รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

After the Storm (2016) รักได้มั้ย พ่อคนนี้

MV5BMjM2NzU3NjAyMl5BMl5BanBnXkFtZTgwOTc3MjIwMTI@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_.jpg

นั่งคิดนิยามหนังเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง จะบอกว่ามัน Feel Good ก็ไม่ใช่ แต่ครั้นจะเรียกว่า Feel Real มันก็ไม่เชิง เพราะหนังจัดว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 แบบที่ว่านั้นครับ

สุดท้ายก็เลยขอเรียกว่าหนังเรื่องนี้ “Feel Right” ถือเป็นหนังชีวิตที่มีสัดส่วนของเรื่องราวพอเหมาะในแบบของตนเอง ไม่ได้เป็นหนังดราม่าฟูมฟายเรียกน้ำตา, ไม่ได้เป็นหนังโลกสวยที่เต็มไปด้วยความหวัง และไม่ใช่หนังชีวิตแบบหนักอึ้งที่สะท้อนด้านมืดของโลกแบบสุดขีด

พูดแบบไม่อ้อมค้อม หนังไม่หวือหวาอะไรครับ การเดินเรื่องง่ายๆ เล่าไปเรื่อยๆ เป็นการจับเอาชีวิตของคนๆ หนึ่งมาบอกเล่า ให้เราเห็นว่าเขาทำงานอะไร, ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนรอบตัวเป็นยังไง ค่อยๆ แนะนำให้เรารู้จักตัวเขา รู้จักสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญทีละน้อย เล่าไปทีละมุม จนเมื่อหนังจบแล้ว เราก็จะเข้าใจความเป็นเขาครบทุกมุม (ที่หนังพยายามสื่อ)

และการเข้าใจตัวละครในเรื่อง มันก็สะท้อนย้อนมาทำให้เราเข้าใจบางจุดและบางสิ่งในชีวิตของเราเองด้วย (เข้าอีหรอบเอาหนังเรื่องนี้มาย้อนดูตัวนั่นเอง)

แน่นอนครับว่าหนังไม่ได้เหมาะกับทุกคน ใครไม่ชอบหนังชีวิตที่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดพีคหนักๆ, ไม่มีประเด็นให้ลุ้นแบบชัดๆ หรือหากใครไม่สันทัดหนังที่ไร้ความหวือหวาล่ะก็ คงต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้อาจทำให้ผิดหวังหรือก่อให้เกิดความเบื่อระหว่างรับชมได้

แต่หากใครชอบหนังชีวิตแบบให้เราค่อยๆ เก็บรายละเอียด ไม่ได้เล่าเรื่องของตัวละครแบบชัดเจนในครั้งเดียว แต่จะเล่าให้เราเก็บรายละเอียดไปทีละจุด ทำความรู้จักเขาไปทีละนิด หรือชอบหนังที่เอา “ช่วงหนึ่งของชีวิตคนมาบอกเล่า” ล่ะก็ ผมว่าเรื่องนี้จะเข้าไปอยู่ในอ้อมอกอ้อมใจท่านได้ไม่ยากครับ

ตัวเอกคือ เรียวตะ (Hiroshi Abe) หนุ่มใหญ่ที่แยกทางกับภรรยา ผันตัวมาทำงานเป็นนักสืบเอกชน และเฝ้ารอที่จะได้พบหน้าลูกเดือนละครั้ง ซึ่งตลอด 2 ชั่วโมงหนังก็ฉายให้เราเห็นชีวิตของเขาน่ะครับ ซึ่งก็บอกได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ทำผิดบ้างถูกบ้างตามครรลองชีวิต

ช่วงต้นๆ อาจต้องใช้ความอดทนในการติดตามชมสักหน่อยครับ เพราะเรื่องมันไม่ได้มีอะไรชวนให้ติดตาม เหมือนหนังตามติดชีวิตนายเรียวตะไปเรื่อยๆ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราก็จะรู้จักเขามากขึ้น และจากจุดนั้นเราก็จะเริ่มอยากรู้ว่าชีวิตของเขาจะเป็นยังไงต่อไป (โดยเฉพาะเรื่องลูก ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเขา)

ส่วนผมนั้นเข้าข่ายชอบเลยล่ะครับ อย่างแรกที่ชอบก็คือการแสดงของทุกคนในเรื่องที่ถือว่าพอเหมาะมากๆ เนื่องจากหนังมันไม่ได้มีความเข้มข้นหรือหนักหน่วง เราเลยจะไม่ได้เห็นการแสดงแบบเข้มโคตรจนเสียดแทงจิตใจ แต่สิ่งที่เราจะได้เห็น คือภาพคนธรรมดาๆ แบบที่เราเจอได้ทุกวัน

แต่ผมว่าบททำนองนี้ก็ไม่ได้เล่นง่ายๆ นะครับ เพราะนักแสดงแต่ละคนต้องทำให้เราเชื่อว่าเขาคือคนๆ นั้น และเชื่อว่านี่คือมนุษย์ปุถุชนที่ใช้ชีวิตไปตามวิถีของตน ซึ่งวิถีของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันครับ อาจผิดอาจถูก แต่สำหรับคนๆ นั้นแล้ว เขาไม่ได้คิดว่ามันผิดหรือถูกหรอก เขาแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เรียวตะมีนิสัยชอบเล่นพนัน คือถ้าเป็นคนที่ไม่เล่นพนันก็อาจบอกว่า “มันเป็นเรื่องไม่ดีนะ เล่นแล้วมีแต่เสีย จะมัวเล่นทำไม” แต่การแสดงของ Abe ทำให้เราเข้าใจและสัมผัสได้ครับว่าเรียวตะเล่นพนันโดยมีเหตุผลในแบบของเขา เขาเล่นด้วยความหวัง (หรืออาจจะสิ้นหวัง) เพื่อให้ได้เงินก้อนใหญ่มาเร็วๆ เขาทำได้แค่นี้ เขาคิดออกแค่นี้ เขาก็เลยทำไปตามที่สมอง+ความคิด+ประสบการณ์ นำพาไป

ผมชอบที่แต่ละตัวละครในเรื่องไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มีปรัชญาล้ำลึกในการดำเนินชีวิต พวกเขาแค่คิด+ทำไปตามที่ตนเองคิดว่ามันถูก (บางครั้งก็คิดเอาเองว่าถูก, บางครั้งก็ดูเอาจากคนอื่น และบางครั้งก็กลั่นกรองเอาจากประสบการณ์ของตน)

แต่ความไม่สมบูรณ์ที่ว่า มันสะท้อนมิติความเป็นคนได้อย่างดี ผมว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจคนที่ชอบเล่นพนันมากขึ้น, เข้าใจพ่อหรือแม่แก่ๆ ที่อยู่คนเดียว และนับวันรอให้ลูกมาเยี่ยม, เข้าใจคนที่พยายามหาเงินด้วยทางลัด ใช้เหลี่ยมหาเงินบนเส้นทางสีเทา, เข้าใจสามีภรรยาที่แยกทางกัน เข้าใจที่บางคนอาจจะอยากให้ครอบครัวกลับคืนมา และเข้าใจที่บางคนก็อยากก้าวไปข้างหน้า ลืมอดีตให้สำเร็จ ฯลฯ

มันอาจใช้เวลาไม่มากที่จะตีตราพฤติกรรมและการกระทำต่างๆ ของคนว่าอันไหนถูกหรือผิด แต่สำหรับการที่จะเข้าใจอะไรเหล่านี้แล้ว เราต้องให้เวลามันมากพอ และเราต้องเปิดใจตัวเองให้กว้างพอ “เพราะโลกของเรากับโลกของเขาอาจเป็นโลกคนละใบ”

บางครั้งการมองอะไรเหล่านี้ให้ชัด มันก็เป็นหนทางที่จะช่วยให้เราออกจากวังวนของปัญหาชีวิต (ไม่ว่าจะปัญหาเกี่ยวกับคน, ความคิด หรือสถานการณ์) … อย่างน้อยก็ทำให้เราอยู่กับมันได้อย่างฉลาดขึ้น หรือไม่ก็ทุกข์กับมันน้อยลง

การเดินเรื่องตอนต้นเหมือนเป็นการแนะนำตัวละคร ก่อนที่ช่วงหลังหนังจะพาเรามาสู่สถานการณ์กลางพายุ ที่ได้อารมณ์เหมือนละครเวทีครับ ช่วงที่ว่านี่ถือว่าสนุกและน่าติดตาม เพราะหนังยั่วให้เราอยากติดตามว่าแต่ละคนจะคุยอะไรกัน จะคิดอย่างไรกัน และสุดท้ายแล้ว ชีวิตของพวกเขาจะไปทางไหนกัน

รสชาติของครึ่งหลังทำให้นึกถึงหนังอย่าง Before Midnight น่ะครับ เราจะได้เห็นคนที่เคยพบเจอเรื่องราวต่างๆ ทั้งช่วงเวลาดีๆ และบาดแผลในชีวิต มาอยู่ร่วมกัน คุยกัน ทะเลาะกัน และเปิดใจกัน… การถ่ายทอดเรื่องราวช่วงที่ว่านี่ได้อารมณ์เหมือนเราไปอยู่ในห้องเล็กๆ นั่นด้วยเลย

ผู้กำกับ Hirokazu Koreeda (Still Walking, Nobody Knows และ Our Little Sister) ทำได้อีกแล้วครับ ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวิตดีๆ อีกเรื่อง ที่เนื้อเรื่องจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่นะ และแทบไม่มีอะไรเกินคาดเดาเลย แต่เขาก็ทำให้เรื่องเดิมๆ เก่าๆ มีความสดใหม่และน่าติดตามขึ้นมาได้ และที่สำคัญคือทำให้ทุกตัวละครดูมีชีวิตขึ้นมาได้สำเร็จ

Abe เล่นได้เจ๋งเหมือนเดิม แต่คนที่ผมรักเลยคือ Kirin Kiki ผู้รับบทแม่ของเรียวตะ ท่านแสดงได้ดีจริงๆ ครับ หลายฉากทำเอาเราเกือบจะร้องไห้ตาม แต่ฉากไหนที่เธอดูมีความสุขนะ เรานึกถึงอากงอาม่าหรือพ่อแม่ของเราขึ้นมาเลย รอยยิ้มนี่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเราแบบไม่ทันตั้งตัว

ไม่รู้ใครเป็นบ้างนะครับ แต่ผมชอบฉากที่ท่านพยายามอ้างและบอกว่า “ไม่อยากให้หลานนอนดึก” เป็นฉากที่น่ารักและแสดงถึงอารมณ์คนแก่ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ยอมรับเลยครับว่าแค่ดูพี่ Abe กับคุณยาย Kirin Kiki แสดงนี่ก็คุ้มค่าแก่การชมมากมายแล้ว

ผมว่าหนังเรื่องนี้ สอนวิชาชีวิตได้อย่างดีครับ มันสอนให้เราตระหนักได้ว่า ชีวิตไม่เป็นดังที่เราคาดหวังเสมอไป – บางครั้งเราวางแผนกะเกณฑ์หรือฝันใฝ๋ซะดิบดี แต่สุดท้ายมันก็อาจมีตัวแปรแทรกซ้อนมาทำให้ผิดแผนไป

… นึกถึงชื่อเรื่อง After the Storm นี้ก็สื่อทั้งเหตุการณ์ในเรื่อง และเปรียบเปรยว่าชีวิตเราย่อมเจอพายุเป็นของธรรมดา แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับพายุชีวิตได้ไหม เราจะลุกขึ้นมาในเช้าวันใหม่ไหวไหม และเราจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่เจอจาก “พายุชีวิต” ได้ไหม

… บางครั้งกับบางเรื่อง เราก็ต้องปล่อยมันผ่านไปครับ แม้เราจะอยากยื้อ อยากรั้ง หรืออยากจัดการมันแค่ไหนก็ตาม แต่บางเรื่องมันไม่ได้ขึ้นกับเราเพียงคนเดียว ยิ่งเรื่องความสัมพันธ์ด้วยแล้ว การยื้อดื้อแพ่งอาจกลายเป็นการฉีกแผลในใจให้ปริแตกยิ่งขึ้น

… บางครั้งกับบางเรื่อง เราก็ต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้ แม้อะไรจะไม่เป็นดังที่หวัง แต่การจมอยู่กับมัน ก็อาจทำให้เราต้องพลาดหวังเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย (ดีไม่ดีเรื่องอื่นๆ ที่รอเราอยู่ อาจเป็นเรื่องดีๆ ที่ทำให้เราสุขล้นจนบรรเทาอาการเจ็บเกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ ไปเลยก็ได้… แต่เราจะไม่มีวันได้เจอ หากจำคุกชีวิตไว้ที่เรื่องเดิมๆ)

เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องครับที่แม้จะจบลงไปแล้ว แต่ผมยังคิดถึงตัวละครต่างๆ ในเรื่องอยู่ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ พวกเขาจะเจอกับอะไรอีก พวกเขาจะมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อไป… หนังจบอารมณ์ไม่จบครับ

แต่มาคิดอีกแง่ หนังเรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่หนังเรื่องหนึ่ง… แต่มันคือละครชีวิตฉากหนึ่งที่บางครั้งมันก็ชี้ชวนให้นึกถึงบางเสี้ยวมุมของชีวิตเราได้ ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements