Action

Mad Max: Fury Road (2015) แมด แม็กซ์ ถนนโลกันตร์

MV5BN2EwM2I5OWMtMGQyMi00Zjg1LWJkNTctZTdjYTA4OGUwZjMyXkEyXkFqcGdeQXVyMTMxODk2OTU@._V1_

“ล่าบ้าคลั่ง มันส์สะใจ” น่าจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะกับหนังที่สุดครับ

ผมไม่ปฏิเสธว่าแอ็กชันดีเดือดแบบ Mad Max อาจไม่โดนใจคนทุกหมู่เหล่า แต่ก็เชื่อว่าคอแอ็กชันที่ชอบความมันส์ ความแรง และความดิบก็น่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้เอามากๆ ทีเดียว

ว่าง่ายๆ คือใครยังไม่ได้ดู ไปดูเถอะครับ ถ้าปรารถนาความมันส์ และแอ็กชันแบบลงทุน ประเภทว่าระเบิดเป็นระเบิด บี้รถเป็นบี้รถ แล้วยังมีลีลาไล่ล่าแบบแอดวานซ์เสริมอารมณ์คลั่ง ตั้งแต่มือกีตาร์ท้ามรณะ (พี่แกบ้าจริงและเสริมความสะใจได้ชะงัด) หรือการค้ำถ่อล่าข้ามรถ แต่ละอย่างนี่อาจไม่ใช่ของใหม่ 100% แต่ก็พูดได้ว่าสะใจและตื่นตาเอาเรื่อง

ผู้กำกับ George Miller บอกว่าในภาคนี้จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของแม็กซ์ (Tom Hardy) หลังจากสูญเสียครอบครัว (อันเป็นเรื่องของภาคแรก) และเป็นเรื่องก่อนที่เขาจะกลายเป็น The Road Warrior ในตำนาน (ซึ่งก็คือก่อนเหตุการณ์ในภาค 2) ดังนั้นแม็กซ์ในภาคนี้จึงยังไม่ “แมด” ยังไม่ “ดิบนิ่ง” เท่าที่ Mel Gibson เคยแสดงไว้ในภาค 2 และ 3 แต่แม็กซ์คนนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้สูญเสีย” เป็น “ผู้ไม่มีอะไรจะเสีย” ผมจึงไม่แปลกใจนักหากสไตล์ของแม็กซ์คนใหม่นี้จะยังไม่เด่นจัดๆ หรือไม่แมดคลั่งแบบเต็มร้อย (แต่ก็เดาว่าพี่แกจะแมดต่อไปในอนาคตแน่นอน)

ถ้าให้ว่าตรงๆ แล้ว Tom Hardy เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวครับ เพียงแต่ความเด่นยังไม่เยอะ ส่วนมากความเด่นจะตกไปอยู่กับบทสมทบไม่ว่าจะ Charlize Theron ที่ลงทุนโกนหัวจริงสำหรับบทนี้ (ที่เธอแสดงใน A Million Ways to Die in the West น่ะ เธอสวมวิกนะครับ) แล้วก็เล่นได้เด่นน่าจดจำ เป็นผู้หญิงที่แกร่งจริง ครั้นพอถึงตอนหมดแรงก็ถ่ายทอดความรู้สึกนั้นผ่านจอได้จริงๆ

Nicholas Hoult เมคอัพซะเปลี่ยนลุคไปเลย แต่พี่แกก็เล่นบทนี้ได้เฉียบเหมือนกัน ส่วน Rosie Huntington-Whiteley ก็ดูเหมาะกับบทและขโมยซีนได้ในหลายวาระเหมือนกัน ว่าง่ายๆ คือน่าจดจำกว่าที่คิดน่ะครับ

อีกคนที่ลืมไม่ได้คือ Hugh Keays-Byrne ในบทไอ้โจหัวหน้าแก๊งวายร้าย ซึ่ง Keays-Byrne เคยแสดงเป็น “โทคัตเตอร์” หัวหน้าวายร้ายใน Mad Max ภาคแรกมาแล้วครับ ครั้งนั้นก็โคตรบ้า โคตรโหด และโคตรชั่ว พอมาครั้งนี้ก็บ้าคลั่งได้หนักกว่าเก่า เอาแค่เมคอัพก็อลังแล้วครับ เพียงแต่ถ้าเป็นในแง่ “การแสดงตัวตน” แล้ว บทโจในภาคนี้อาจไม่สามารถถ่ายทอดความบ้าหรือความน่ารังเกียจได้ชัดเท่าสมัยเล่นเป็นโทคัตเตอร์

ดนตรีจัดโดย Tom Holkenborg หรือ Junkie XL นักดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกาชาวดัตช์ที่กำลังมาแรงในวงการภาพยนตร์ เขาได้ทำดนตรีให้ Batman v Superman: Dawn of Justice ด้วยครับ สำหรับในเรื่องนี้ก็ใส่ดนตรีมาเสริมความสะใจและเร้าความตื่นเต้นได้กำลังเหมาะ

และที่ไม่ชมไม่ได้คือผู้กำกับภาพมือออสการ์จาก The English Patient ซึ่งก็คือ John Seale ครับ พี่แกมักถูกเลือกให้มากำกับภาพที่มีทะเลทรายหรือที่โล่งกว้างเป็นฉากหลังเสมอ ไม่ว่าจะ Witness, Rain Man, Cold Mountain และ Prince of Persia: The Sands of Time และกับเรื่องนี้เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ จับภาพเหวี่ยงกล้องได้เข้ากับความคลั่งของหนังได้อย่างดี

สรุปว่าหนังมันส์ครับ เล่าได้ชวนติดตามแบบต่อเนื่อง ครึ่งแรกของหนังนี่เล่นเอาเหนื่อยครับ มันล่ากันไม่หยุดไม่พักเลย จะมาผ่อนก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงผ่านไป แล้วพักไม่นานก็ไปเหนื่อยกันต่ออีก เชื่อแล้วครับว่า Miller เขาจินตนาการภาพแอ็กชันมาก่อน แล้วค่อยเสริมด้วยเรื่องราว

ปกติถ้าหนังเน้นแต่แอ็กชันมาก่อน แล้วให้พล็อตเป็นรองนี่มันน่าจะออกมาไม่ดีใช่ไหมครับ แต่กับเรื่องนี้มันไม่ใช่น่ะ เพราะจุดเด่นแท้ๆ คือแอ็กชันมันส์ๆ ภาพโม้ๆ และฉากสตันท์หนักๆ มันเด่นและตื่นตาจนทำให้เราเพลินกับภาพ ส่วนเนื้อหาก็มีแค่พอหอมปากหอมคอ เอาให้พอมีแก่นเรื่องให้เดินต่อก็พอ คือเราพร้อมจะให้อภัยน่ะครับ

อีกอย่างถ้าจะว่าไป เรื่องมันเกิดในโลกที่ไม่มีอะไรเลยน่ะครับ ไม่มีกฎ ไม่มีแก่น ไม่มีปรัชญา ไม่มีป่าไม้ ไม่มีแม่น้ำ มีแต่คนดิบๆ มาดวลกันเองและหาทางเอาตัวรอด จึงไม่แปลกหากโครงเรื่องมันจะไม่มีอะไรมากไปกว่าคนล่ากัน คนสู้กัน และคนเอาชนะกัน

แต่ขณะเดียวกันหากจะบอกว่าหนังไม่มีแก่นสารอะไรเลยก็ไม่เชิงนะครับ เพราะท่ามกลางโลกที่ไร้ขื่อแปนั้น เราก็ยังเห็นมิติของมนุษย์ถ่ายทอดให้เราได้เห็นในหนัง

(คงจะได้เวลาสปอยล์ล่ะครับ ไม่อยากทราบข้ามไปเลยนะครับ)

ในหนังเราจะได้เห็น “จุดหมาย” ของแต่ละตัวละคร ซึ่งจุดหมายที่ว่ามันก็ผันแปรไปตามสถานะของคนๆ นั้น

เช่นถ้าคุณเป็นคนทั่วไปที่ไร้อำนาจ เป็นเหมือนชาวบ้านตาดำๆ สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่อะไรใหญ่โตเลยครับ คุณแค่ไม่อยากตาย คุณอยากมีน้ำกินน้ำใช้ คุณอยากอยู่ให้พ้นไปในแต่ละวัน ได้แค่นี้ก็ดีใจแทบตายแล้ว

แต่ถ้าคุณมีทุกสิ่งเหลือกินเหลือใช้ มีอำนาจล้นเหลือแบบ “โจ” แล้ว คุณก็จะมีจุดหมายที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก อย่างที่เราเห็นครับ โจทุ่มทุนไล่ล่าเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อตามเมียและลูกของตัวเองคืนมา “ลูก” กลายเป็นจุดหมายในชีวิตของโจไป โดยที่จุดหมายที่ว่านี้มันอาจไร้สาระสำหรับบางคน (เหมือนที่มีคนบ่นว่า “นี่พี่แกเปลืองน้ำมัน เปลืองเวลา เปลืองคนเพื่อมาหาหญิงเนี่ยนะ”)

หรือถ้าคุณอยู่ในระดับที่เหนือกว่าชาวบ้านขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจเป็นเรื่องเป็นราวแบบนุกซ์ คุณก็จะไม่ได้อยากได้แค่น้ำกับที่ซุกหัว แต่คุณจะอยากได้การยอมรับ ต้องการความสำเร็จและอำนาจ

ในขณะที่ฟูริโอซ่าที่มีอำนาจในระดับหนึ่ง อีกทั้งความสำเร็จในหน้าที่ตำแหน่งก็มีในระดับเหมือนกัน ความต้องการของเธอก็จะแอดวานซ์ไปอีกขั้น นั่นคือต้องการอิสระ และต้องการช่วยผู้อื่น

เอาเข้าจริงแม้โลกในหนังจะไร้สีสัน แต่ความต้องการของมนุษย์ก็ยังมีจุดให้เล็ง มีเป้าให้หมายอยู่ดี

ทุกวันนี้ผมมักได้ยินคำกล่าวว่า “โลกสมัยใหม่มีสิ่งเร้าเยอะ ความต้องการคนเลยเยอะ และนำมาซึ่งความวุ่นวาย”

แต่พอดูเรื่องนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ครับว่า “แล้วการที่โลกมีสิ่งเร้าน้อยๆ น่ะ มันจะลดทอนความวุ่นวายอันเนื่องมาจากความกระหายปรารถนาของมนุษย์ได้จริงๆ เหรอ?”

++++++++++++++++++++++++++++++++++

เป็นอีกเรื่องที่ผมจัดบลูเรย์แน่นอนครับ ภาพมันคู่ควรแก่การชม และอยากดูพวกเบื้องหลังด้วย มันน่าสนใจจริงๆ นะเนี่ย ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements