย และการที่ผมไม่คาดหวังนี่เองเลยทำให้ดูหนังเรื่องนี้ได้แบบเพลินๆ

สิ่งแรกที่ผมชอบเลยคือ หนังได้พี่จักรกฤษณ์มาพากย์ครับ อันนี้เซอร์ไพรส์มาก พี่จักรกฤษณ์มาพากย์เป็นพรานป่า (Chris Hemsworth) ซึ่งพากย์ได้ลื่นมาก ทำให้ตัวละครนี้ดูเด่น ขี้เล่น เท่ห์ และเปี่ยมเสน่ห์ขึ้นมาโดยปริยาย

อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวขนานแท้ครับ แต่ยอมรับเลยว่าเสียงพากย์ที่ว่านี่คือชูรสชั้นดีที่ทำให้ผมเพลินกับหนังได้มากกว่าเดิม (เชื่อว่าคอหนังพากย์ไทยที่โปรดพี่จักรกฤษณ์ก็น่าจะรู้สึกดีไม่ต่างจากที่ผมรู้สึกครับ)

สำหรับหนังก็ถือเป็นภาคก่อนหน้าและภาคต่อไปในตัว คือครึ่งแรกหนังเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า Snow White and the Huntsman ครับ เล่าให้รู้ว่าริชินีใจร้ายเรเวนน่า (Charlize Theron) มีน้องสาวอยู่หนึ่งคน นามว่าเฟรย่า (Emily Blunt) ซึ่งในเวลาก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

ส่วนครึ่งหลังก็เล่าหลังจากเรเวนน่าโดนสโนว์ไวท์และพรานป่าสยบในภาคก่อน ซึ่งก็เป็นการผจญภัยตามหาของอย่างหนึ่งครับ อันนี้ไม่บอกแล้วกัน ให้ไปดูเองดีกว่าครับ เผื่อว่ารู้น้อยแล้วจะได้อรรถรสมากขึ้น

ภาคนี้จุดที่ผมว่าเข้าท่า คือเหล่าดาราน่ะครับ ถือว่าน่าสนใจขึ้นกว่าภาคก่อน Hemsworth ถือเป็นพระเอกตัวนำแบบเต็มตัว และได้แสดงอะไรมากขึ้น คาแรคเตอร์มีหลากมุมมากขึ้นกว่าเดิม ส่วน Jessica Chastain ในบท ซาร่า คู่รักของพรานป่า เธอคนนี้ก็แสดงได้ดีเท่าที่บทจะอำนวยครับ

Blunt ก็หายห่วงครับ เป็นเฟรย่าได้โอเค เพียงแต่บทอาจไม่เยอะเท่าไร และรายที่บทน้อยสุดก็คือ Theron ครับ ดังนั้นหากใครคาดหวังจะได้ดู Theron สำแดงฝีมือล่ะก็ คงต้องทำใจสักหน่อย เพราะบทน้อยกว่าภาคที่แล้วซะอีกครับ (แต่อย่างน้อยตอนเจ๊แกปรากฏตัว ก็ดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกทีล่ะน่า)

งาน Effect เทคนิคพิเศษ และคอสตูมถือว่าน่าพอใจในฐานะหนังแฟนตาซีครับ แต่ถ้าพูดถึงในแง่อภินิหารแล้วถือว่าน้อยกว่าภาคก่อน ดังนั้นถ้าใครคาดหวังฉากแฟนตาซีจัดๆ ก็อาจต้องลดความคาดหวังลงสักเล็กน้อยครับ (แต่ฉากตีกันตอนท้ายก็ถือว่าทำได้ไม่เลวอยู่เหมือนกัน)

ส่วนเรื่องบท ก็อย่างที่คาดกันครับ ว่าไม่มีอะไรมากมาย จริงๆ ตัวอย่างน่ะก็บอกอะไรๆ หมดแล้วว่าเรื่องเป็นยังไง และเชื่อว่าหลายคนเดาได้อยู่แล้วล่ะว่าเรื่องจะจบแบบไหน (ซึ่งก็บอกได้เลยว่าเป็นอย่างที่เดานั่นแหละครับ ลงสูตรหนังแนวนี้จริงๆ)

โดยรวมแล้วหนังถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ครับ มีทั้งจุดที่เข้าท่าและอ่อนกว่าภาคแรก แต่หากมองรวมๆ แล้วก็ถือว่าพอๆ กัน เรียกว่าใครชอบภาคแรก หากจะตามมาดูภาคนี้ก็คงไม่ถึงกับผิดหวัง หรือถ้าใครเฉยกับภาคแรกจนไม่คาดหวังแล้ว ก็อาจจะโอเคกับภาคนี้ (แบบผม) ก็ได้

จริงๆ หนังมีการทิ้งเชื้อไว้อีกนะ แต่แอบคิดในใจว่าไม่ต้องสานต่อตำนานแล้วล่ะครับ ให้เรื่องมันจบแค่นี้ก็พอแล้ว (555)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)