Action

Underworld: Blood Wars (2016) มหาสงครามล้างพันธุ์อสูร

15420900_1416678488362948_6250908941886801064_n

เดินทางมาถึงภาค 5 แล้วครับสำหรับ Underworld

เปิดเรื่องต่อเนื่องมาจากภาคที่แล้ว แวมไพร์สาว เซลีน (Kate Beckinsale) ยังโดนตามล่าจากทั้งฝ่ายแวมไพร์และไลเคนส์ ซึ่งล่าสุดตอนนี้ทางฝ่ายไลเคนส์ได้ผู้นำคนใหม่นามว่าแมเรียส (Tobias Menzies) ที่สามารถรวมใจรวมพลชาวไลเคนส์ให้เป็นหนึ่งได้ และนั่นหมายความว่าศัตรูของพวกไลเคนส์ต้องพบกับอันตรายอย่างใหญ่หลวง

ผมจะไม่เล่าเรื่องมากนะครับ เพราะรู้สึกได้ว่าความสนุกอย่างหนึ่งของหนังภาคนี้คือพล็อตที่มีจุดพลิก มีจุด Twist ซึ่งแม้จะไม่ได้หักมุมมากจนอึ้ง แต่การไปรู้เรื่องเองระหว่างดูก็อาจจะทำให้เราได้อรรถรสเพิ่มอีกสักหน่อย (แต่ผมนั้นจริงๆ ก็รู้สปอยล์แต่ต้นครับ ครั้นพอดูจริงก็ยังโอเคกับหนังอยู่)

หลายคนถามว่าถ้าดูภาคนี้โดยไม่ดูภาคก่อนเลยจะรู้เรื่องไหม ก็บอกได้เลยครับว่าควรดูภาคก่อนๆ สักหนึ่งรอบจะดีกว่าครับ เพื่อจะได้เข้าใจอาณาจักรแวมไพร์และไลเคนส์ รวมถึงปูมหลังของตัวละคร ไม่งั้นบางช่วงบางตอนท่านอาจงงว่าใครเป็นใคร โดยเฉพาะภาพแว้บๆ รำลึกอดีตทั้งหลายในหนัง

เมื่อมองย้อนไป ตอนดูภาคแรกเป็นครั้งแรก ผมก็ไม่ถึงกับชอบนะครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะระยะนั้นมีหนังสไตล์นี้ออกมาให้ดูเยอะจนเริ่มอิ่มตัว แต่พอเอามาดูอีกในระยะหลัง ก็พบว่าหนังทำได้สนุกในแบบของมัน คืออาจไม่ได้โคตรมันส์ระเบิดระเบ้อ แต่มันมีพล็อตที่ดี มี Twist เกี่ยวกับตัวละคร และมีฉากต่อสู้ที่เข้าท่า

หากเรียงตามลำดับแล้ว ความชอบที่มีก็เรียงตามลำดับภาคเลยครับ ชอบภาคแรกมากสุด ตามด้วย 2 ต่อด้วยภาค 3 ครั้นพอถึงภาค 4 ก็รู้สึกเหมือนมันเป็นการพยายามต่อเรื่องให้ยืดยาวออกไปอีกน่ะครับ จริงๆ คือไม่ต้องมีต่อก็ได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องจากเรื่องธุรกิจนี่แหละครับ ทำออกมาแล้วทำเงิน ก็เลยทำต่อกันไปเรื่อยๆ (จนกว่ามันจะไม่ทำเงินนั่นแหละ ถึงจะเลิก)

จริงๆ ผมอยากให้เรื่องราวมันจบบริบูรณ์ที่ภาค 2 นะ (ภาค 3 ถือเป็นภาคผนวก และทำออกมาได้โอเค เลยยกประโยชน์ให้) แต่ก็ไม่เป็นไร ทำต่อออกมาแล้วก็พร้อมดู ซึ่งภาค 4 ก็ถือว่าทำออกมาโอเคครับ ส่วนภาค 5 นี่ก็โอเคเหมือนกัน แต่คำว่า “โอเค” ในที่นี้หมายถึง โอเคเมื่อเทียบกับภาค 4 นะครับ

ว่าตามจริงคือ 3 ภาคแรกทำออกมาดีครับ มันไม่ได้มีดีแค่เนื้อเรื่อง แต่มันมีอารมณ์ Epic เล็กๆ อยู่ในเรื่องราว เหมือนเป็นเรื่องระหว่างอาณาจักร และบอสแต่ละภาคก็ร้ายระดับบอสจริงๆ ในขณะที่ภาค 4 หรือภาค 5 นี่ ระดับความ Epic มันลดลง เหมือนขอบข่ายของเรื่องดูจะแคบลง

อย่างตอนท้ายของภาคนี้ เอาจริงๆ แล้วมันควรจะยิ่งใหญ่ครับ แต่ภาพที่เห็นมันไม่ใหญ่แบบนั้น มันไม่เหมือนอาณาจักรชนอาณาจักร แต่เหมือนแก๊งชนแก๊งมากกว่า (รู้สึกเหมือนหนังเจ้าพ่อที่ยกพวกมาถล่มกันอะไรประมาณนั้นน่ะครับ)

ดังนั้นถ้าว่าในแง่เนื้อเรื่อง ก็ถือว่ายังเล่าได้ดีครับ มีการพยายามเปิดปม เปิด Twist ใหม่ๆ ที่สามารถเอามาทำภาคต่อได้สบายๆ เพียงแต่อารมณ์ความยิ่งใหญ่ ความเป็นอาณาจักรแบบ 3 ภาคแรกมันลดขนาดลง… อารมณ์หนึ่งที่ผมรู้สึกคือ มันเหมือนกับ 3 ภาคแรกเป็น “หนังใหญ่” ในขณะที่ 2 ภาคต่อมาเป็นเหมือน “ซีรี่ส์” ที่ถูกสร้างต่อมาจากหนังใหญ่อีกที อะไรประมาณนั้น

ความดีงามจริงแท้ของหนังเรื่องนี้ต้องยกให้ Kate Beckinsale ที่ยังเป็นเซลีนได้อย่างยอดเยี่ยม แววตา ท่าทาง อารมณ์ มันต้องเธอเท่านั้นครับ เรียกได้ว่าเธอคือพลังหลักของหนังเลยล่ะ ดารารายอื่นอย่าง Charles Dance, Lara Pulver และ Theo James ก็เสริมเรื่องราวได้ดี ในขณะที่ Menzies ในบทแมเรียสนั้น ตอนแรกนึกว่าพี่แกจะแกรนด์กว่านี้ แต่ไปๆ มาๆ บารมีก็ยังสู้ ลูเซียนไม่ได้

สรุปว่าภาคนี้ก็ดูได้สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามหนังชุดนี้มานานน่ะครับ อารมณ์เดียวกับ Resident Evil นั่นแหละ ไม่ต้องทำออกมาเยี่ยมก็ได้ แค่ทำออกมาพอเพลินก็โอเคแล้ว ^_^

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

++++++++++++++++++++++++++++
ปล. สปอยล์ (ไม่อยากทราบอย่าเพิ่งอ่านครับ)
++++++++++++++++++++++++++++

พล็อต Twist ที่เซลีนโดนหักหลังตอนไปอยู่กับพวกแวมไพร์นั้น แอบเดาได้นิดหนึ่ง เพราะดันนึกถึง Blade II ขึ้นมาน่ะครับ ส่งสัญญาสงบศึกมา เจรจาขอตัวไปช่วยรับมือศัตรู ฯลฯ อะไรต่างๆ มันมาทางเดียวกันเลย ^_^

Advertisements