รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Day the Earth Stood Still (2008) วันพิฆาตสะกดโลก

1228927933

หลังจากผมได้ชม The Day The Earth Stood Still จบ รู้ไหมครับว่าผมนึกถึงอะไร…

ผมนึกถึงแม่ต้อย… คนที่อยู่ในโฆษณาไทยประกันชีวิตที่เรียกน้ำตาคนไปหลายนั่นแหละครับ ผมนึกถึงความเมตตา ความกรุณา ความรักที่เธอมีให้ผู้อื่น และเธอยังทำให้คนมากมายมีรอยยิ้มกับความสุข..

จากนั้นผมก็นึกถึงข่าวเมื่อวันก่อนไม่รู้คุณๆ ได้ดูกันไหมนะครับ ที่มีสุนัขตัวหนึ่งบาดเจ็บนอนพะงาบอยู่กลางถนนในประเทศชิลี มันนอนรอความตายอยู่กลางถนนนั่น ไม่มีใครคิดช่วยเหลือเพราะคิดว่ามันเป็นเพียงหมาน้อยตัวหนึ่ง… จากนั้นก็มีสุนัขอีกตัววิ่งฝ่ารถราที่แล่นกันอยู่เต็มถนน ตรงไปหาเจ้าสุนัขที่บาดเจ็บนั้น… มันตรงไปช่วยลากเพื่อนออกจากถนนนั่น… ตอนได้ยินข่าวเล่นเอาผมจ้องมองทีวีไม่กระพริบ เพราะมันเป็นอะไรมากกว่าความประทับใจ ดูๆ ไปยังแอบสอนคนอีกต่างหากว่า “แล้วมนุษย์เรานั้นเล่า ทำดีได้เท่าหมาน้อยตัวนั้นหรือไม่?”…. “เจอเพื่อนมนุษย์ลำบากแล้วเราทำอย่างไร?” น่าคิดอะไรจะปานนั้น

สิ่งเหล่านี้แหละคืออาวุธชั้นยอด เครื่องช่วยชั้นเยี่ยมที่จะช่วยโลกใบนี้ให้อยู่รอดได้ต่อไป…

เหมือนไม่เกี่ยวกับหนัง… แต่เชื่อเถอะครับ มันเกี่ยวแน่นอน และเป็นอีกครั้งที่ผมเล่ายาวแน่นอน ใครไม่ปลื้มของยาวๆ จะข้ามไปอ่านดาวตอนท้ายก็ไม่ผิดกติกา หรือจะอ่านย่อหน้าแรกๆ สักหน่อยก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่รสนิยมเลยครับ

แต่ถ้าถามผมโดยส่วนตัวแล้ว… หนังบางเรื่องรู้น้อยยิ่งดี แต่หนังบางเรื่องรู้เยอะก่อนดูก็จะช่วยให้ซึมซับหนังได้เต็มเม็ด สังเกตความเด็ดของหนังได้เต็มหน่วยยิ่งขึ้น… ลางเนื้อชอบลางยาครับ แล้วแต่แล้วกันนะครับ

ก่อนอื่นที่ต้องชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันคือ นี่ไม่ใช่หนังแอ็กชันครับ ถ้าคุณคิดว่านี่จะเป็นหนังแนวเอเลี่ยนบุกรุก แล้วคนบนโลกก็หาศาสตราวุธไปถล่มมัน ปราบมันให้ราบคาบ บู๊กันประมาณ Independence Day ล่ะก็ คิดผิดไปหลายวาเลยครับ รีบจูนด่วนครับพี่น้องที่เคารพรัก อย่าให้โฆษณาหลอกท่านได้ เพราะดูในจอทีวีแล้วส่ายห้วเลยครับ เล่นประกาศก้องว่าหนังแอ็กชันไซไฟฟอร์มยักษ์สุดมันส์แห่งปี โธ่ พี่คร้าบ จะหาเรื่องให้หนังโดนด่าว่าไม่มันส์แล้วไหมล่ะนั่น อีกอย่างตอนที่ผมไปดูก็มีคนบ่นเหมือนกันครับว่าไม่เห็นจะมันส์เลย ผมเลยขอประชาสัมพันธ์ไว้ตรงนี้ล่ะนะครับ

แล้วเช่นนั้นหนังเกี่ยวกับอะไรล่ะ?… เรื่องย่อคร่าวๆ คือมีมนุษย์ต่างดาวนามว่า กลาตู (Keanu Reeves) เดินทางมายังโลกเพื่อประกาศกับมนุษย์ทุกคนว่าเขามาเพื่อปกป้องโลกใบนี้… ปกป้องให้รอดพ้นจากเผ่าพันธุ์ที่ชอบทำลายล้างอย่าง มนุษย์… คุณคงเดาออกนะครับว่ากลาตูจะทำอะไรกับมนุษย์บ้าง แล้วมนุษย์จะรอดพ้นจากภัยนี้ไปได้อย่างไรก็ต้องลองลิ้มชิมชมดูนะครับ

ผมบอกว่าหนังไม่ใช่แอ็กชัน… แต่เรื่องก็เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวบุกโลกไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่แอ็กชันแล้วจะสู้รบปราบพวกต่างดาวได้อย่างไร… เป็นคำถามที่ดีมากครับ… ก็จริงน่ะเน้อะ ถ้าไม่สู้รบออกหมัดแล้วจะซัดพวกต่างดาวให้ออกไปจากโลกได้อย่างไร… แต่เมื่อคุณได้ชมหนังเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจครับว่า การกู้โลกหรือแก้ปัญหาต่างๆ ใช่ว่าจะต้องใช้ความรุนแรงล้างผลาญเป็นทางออกเพียงอย่างเดียวเสียเมื่อไร!

และที่ออกจะสนุกสนานสำหรับผมคือ หนังแอบวิจารณ์การโต้ตอบหรือการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไว้อย่างน่าคิดตาม… ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วย “สาร” ที่น่าขบคิดก็คงไม่ผิดจากความจริงครับ หนังมีเมล็ดพันธุ์ที่น่าเอาไปแตกยอดทางความคิดมากมายหลายอย่าง และก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความหวังดีทั้งนั้น

จึงสรุปได้เบื้องต้นว่าคนที่ชอบหนังสไตล์นิยายวิทยาศาสตร์แบบเน้นค้นหาความหมาย หรือแบบแทรกกำไรคิด แฝงปรัชญาสไตล์ Contact, 2001: A Space Odyssey หรือ The Day the Earth Stood Still เวอร์ชันต้นฉบับเมื่อปี 1951 ก็น่าจะโอเคเบตงกับหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย

แต่ถ้าหวังบู๊กันแบบ ID4 หรือ War of the Worlds ก็คงไม่สมหวังหรอกครับ อยากดูคนถวายหมัดหักงวงไอยรา ล้างแค้นด้วยเลือด ก็แนะนำให้ตีตั๋วชมองค์บาก 2 ทันทีครับ

The Day the Earth Stood Still เรื่องนี้ก็เป็นฉบับรีเมกนะครับ อย่างที่บอกว่าหนังเคยสร้างมาแล้วเมื่อปี 1951 สมัยที่หนังไซไฟ (เป็นคำเรียกหมายถึง หนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์) กำลังเริ่มบูม เพราะระยะนั้นอเมริกากับโซเวียตกำลังก่อสงครามเย็นแข่งขันกันเรื่องเทคโนโลยีและการพิชิตอวกาศ ทำให้เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป อีกทั้งช่วงปี 1949 ยังเกิดเหตุที่ว่ากันว่ามีจานบินจากต่างดาวตกที่เมืองรอสเวลล์ นิวเม็กซิโกด้วย เรื่องเกี่ยวกับต่างดาวเลยเป็นที่นิยมขึ้นมาทันที

แต่ The Day ต้นฉบับนั้นไม่ได้สักแต่ทำมาอิงกระแสเพียงอย่างเดียว หนังก็หยอดสอดแทรกแง่คิดชวนให้ชาวโลกได้ตระหนักว่าการพุ่งรบทำลายกัน (ด้วยอาวุธนิวเคลียร์) นั้นเป็นสิ่งไม่เหมาะควร โครงเรื่องของฉบับนี้กับฉบับนั้นคล้ายกันตรงที่มีมนุษย์ต่างดาวมาเตือนชาวโลกให้หยุดรุกรานโลก แต่ฉบับก่อนจะจับประเด็นระเบิดนิวเคลียร์ ส่วนฉบับใหม่นี้จับประเด็นสิ่งแวดล้อม ความรุนแรง และการทำลายโลกด้วยเทคโนโลยี ซึ่งถ้าว่ากันโดยหัวใจแล้วก็ยังคงเดิมครับ นั่นคือ หนังต่างบอกให้มนุษย์หยุดห้ำหั่น หยุดทำร้ายซึ่งกันและกัน แล้วหันมาทำสิ่งดีๆ เพื่อรักษาโลกใบนี้ให้อยู่ต่อไปเรื่อยๆ (เวอร์ชั่นเดิมนั้นได้รับการยกย่องว่าคลาสสิกด้วยครับ ผมก็ขอยืนยันอีกหนึ่งเสียงว่ายอดมาก ชนิดที่ต้องดูให้ได้)

การที่หนังมีสาระว่าด้วยการรักษ์โลกแบบนี้ ก็ถือว่าเข้ากระแสอยู่เหมือนกัน แบบที่ An Inconvenient Truth, The Happening แล้วก็แอนิเมชั่นชั้นดีอย่าง Wall-E ก็เพิ่งบอกมนุษย์ไปหยกๆ ว่ารีบรักษาธรรมชาติกันเร็วๆ แล้วก็ผสมกับสาระที่สื่อให้มนุษย์กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันแบบ The Dark Knight

สำหรับความดีเด่นของหนังนั้น จะว่าไปก็เข้าแถวเรียงไปกับหนังเหล่านั้นได้เหมือนกันครับ แต่จะดีมากดีน้อย อันนี้ต้องมาว่ากันอีกที

ถ้าว่ากันตามจริงผมชอบสาระในหนังมากครับ มันมีทั้งที่สื่อตรงๆ และการสื่อแบบแฝงๆ บอกได้เลยว่าทุกอย่าง ทุกตัวละคร และทุกคำพูดที่มาจากปากกลาตูนั้น เป็นของดีทั้งนั้นเลยครับ แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนชอบดูหนังที่มีการพูดๆๆๆ เยอะๆ ก็คงไม่ถูกปากน่ะครับ เพราะมันเดินเรื่องด้วยการสนทนาจริงๆ

ด้านเทคนิค Effect ก็ยอดเยี่ยมมากครับ โดยเฉพาะไอ้แมงตัวจิ๋วๆ (ตัวอะไรต้องไปดูเอง) นั่น ทำได้อย่างดีมากครับ หรือเจ้าทรงกลมปริศนาก็ดูทรงพลังเข้าท่าดี ดนตรีประกอบของ Tyler Bates ก็เข้ากับอารมณ์หนังครับ เน้นกดดันผสมเร้าใจนิดๆ และที่ขาดไม่ได้คือดาราครับ หนังเรื่องนี้พลังดาราก็แพรวพราวใช้ได้ เริ่มจากนาย Keanu Reeves ที่พี่แกเหมาะกับบทแบบนี้มากครับ บทประเภทมนุษย์ต่างดาวหรือคนที่ไม่ได้ปกติอย่างใครเขา แล้วก็แสดงอารมณ์น้อยๆ นี่เหมาะทีเดียวครับ ดูดี ดูมีพลังในตัว ส่วน Jennifer Connelly นางเอกก็สวยน่ารักดี แสดงก็ดีไม่มีปัญหาหรอกครับ เข้ากับ Jaden Smith ลูกชายนาย Will Smith ที่มาเล่นเป็นลูกเลี้ยงของเธอ สองคนนี้ก็สื่อแสดงต่อกันได้ดีแต่เหมือนบทจะยังไม่เปิดโอกาสให้แสดงอะไรมากเท่าไหร่ ส่วนอีกสองคนที่ฝีมือเข้ม แต่บทบาทไม่เยอะเท่าไรก็คือ Kathy Bates ในบท เรจิน่า แจ็กสัน รัฐมนตรีหญิงกับ John Cleese ในบท ศาสตราจารย์เบิร์นฮาร์ท จริงๆ ผมว่าสองคนนี้เล่นดีครับและฝีมือเฉียบอยู่แล้ว แต่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้าย Connelly คือเล่นดีมีฝีมือ แต่ไม่ได้โชว์สักเท่าไร

โดยรวมๆ หนังมีองค์ประกอบที่แข็งมากทีเดียว ด้านบทก็น่าสนใจไม่เลวครับ โครงน่ะดี แต่ถ้าถามว่าเดินเรื่องครบเครื่องดีเต็มสูบหรือไม่ก็ต้องบอกแบบไม่อ้อมไม่ค้อมว่าหนังยังไม่ถึงกับลงตัวเต็มที่นัก หนังออกมาค่อนข้างเนิ่บไปนิดน่ะครับ ไม่ได้เร้าใจมากอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้ลุ้นเยอะเท่าที่คิด อะไรๆ ในหนังก็เข้าข่ายเดาได้เสียส่วนใหญ่ ซึ่งออกจะผิดฟอร์มผู้กำกับ Scott Derrickson ไปบ้าง เพราะขานี้ปกติแม้บทหนังจะไม่เร่งไม่เร้าแต่เขาก็ทำให้เกิดอารมณ์กดดันหรือตื่นเต้นได้ งานชิ้นก่อนๆ ของเขาอย่าง Hellraiser: Inferno ภาคห้าของหนังชุดกล่องรูบิกปริศนาและพี่พินเฮดจอมโหด ที่แม้จะดัดแปลงเนื้อเรื่องไปจากภาคก่อนๆ แต่ก็ยังทำให้น่าติดตามน่ากลัวได้ หรือ The Exorcism of Emily Rose งานแจ้งเกิดเรื่องดังของพี่ท่านก็ทำได้ตื่นเต้นหวาดผวาน่าพอใจออก ส่วน The Day นี้จริงๆ ก็ดีครับ แต่ยังไม่สุด อาจจะสรุปได้ว่า นี่เป็นผลงานที่ “มีคุณค่าที่สุด” ของเขา แต่ยังไม่เชิงว่าสนุกที่สุดเท่านั้นเอง

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วทำให้ผมนึกไปถึง I Am Legend ครับ จริงๆ ระหว่างสองเรื่องนี้ บทก็ไม่ได้ซับซ้อนพอๆ กันน่ะแหละ แต่เรื่องนั้นจะทำได้น่าติดตามตื่นเต้นกว่ากันอยู่พอตัว (อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่าถ้า Francis Lawrence คนกำกับ I am Legend ให้มาทำ หนังอาจจะออกมาเข้มข้นไปอีกแบบก็ได้)

แต่ผมก็พอเข้าใจเจตนาของ Derrickson และ David Scarpa คนเขียนบทอยู่น่ะครับ ว่าการที่เขาไม่ทำให้อะไรๆ มันเข้มไปกว่านี้หรือกดดันหนักๆ แต่กลับนำเสนอออกมาอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อนให้มากก็อาจจะต้องการให้ผู้ชมใส่ใจกับประเด็นของ “สาร” ในหนังมากกว่าความตื่นเต้นตกใจก็เป็นได้… อันนี้มองในแง่ดีช่วยหนังนะครับ แต่ลึกๆ แล้วก็ยังแอบคิดว่าทำให้ดูสนุกน่าติดตามเร้าอารมณ์กว่านี้น่าจะดีอีกหลายเท่า เพราะยังไงแม้หนังจะทำตัวเป็น “สาร” ที่ดีแค่ไหน แต่ในฐานะหนังก็ควรจะหยอดความบันเทิงลงไปอีกสักนิดหนึ่ง

แต่ก็เอาน่ะครับ ถ้าไม่คิดมาก ตัวหนังเองก็ดูได้เรื่อยๆ มีดาราดี มีทีมงานเนรมิตดนตรี Effect ออกมาได้ดี สาระยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เลยพอจะหักกลบลบให้ได้คะแนนบวกขึ้นมาได้

หลังจากว่าถึงตัวหนังคร่าวๆ ไปแล้ว ทีนี้ผมก็จะลงมาสู่ “สาร” ที่หนังนำมาบอกชาวโลกล่ะนะครับ เอาล่ะ เตรียมตัวรับการสปอยล์ได้เลยครับ แต่หากไม่อยากทราบ ข้ามไปอ่านดาวได้แล้วนะขอรับกระผ้ม

ในช่วงต้นหนังเริ่มจับใจผมตั้งแต่การดำเนินเรื่องที่กระชับใช้ได้ เล่าแบบตรงประเด็น ก่อนจะนำเรามาพบกับกลาตู มนุษย์ต่างดาวที่มีร่างกายภายนอกเป็นมนุษย์ และเมื่อเขาเปิดปากเอ่ยบทสนทนาชุดแรกระหว่างเขากับรัฐมนตรีเรจิน่า ผมก็เจอหมัดเด็ดหมัดแรกที่กระแทกรอยหยักในสมองของเรจิน่าและคนดูแบบผมอย่างจัง

เรจิน่าพยายามถามว่า กลาตูมาทำอะไรที่นี่ คุณต้องการอะไรจากโลกของเรา… พอได้ยินดังนั้น กลาตูก็รีบถามกลับทันทีว่า “โลกของคุณงั้นเหรอ?”… คำง่ายๆ แต่ได้ใจความทีเดียว

จากนั้นช่วงถัดมาเราก็ได้ทราบถึงเหตุผลว่ากลาตูมายังโลกเพื่ออะไร… เขามาเพื่อช่วยโลก ตอนแรกพอนางเอกได้ยินก็เลยไม่คิดอะไร แต่พอเวลาผ่านไปเธอเริ่มสงสัยว่าอะไรกันแน่คือความหมายของคำว่า “มาช่วยโลก” จนกลาตูเฉลยแบบชัดถ้อยชัดคำว่า ช่วยโลกให้พ้นจากมือมนุษย์

“ถ้ามนุษย์ยังอยู่ โลกนี้จะต้องตาย… แต่หากพวกคุณตาย โลกนี้จะรอด”

คุณรู้สึกอย่างไรกับคำตอบตรรกะอันนี้บ้างครับ… คิดว่ากลาตูช่างโหดร้าย หรือ ไอ้นี่มันหาเรื่องชัดๆ หรือมองว่ามันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระเสียเหลือเกิน… งั้นเราลองมาคิดตามหน่อยดีไหมครับ

กลาตูนั้นคือมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาสำรวจตรวจสอบและได้ข้อมูลว่า โลกนี้กำลังถูกทำลายด้วยมือของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ … มนุษย์ทำลายธรรมชาติทั้งป่าไม้ ลำน้ำ อากาศ แม้แต่โอโซนหรือชั้นบรรยากาศที่รักษาโลกไว้ อยูห่างไกลจากพวกมนุษย์ตั้งไม่รู้กี่ร้อยกิโลเมตรก็ยังโดนกัดกินจนเกือบพรุนไปหมด…

มนุษย์ทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะฆ่าสัตว์เพื่อเอามากิน ฆ่าสัตว์เพื่อการกีฬา ฆ่าสัตว์เพื่อความสนุก ฆ่าเพื่อเอาชิ้นส่วนมาประดับบ้าน ฆ่าสัตว์โดยการทำลายวงจรธรรมชาติ ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า!… ฆ่าจนสิ่งมีชีวิตหลายชนิดสูญพันธุ์ไป หรือที่ไม่ฆ่าก็จับมันมากักขังในสารพัดวิธี

และที่ร้ายที่สุด มนุษย์ทำลายกันเอง ฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์ พอมีเรื่องขัดแย้งกันนิดหน่อยก็แทบจะควักปืนมายิงกัน ไหนจะการทำสงครามสารพัดรูปแบบทั้งใช้อาวุธรุนแรง หรือการใช้อาวุธรุ่นใหม่ ได้แก่การใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นอาวุธทำลายซึ่งกันและกัน

สำหรับกลาตูและพรรคพวกแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ฆ่า มนุษย์…

หากผมกล่าวเช่นนี้แล้วยังไม่เห็นภาพ ก็คงต้องขอยกตัวอย่างนี้สักหน่อย… สมมติคุณเป็นโรคผิวหนัง มีเชื้อรามาเกาะกินเนื้อของคุณ… มันทำลายคุณ คุณจะทำอย่างไร… แน่นอนคุณต้องจัดการล้างบาง กำจัดเชื้อโรคให้สะอาด เพื่อรักษาร่างกายให้หายสนิท สมดุลย์ในร่างจะได้กลับมาอีกครั้ง…

ในที่นี้ ร่างกายคือโลก… เชื้อร้ายคือคน คนที่คอยเกาะกินทำลายโลก ดังนั้นกลาตูก็ทำเหมือนคนเป็นโรคผิวหนัง… เขาต้องฆ่าเชื้อโรคนั่นเพื่อยุติการทำลายทั้งหมด และรักษาให้ผิวหนัง (หรือผิวโลก) กลับมางดงามดังเดิม

ถ้าคิดตามตรรกะนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าใจการตัดสินใจของกลาตูและมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ได้มาเพื่อครองโลก แต่มาเพื่อรักษาโลก รักษาเผ่าพันธุ์อื่นๆ อีกหมื่นแสน

แล้วก็มองมาสู่โลกแห่งความจริง… แม้เวลานี้จะยังไม่มีใครมาล้างโลกแบบเป็นตัวตน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลแห่งการกระทำของเรานั้นกำลังย้อนมาเป็นหอกปักอกมนุษย์อย่างเราๆ ไม่ว่าจะภัยธรรมชาติสารพัดที่กลืนชีวิตคน โรคร้ายที่ทวีความร้ายกาจมากขึ้นจนถึงขั้นรักษาไม่ได้ และสุขภาพของมนุษย์ก็เริ่มเจ็บออดแอดไม่แข็งแรงมีกำลังเท่าคนสมัยก่อน เพราะอากาศมันสกปรก อาหารมันมีสิ่งปนเปื้อนเต็มไปหมดแล้ว…

ว่ากันโดยอุปมา… กลาตูมาถึงโลกนานแล้วครับ เขากำลังทำหน้าที่ล้างโลกอย่างช้าๆ จนเราอาจไม่สังเกตเห็น…

แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้สร้างจากเรื่องจริง แต่ก็น่าจะใช้คำว่า “ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง” อยู่เหมือนกัน

การลงมาแก้ปัญหาของกลาตูก็เรียกว่าแก้ได้ถูกจุด เกาที่คันจริงๆ เพราะถ้านับตามสถิติแล้วมนุษย์เรานี่แหละครองแชมป์ทำลายโลกได้มากที่สุด ทำให้โลกแสบคันมากที่สุด ดังนั้นถ้าจะต้องราดซีม่าก็ต้องราดใส่คนนี่แหละ ซึ่งถ้าคนเราด้วยกันมองก็คงยากจะเห็นด้วยล่ะครับ ก็เขาจะมาฆ่าเรานี่หน่า แต่ถ้าลองจินตนาการว่าตัวเราเป็นสัตว์โลกทั่วไป เช่น หมู หมา กา ไก่ ปลาไหล ปลาช่อน ต้นไม้ใบหญ้า… พวกเขาอาจมองกลาตูเป็นท่านเปาก็ได้

เรามีเหตุผลเป็นร้อยแปดในการคร่าชีวิตสิ่งอื่น… แต่ไม่มีเหตุผลแม้แต่ข้อเดียวที่ฟังเข้าท่า เมื่อใครจะมาคร่าชีวิตเรา…

เรา เรา… เรา … ผมนึกถึงประโยคที่กลาตูถามเรจิน่า… “นี่โลกของคุณเหรอ?” … นั่นสิ โลกของเรางั้นเหรอ

จริงๆ คำนี้ตีได้สองนัยนะครับ นัยแรกที่ดีหน่อยก็คือความหมายในเชิงว่าเราคือมนุษย์ที่อยู่อาศัยใลกนี้ ดังนั้นคำนี้ในความหมายนี้จะเป็นไปในเชิงบอกให้ตระหนักรู้ว่า เราอยู่ในโลกนี้นะ เราควรรักษาดูแล นัยแบบนี้ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ แต่เป็นการประกาศคุณค่าของโลกว่า โลกมีความจำเป็นต่อเรา

แต่นัยที่สอง (ซึ่งเป็นนัยที่กลาตูโต้ตอบ) คือ นัยว่าเราคือเจ้าของโลกใบนี้ โลกใบนี้สร้างมาเพื่อ “เรา” เป็นของ “เรา” ซึ่งกลาตูก็ทำท่าสงสัยคำว่าของเรามาตั้งแต่เริ่มตอนที่เรจิน่าพูดว่า “ทำไมคุณถึงบุกน่านฟ้าของเรา?”… ของเรางั้นเหรอ… นี่แหละครับแสดงความเป็นเจ้าของ สื่อถึงความมีอำนาจต่อโลกทันที

“โลกของเรา” หนึ่งคำ แต่มีสองเจตนา มีสองนัย… นัยที่เห็นค่าและรู้คุณ กับนัยที่เห็นแก่ตนและหมายครอบครอง… รู้สึกระยะหลังเราจะใช้ความหมายแบบหลังกันซะล่ะมากกว่าจริงไหมครับ… น้ำมันของเรา ประเทศของเรา ชาติของเรา อะไรๆ ก็ของเรา… เราจะทำอะไรกับของๆ เราก็ได้… กลายเป็นอย่างนั้นเป็นแล้วหรือครับ?

อีกอย่างเมื่อคนพูดคำว่า “ของเรา” สื่อนัยที่ต่าง การกระทำก็ต่างออกไปด้วย

หากคุณพูดถึงป่าไม้ของเรา ทรัพยากรของเราในเชิงเห็นค่ารู้คุณ… คุณย่อมรักษามัน ทำดีต่อมัน ทำด้วยเจตนาดีและอ่อนโยน ไม่พยายามแสดงความเป็นเจ้าของ…

แต่หากคุณพูดในเชิงที่สอง… คุณจะทำทุกวิธีทางเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ… ทุกวิถีทางไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรง พร้อมทำร้ายคนอื่นหรือสิ่งอื่น พร้อมให้ความดิบครอบงำเพื่อปกป้อง… ของๆ เรา

… ผมอดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรกับ “ชาติของเรา” และ “โลกของเรา” อยู่… ใช้นัยไหนอยู่กันแน่

ถ้าคำว่าของเราในเชิงครอบครองนั้นมันทำให้เราเหลิงอำนาจจนพาลไปเบียดเบียนสิ่งต่างๆ เราก็คงต้องหาทางปรับทัศนคติกันสักหน่อยแล้วล่ะ จริงไหมครับ คงต้องหันมามองความจริงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก และยังมีสิ่งมีชีวิตอีกสารพัดที่อาศัยร่วมชายคาพระอาทิตย์พระจันทร์ดวงเดียวกับเรา เราจะทำอะไรก็เกรงใจพวกเขาบ้าง… หรืออย่างน้อยก็คิดถึงเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันบ้างก็ยังดี

ผมว่าถ้ามนุษย์เราใช้ชีวิตอย่างเคารพต่อธรรมชาติ เราเคารพต่อผู้อื่น อยู่บนโลกอย่างรู้ตนว่าเราคือผู้อยู่อาศัยนะ ไม่ใช่เจ้าของที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ… อะไรๆ ในโลกทุกวันนี้อาจไม่เสียหายถึงขนาดนี้ก็ได้

… ผมกำลังทำอะไรอยู่… กำลังเห็นด้วยกับกลาตูให้พวกต่างดาวมาคร่าชีวิตเราให้หมดทั้งโลกเพื่อฟื้นฟูโลกหรือเปล่า… โอ้ ไม่หรอกครับ เพราะผมก็คนเหมือนคนอื่นๆ ผมยังอยากดูโลกนี้ต่อไป อยากดูแลพ่อแม่ อยากยิ้มให้กับคนรักทุกวัน อยากสัมผัสแสงอรุณในวันพรุ่ง อยากเห็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ และอยากเก็บสิ่งสวยงามให้ลูกหลานได้อยู่ดูต่อไปในภายหน้า

ที่ผมพล่ามไปยาวนานนั้น (และที่หนังบอกกับเรานั้น) ไม่ใช่เพื่อจะบอกว่ามนุษย์สมควรถูกทำลายเพื่อให้โลกสงบสุข แต่กำลังพยายามจะบอกว่า หากอยากอยู่รอดต่อไป เราคงต้องทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายอย่างในโลก เราต้องทำลายและคร่า… แต่ไม่ใช่คร่าคนหรือใคร…

เราควรคร่าความโหดร้ายที่อยู่ในใจ แล้วแทนที่ด้วยความกรุณาปรานี

เราควรคร่าความเห็นแก่ตัว แล้วแทนที่ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

เราควรคร่ามุมมองที่เอาแต่ตนเองเป็นใหญ่ แล้วใส่วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ใส่มุมมองที่คิดถึงเพื่อนร่วมโลกลงไปแทน

ถ้าเราไม่คร่าสิ่งเหล่านี้… อีกไม่นานสิ่งเหล่านี้จะคร่าเรา… คร่าสิ่งมีชีวิตอื่น และคร่าโลกทั้งใบ (จริงๆ ตอนนี้มันก็กำลังคร่าอยู่นั่นแหละครับ)

พอพูดถึงตรงนี้เลยทำให้ผมมองเห็นนัยดีๆ ที่แฝงอยู่ในตำนานเรือโนอาห์ (Noah’s Ark) ที่ในหนังก็พูดถึงอยู่หน่อยๆ… คุณทราบตำนานนี้ใช่ไหมครับ มา ถ้ายังไม่ทราบผมก็จะเล่าพอให้เข้าใจ นี่คือตำนานที่กล่าวถึงสมัยน้ำกำลังจะท่วมโลกเพื่อชำระล้างโลกให้สะอาด แต่ปรากฏว่าพระเจ้าเบื้องบนยังมีเมตตาส่งข่าวบอกให้โนอาห์ได้รู้และบอกให้สร้างเรือลำยักษ์เพื่อเป็นเรือสำหรับบรรทุกสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ชนิดละหนึ่งคู่ ทีนี้พอตอนเกิดเหตุน้ำท่วมทั้งโลก อย่างน้อยเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป เมื่อโลกต้องเริ่มต้นใหม่ก็จะได้มีสิ่งมีชีวิตแต่ละเผ่าพันธุ์ได้เริ่มต้นสร้างโลกใหม่กันต่อไป…

ใจความที่ผมมองตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการล้างโลก… แต่เป็นการสร้างโลกครับ

ทำไมพระเจ้าไม่ให้โนอาห์สร้างเรือลำหรับครอบครัวเขาเท่านั้น… ทำไมต้องสร้างสำหรับสัตว์ทุกชนิดด้วย… เพราะไม่อยากให้สัตว์สูญพันธุ์เท่านั้นหรือ?

หรือเป็นกุศโลบายที่จะบอกว่า โลกนี้จะอยู่รอดได้เมื่อมีความเอื้อเฟื้อกรุณาทั้งต่อคนและสัตว์

หรือจะบอกกับเราว่าการเริ่มต้นสร้างโลกใหม่ ลำพังมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวไม่อาจทำได้?

ผมชอบนัยหลัง… มนุษย์อยู่โดยไม่มีสิ่งแวดล้อมไม่ได้ แต่สิ่งแวดล้อมน่ะอยู่ได้สบายๆ โดยไม่มีมนุษย์… มนุษย์เพียงลำพังไม่อาจสร้างโลกได้สมบูรณ์หากปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่น

มาคิดๆ ดูตามหลักวิทยาศาสตร์มันก็จริง เพราะสมัยโลกก่อตัว โลกเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่าง มีน้ำ มีต้นไม้ มีมหาสมุทรและมีสัตว์อื่นๆ อาศัย พวกเขามีส่วนในการกรุยทางสร้างโลกมาก่อน ส่วนมนุษย์เรานั้นมาทีหลังในฐานะผู้อยู่อาศัย จริงๆ ผมว่าเจตนาที่ธรรมชาติสร้างให้โลกนี้มีมนุษย์ สร้างให้มนุษย์มีสมองก็เพื่อให้คนเราใช้ความคิดอ่านรักษาโลกใบนี้ให้อยู่ยงคงยืนต่อไป… แต่ธรรมชาติอาจนึกไม่ถึงว่าแทนที่เราจะปกป้องรักษาโลก เราดันหาประโยชน์จากผืนดิน ขุดน้ำมันจากท้องสมุทร… เราดันใช้สมองที่ธรรมชาติวิวัฒนาการมาให้ในการสร้างความเสียหาย มากกว่าปกป้องโลก… น่าเสียดายจังนะครับ

ผมไม่ได้อยากตั้งตัวเป็นพวกกรีนพีซอะไรหรอกครับ แค่คิดง่ายๆ ว่าจะทำยังดีหนอ เราถึงจะรักษาโลกที่มีให้อยู่ต่อไปนานๆ… ทำยังไงดีหนอถึงจะแก้ความเสียหายที่บรรพบุรุษเราๆ ท่านๆ (หรือแม้แต่ตัวเราๆ ท่านๆ เอง) เป็นคนก่อขึ้น… มันต้องแก้แล้วล่ะครับ

แล้วเราก็กลับมาสู่ตัวหนังอีกสักหน่อย หลังจากนางเอกได้รับรู้ถึงเหตุผลการมาของกลาตูแล้ว เธอก็ช็อกล่ะครับ และพยายามวิงวอนให้กลาตูล้มเลิกแผนทำลายมนุษย์ซะ แต่กลาตูก็ยังยืนกราน เพราะข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นมันบ่งชัดว่ามนุษย์ควรได้รับการชำระล้างออกไป

ถึงตอนนี้ถ้าเป็นหนังบู๊ทั่วไปก็คงมีการออกหมัดซัดกระจาย ฆ่านายกลาตูและพวกต่างดาวให้ตายเพื่อรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ ใช้อาวุธหนักทุกชนิด ซึ่งคนในหนังก็มีการใช้อาวุธหนักจริงๆ ครับ ทั้งระเบิด ปืน คอปเตอร์ติดจรวด ทุกสิ่งเข้าทำลายทั้งกลาตูและยานยนต์จากต่างดาวของเขา… แต่ก็ไร้ผล… ถึงจุดนี้ผมอดคิดไม่ได้ว่าหนังกำลังบอกเราอีกอย่าง… บอกเราว่า ปัญหาโลกทุกวันนี้จะใช้ความรุนแรงตัดสิน ใช้อาวุธแก้ไขน่ะมันไม่ได้แล้วล่ะ

เหมือนโลกร้อน… คุณแก้มันด้วยระเบิด… ก็ย่อมไร้ประโยชน์

หรือถ้ามองให้ใกล้ตัว สมมติคุณทะเลาะกับแฟน… การหาทางออกด้วยความรุนแรงหรือทุ่มเถียง มันแก้ปัญหาได้จริงๆ เหรอ… หรือมันเป็นการเพิ่มบาดแผลทางใจอันเป็นปัญหาใหม่เข้าไปอีก

แต่เท่าที่สังเกต เหมือนมนุษย์เราจะขยันหาทางออกต่างๆ ด้วยความรุนแรงเป็นหลัก อย่างในหนัง ลูกเลี้ยงของนางเอกที่ชื่อ จาค็อบก็ยังคิดแต่ว่าต้องฆ่าพวกต่างดาวที่มารุกรานโลกซะ ควรจะกำจัดกลาตูไปซะ… ขณะเดียวกันท่านประธานาธิบดีของสหรัฐ (ในเรื่อง) ก็คิดไม่ต่างกัน สั่งการให้ยานเกราะเครื่องบินรบทุกลำเข้าปราบปรามด้วยอาวุธหนักเต็มพิกัดเพื่อจัดการกับปัญหาให้เร็วที่สุด

ในมุมหนึ่งการใช้ความรุนแรงมันก็ทำให้ปัญหาบรรเทาพิษสงลงได้จริงๆ ครับ เช่น ถ้าลูกงอแงเราก็ลงหวายเฆี่ยนซะ เด็กเงียบ… หมดปัญหาเรียบร้อย… มันหมดปัญหาจริงเหรอครับ อ้า ลองคิดดูดีๆ นะ… อย่างที่ผมบอกไงครับ ความรุนแรงมันอาจระงับปัญหาได้ แต่เป็นการระงับในเชิงซุกปัญหาไว้ใต้พรม รอมันบ่มเพาะอานุภาพในมากกว่าเดิม แล้วซักวันมันก็จะพูนขึ้นมากัดพรมจนกระจาย

หมดยุคแล้วมั้งครับ สำหรับการแก้ปัญหาหาทางออกด้วยความรุนแรงน่ะ

… อ้าว แล้วถ้าไม่ใช่ความรุนแรงแล้วเราจะรับมือได้อย่างไร… ในหนังมีคำตอบ… หนังได้สื่อให้คนดูรู้ว่า อาวุธที่ทรงอานุภาพจริงๆ หาใช่มิซซายล์ นิวเคลียร์หรือเลเซอร์ชนิดไหนๆ… อาวุธที่ดีที่สุดธรรมชาติได้สร้างมันอยู่กับตัวมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร…

อาวุธที่ตัวเอกในเรื่องใช้เอาชนะมนุษย์ต่างดาวคือ ด้านดีของมนุษย์นั่นเอง ไม่ว่าจะความรักที่มีให้กัน ความอ่อนโยนเอื้อเฟื้อ ความปรารถนาดี ความสามัคคี การเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน… ด้านดีในตัวมนุษย์มีอานุภาพมหาศาลยิ่งกว่าอาวุธหนักชนิดไหนๆ

คนเราชอบคิดว่า ธรรมชาติให้กรงเล็บเสือ ให้พิษแก่งู และให้พละกำลังแก่ช้างสารเพื่อเป็นอาวุธป้องกันตน แต่มนุษย์เรากลับไม่มีอาวุธปัองกันตนเหล่านั้นบ้างเลย… แต่ผมว่าไม่หรอกครับ ก็ธรรมชาติให้ปัญญากับมันสมองมาแล้วไงล่ะ และอาวุธนี้เหนือกว่ากรงเล็บ เด็ดกว่าพิษใด เพราะมันใช้ปกป้องได้ทุกชีวิตบนโลกใบนี้… อาวุธที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งจริงๆ เลย (ขอยืมสไปดี้มาแปลงชั่วคราวนะครับ อิอิ)

อาวุธอันอ่อนโยนนี้ช่วยกู้โลกได้ครับ…คุณคงเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อผมดูจบผมถึงนึกถึงแม่ต้อย… นึกถึงหมาน้อยที่ช่วยชีวิตเพื่อนหมาด้วยกัน… อาวุธ…หรือที่ผมอยากจะเรียกว่า สิ่งสวยงามเหล่านี้ คือเครื่องมือพิทักษ์โลกให้สงบสุขได้ดีที่สุด

มันคงดีนะครับถ้าคนเราช่วยเหลือเกื้อกูล มีน้ำใจต่อกัน คิดถึงคนอื่นบ้าง รับผิดชอบสิ่งอื่นบ้าง มีความสามัคคีในดวงจิต พูดและคิดด้วยกันอย่างอ่อนโยนแทนที่จะใช้อารมณ์ รู้จักใช้เหตุผลให้สมดุลย์กับคุณธรรม… สังคมใดมีสิ่งเหล่านี้ ย่อมมีความสุขมาเยือนเสมอ

คุณกู้โลกได้นะครับ เพราะทุกวันนี้แม้มนุษย์ต่างดาวยังไม่บุก แต่ธรรมชาติก็เริ่มรุกและทวงถามมนุษย์ทุกวี่ทุกวันว่าเมื่อไรพวกมนุษย์อย่างเราจะรู้จักพอเสียที เมื่อไรจะมีจิตสำนึกรักษาโลกเสียที เราเริ่มกู้โลกได้ตั้งแต่วันนี้ หรือจะกู้ชาติก็สุดแท้แต่ แต่คุณกู้ได้ด้วยสิ่งสวยงามที่อยู่กับตัวคุณมาช้านาน

คุณไม่สามารถกู้โลกด้วยการทุ่มเถียงหรอกครับ มันต้องใช้ปัญญาสมานฉันท์

คุณไม่สามารถกู้โลกบนความแตกแยกด้วย มันต้องอาศัยพลังสามัคคี

คุณไม่สามารถกู้อะไรได้เลยหากคุณยังคิดแต่จะเอาชนะ ใช้แค่ความรุนแรง … คุณต้องรู้จักประนีประนอมยอมกันบ้าง

ในหนังดร. เบิร์นฮาร์ทได้กล่าวขอโอกาสจากกลาตู ว่าให้โอกาสมนุษย์บ้าง เพราะกลาตูเองก็เล่าให้เฮเลนกับด็อกเตอร์ฟังว่าจริงๆ แล้วเผ่าพันธุ์เขาก็ไม่ได้ดีมาแต่เริ่ม แต่พอเกิดเหตุวิกฤตบนดวงดาวมันทำให้เขาสามัคคีและปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น… ตอนนี้โลกเราก็ถึงจุดวิกฤตแล้วนะครับ… เรามาเริ่มปรับตัวกันก็คงจะยังไม่สายเกินไป

ยังครับ ยังไม่หมด บอกแล้วครับ ใครไม่สันทัดไม่ปลื้มของยาวต้องทำใจสักหน่อย แต่ผมก็อยากพูดสิ่งที่ได้จากหนังให้ครบๆ เพราะของเขามีดีให้พูดอีกสองสามอย่าง…

ถ้าคุณดูแล้ว (หรือยังไม่ดูก็ตาม) ผมอยากให้สังเกต เจค็อบ ลูกเลี้ยงของเฮเลนดูนะครับ … เขามีแนวคิดอย่างไรเพื่อโต้ตอบมนุษย์ต่างดาว… กำจัดมัน ฆ่ามัน ต้องทำลายมันเพื่อปกป้องชีวิตเรา

แล้วก็โปรดสังเกตการตัดสินใจของท่านประธานาธิบดี… ท่านโต้ตอบการมาของพวกต่างดาวโดยการ กำจัดมัน ฆ่ามัน ต้องทำลายมันเพื่อปกป้องชีวิตเรา

… มุมนี้น่าคิดนะครับว่า เด็กคนนี้คิดเหมือนประธานาธิบดี หรือประธานาธิบดีคนนี้คิดเหมือนเด็กๆ

จุดนี้ผมเลยคิดต่อยอดว่า เด็กคือแบบพิมพ์ของเราครับ ลูกคือแบบพิมพ์ของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เขาจะโตมาเป็นเช่นไรก็ขึ้นกับคนเลี้ยงดู ขึ้นกับพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อม… เราหล่อหลอมเด็กยุคใหม่ให้เป็นเช่นไรในตอนนี้…

เมื่อก่อนผมเคยคิดนะครับว่าวัยเด็กนั้นสดใส แต่เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความสดใสกลับหายไป แล้วก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เคร่งเครียด ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา เห็นแก่ตนเป็นใหญ่… เมื่อก่อนผมคิดเช่นนั้น แต่พอดูหนังเรื่องนี้ ผมคิดอีกแบบ

เด็กได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่… หรือเด็กยังคงเป็นเด็กเช่นเดิม แต่อยู่ในร่างที่ขยายขนาดขึ้นกันแน่

ลองดูนิสัยเสียของผู้ใหญ่สิครับ… ยึดความคิดตนเป็นใหญ่ ใครเถียงก็ไม่ได้…เหมือนเอาแต่ใจนะ

เคร่งเครียดชอบหยิบโน่นนี่นั่นมาคิดแล้วก็นึกอะไรไม่ออกเลยตีโพยตีพาย… เหมือนเด็กๆ

สิ่งที่หายไปคือความสดใสในวัยเด็กอันเป็นด้านดีครับ แต่สิ่งที่คงเหลืออยู่คือนิสัยไม่ดีแบบเด็กๆ การตัดสินใจแบบง่ายเข้าว่าแบบไม่ตรองอะไรมาก ถ้าใครขัดใจมีเคือง หรือใครมาแหยมอะไรก็ตามก็จะโต้ตอบแรงๆ เหมือนเด็กโดนแย่งของเล่น

เราอาจจะไม่ได้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เครียด … แต่เราตัวใหญ่ขึ้นโดยที่มินิสัยเด็กๆ ติดตัวมาต่างหาก บางทีวุฒิภาวะอาจไม่ได้เติบโตตามร่างกาย ทำให้เราไม่สามารถรับต่อสภาวะการเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม… มันก็น่าคิดนะครับ ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะเหมาะสมแบบผู้ใหญ่ เมื่อเราเจอสถานการณ์สำหรับผู้ใหญ่ เราย่อมมีวิธีตอบสนองอย่างที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน

แต่ทำไมเราถึงเครียดเมื่อเจอสถานการณ์สำหรับผู้ใหญ่ล่ะ… เรายังรับมือมันได้ไม่ดี เพราะใจเรายังพร่องในเรื่องวุฒิที่จะรับมือกับภาวะแบบนั้น

แบบนี้ท่านประธานาธิบดีในเรื่องเลยสั่งลูกน้องยิงขีปนาวุธทันทีแบบเดียวกับที่เราผลักเพื่อนทันทีเมื่อเพื่อนเรามาแกล้ง…

ผมพูดแบบนี้ก็เป็นการสำรวจตนไปในตัวด้วยครับ และยอมรับว่าผมเองก็ยังมีนิสัยเด็กๆ ในร่างผู้ใหญ่ ผมยังไม่ใช่ผู้มีวุฒิภาวะมากมายแต่ประการใด… แต่ผมอยากพัฒนาตน วิวัฒน์ตนเองจริงๆ ครับ… แล้วคุณล่ะครับ อยากลองกำจัดจุดอ่อนในใจตนบ้างไหมครับ… ถ้าอยาก มาทำด้วยกันนะครับ ไม่ต้องรอ ทำได้ทันที อย่ารอจนถึงวันที่หายนะมาถึงแล้วค่อยคิดได้เลยครับ

สำหรับตอนจบ บทสรุปก็มีหลายคนรู้สึกว่ามันง่ายเกินไป อะไรๆ ดูง่ายจังเลย… ส่วนผมก็คิดอีกแบบหนึ่งนะครับ… มันก็ไม่เลวนะจบแบบนี้

เริ่มจากเรื่องการตัดสินใจของกลาตูและเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่ดูจะง่ายจริงๆ เช่น ดูไปดูมามันเหมือนจะเป็นการตัดสินใจของคนๆ เดียว อย่างแหล่งข่าวที่กลาตูลงมาหาก็เป็นเพียงคนแก่ชาวจีนนามว่ามิสเตอร์วู (James Hong) แล้วเขาก็รายงานสิ่งที่มนุษย์ทำเพื่อประกอบการพิจารณา และลงความเห็นว่าควรล้างบางมนุษย์ ดูเหมือนเป็นการตัดสินของคนๆ เดียว… แต่ฟังจากที่เขาพูดสิครับ มันไม่ผิดจากความจริงเท่าไรนะ คนคือนักทำลายจริงๆ แล้วถ้ามนุษย์ถูกกำจัดไปสัตว์อื่นก็ยังอยู่ได้ (อาจจะอยู่สบายขึ้นด้วย)

แต่พอมาตอนท้าย กลาตูก็ได้สัมผัสและเรียนรู้อะไรต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์มากขึ้น จนเขาเปลี่ยนการตัดสินใจ แทนที่จะทำลายมนุษย์แต่เขาเลือกที่จะให้มนุษย์พบ “วิกฤต” เพื่อการ “วิวัฒน์” แทน ถือเป็นการลงโทษสถานเบาแล้วล่ะครับ และยังเป็นการให้โอกาสคนได้พัฒนาตนเองอีกด้วย

ถ้าจะถามว่าทำไมเผ่าพันธุ์กลาตูถึงให้การตัดสินใจใหญ่ขนาดนี้กับคนเพียงหนึ่งคน ในความคิดผมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ เผ่าพันธุ์กลาตูเขาคิดแค่ตรรกะเหตุผล หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เมื่อคนทำลายโลก ก็ต้องทำลายคน แต่เขาไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าคนครับ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนใจจึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเขามาเพื่อช่วยโลก ไม่ได้มาเพื่อฆ่าคน

ดังนั้นเหตุผลเพียงนิดหน่อย ข้อมูลที่เพียงพอก็ทำให้กลาตูเกิดตรรกะใหม่ ให้โอกาสมนุษย์อีกสักครั้ง… อาจเพราะเขานึกถึงเผ่าพันธุ์ตนเองก็ได้

แต่ถ้าจะมองกว่ากลาตูคิดง่าย ตัดสินใจง่ายเกินไปจนอาจจะก่อความผิดพลาดก็ได้ใช่ไหม… คำตอบคือใช่ครับ… กลาตูไม่ใช่พระเจ้าหรือพระเอกในหนังที่ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเสมอไป เขาคิดบนตรรกะทั่วไป คำนวณถึงผลและโอกาสเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็ตัดสินใจลงไป… ง่ายๆ แค่นั้น

แต่อย่างที่บอกครับ เขามาเพื่อช่วยโลก… ไม่จำเป็นเขาก็ไม่ลงมือทำลายหรอกครับ แม้มนุษย์ส่วนหนึ่งจะควรทำลาย แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งส่วนควรรักษาไว้… แม้ส่วนหนึ่งของมนุษย์จะชอบทำลายแต่ก็ยังมีส่วนที่ชอบสร้างสรรค์

ทุกความมืดมักมีความสว่าง ทุกวิกฤตย่อมมีความหวัง

แต่ความโชคดีอย่างหนึ่งคือกลาตูได้พบเจอกับคนดีๆ อย่าง เฮเลน หรือ ดร.เบิร์นฮาร์ท

ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าพี่แกมาแถวประเทศไทยแล้วเจอกับสภาพความวุ่นวายระส่ำระสายที่เป็นอยู่…พี่แกมีหวังล้างโลกไวขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

ตอนจบอาจง่าย แต่ผมว่าคนทำเขาตั้งใจให้หนังจบอารมณ์ไม่จบ ความคิดไม่หยุดงอกซะล่ะมากกว่า…

ครับ เราพูดกันมายาวในระยะหนึ่งแล้ว ผมก็คงพอเท่านี้ล่ะนะครับ โดยรวมถ้าพูดถึงความเป็นหนัง หนังก็ยังมีความบันเทิงสนุกสนานไม่เต็มพิกัด ยังมีพร่องมีเบาอยู่ องค์ประกอบหนังก็มีดี แต่ยังทำไม่สุด แต่ก็พอทำเนาให้อภัยได้เพราะมันมีสาระดีและเจตนาดีพยายามบอกกับคนดู

ก่อนจากก็ขอหยิบตำนานการสร้างหนังมาบอกกล่าวกันตามระเบียบ

จริงๆ แล้วแผนการสร้าง The Day เวอร์ชั่นรีเมกนั้นมีการคิดตั้งแต่ปี 1994 คนที่เริ่มไอเดียนี้คือ Erwin Stoff ผู้จัดการส่วนตัวของ Keanu Reeves ที่ดูแลพี่ Keanu มาตั้งแต่เขาอายุ 16 ปี ตอนนั้นหนัง Speed กำลังดังแรงพุ่งกระฉูดครับ ขณะที่ Stoff กำลังแฮ้ปปี้กับความสำเร็จนั้นเขาก็เดินเข้าออกบริษัท 20th Century Fox อยู่เรื่อยๆ แล้วมีอยู่วันหนึ่งเขาก็เห็นโปสเตอร์ The Day เวอร์ชั่นต้นฉบับ เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าคงจะดีหากพี่ Keanu ได้รับบทเป็นกลาตู… แต่นั่นก็ยังเป็นความคิดเริ่มต้นเท่านั้น

จน 11 ปีต่อมา ในปี 2005 ตอนที่พายุเฮอร์ริเคนแคทริน่าพัดเข้าถล่มอเมริกา เมื่อ David Scarpa เห็นภาพการทำลายล้างของพายุ ได้เห็นพลังแห่งธรรมชาติอันเป็นผลจากสภาวะอากาศที่ปั่นป่วนของโลก เขาก็เริ่มได้ความคิดที่จะเขียนบทรีเมกหนัง The Day ทันที โดยปรับเปลี่ยนเนื้อในจากเดิมที่เน้นย้ำให้คนยุติสงคราม ให้เป็นช่วยกันรักษาโลกและสภาพแวดล้อมแทน และพอดีกับที่ผู้อำนวยการสร้างอย่าง Thomas Rothman เข้ากุมบังเหียนค่าย Fox แล้วก็มีความต้องการจะรีเมก The Day เช่นกัน ทีมงานเลยถูกฟอร์มขึ้นครับ แล้วหนังก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราเห็นนี่แหละ ในที่สุดพี่ Keanu ก็ได้แสดงเป็นกลาตูสมใจ Stoff จนได้ แม้จะต้องใช้เวลาบ่มเพาะหลายอย่างถึง 10 กว่าปีก็ตาม

สรุปนะครับ นี่ไม่ใช่หนังบู๊ แต่เป็นหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่สอนให้คนรักโลกมากขึ้น… ส่วนตัวหนังก็ไม่ได้สุดยอดหรอกครับ แต่ก็ไม่ถึงกับผิดหวัง

ได้เวลากู้โลกกันแล้วล่ะครับ

เกือบสามดาวครับ (หักนิดหน่อยแล้วกัน)

Star22

(7.5/10)

 

ผมยังมีรีวิวเพิ่มเติมของหนังเรื่องนี้อีกนะครับ

ผมยังนึกถึงนายกลาตู (Keanu Reeves) มนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมายังโลกเพื่อช่วยโลก ให้พ้นจากมือที่ชอบทำลายของมนุษย์… เป้าประสงค์แรกและเป้าประสงค์เดียวคือ มาเพื่อกวาดล้างมนุษย์ออกไปจากโลก เพื่อให้สิ่งมีชีวิตอื่นได้อยู่รอดต่อไป

เขามาพร้อมความคิดและข้อมูลชุดหนึ่งที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะล้างมนุษย์… แต่คนที่ดูจนจบแล้วย่อมทราบว่าในที่สุดเขาก็ไม่ได้ล้างโลก ทำเพียงทำลายวิทยาการลงให้มนุษย์สำนึกเท่านั้นเอง

อะไรทำให้กลาตูเปลี่ยนใจ… เขาแอบชอบนางเอกรึเปล่า หลายคนอาจคิดเช่นนั้น แต่ผมมองในแง่ที่ว่า เขาเปลี่ยนเป้าประสงค์ เพราะเขาได้รับข้อมูลชุดใหม่มาชั่งน้ำหนักมากกว่า

เดิมทีเขารู้เพียงว่ามนุษย์ชอบทำลาย มนุษย์เต็มไปด้วยความโหดร้ายรุนแรง และชอบแสดงอำนาจครอบครองธรรมชาติ ลักษณะด้านนี้ของมนุษย์ก็แทบไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่เกาะกินโลกไปเรื่อยๆ… ไม่น่าแปลกที่มองมุมนี้แล้วกลาตูจะต้องการล้างพันธุ์มนุษย์

แต่ในเวลาต่อมากลาตูก็ได้ตระหนักว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวเท่านั้น… หลังจากเขาได้รู้จักนางเอก รู้จักดร.เบิร์นฮาร์ทและสัมผัสอะไรอีกหลายอย่างทำให้เขาเรียนรู้ข้อมูลใหม่จากมนุษย์มากขึ้น… มนุษย์แม้จะมีด้านเสียที่หนักหนา แต่ก็ยังมีคนดีๆ ที่มาพร้อมด้านดีๆ ไว้เยียวยาโลกเหมือนกัน

ข้อมูลใหม่ที่เขาได้แม้จะโต้แย้งกับข้อมูลเดิมที่มี แต่เขาก็เลือกที่จะประมวลมันและตัดสินใจอย่างเป็นกลาง ว่าเขาควรจะทำอะไรต่อโลก… ไม่ต้องฆ่าแค่กระตุ้นจิตสำนึกก็พอ…

กลาตูจากโลกไปพร้อมให้โอกาสมนุษย์ในการแก้ไข

ในขณะที่หนังจบลงพร้อมอีกเรื่องน่าคิด ฝากไว้ให้คนดู…

ดูกลาตูสิครับ พี่ท่านมาโดยคิดในหัวเลยว่า “มนุษย์คือผู้ทำลาย เราต้องกำจัดมนุษย์เพื่อช่วยโลกๆๆๆๆๆๆ”เขามาพร้อมความคิดหนึ่ง

แต่ในกาลต่อมา มีคนเอาข้อมูลใหม่ที่ค่อนข้างจะแย้งต่อความคิดนั้น… แล้วเขาทำอย่างไรกับมันครับ… เขาเลือกที่จะไม่ฟังหรือเลือกที่จะเอามันมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้เกิดความคิดใหม่และทางออกใหม่ที่เหมาะสมกว่านั้น

แล้วก็มองย้อนมาที่มนุษย์เรา (หรือไม่ก็คนในบ้านเรานี่แหละ) … อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายและความขัดแย้งคือ คนเราแทนที่จะจัดการกับความเห็นคนอื่นที่แตกต่างแบบกลาตูแต่ดันเลือกที่จะโต้แย้ง เอาชนะ ยัดเยียดความคิดตนให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายก็ยัดความคิดบังคับให้เราคิดตาม ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมฟังกัน จนความแตกต่างทางความคิดนำมาสู่ความแตกแยก

… มองแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ้านเราจะร้อนๆ ลุกๆ อยู่ตอนนี้ เพราะคนเราเลือกที่จะ “แตก” แทนที่จะ “ตั้งต้น” เริ่มช่วยกันสร้างสิ่งดีๆ

จริงๆ เป็นเรื่องที่ดีนะครับที่บ้านเรามีนักคิดหลายคน แต่ละคนก็พยายามตื่นตัวโดยการเสนอความเห็นออกมา หาทางออกให้ปัญหาต่างๆ หรืออย่างตอนดูหนังแล้วเอามาเล่ากันในบอร์ด จริงๆ เรามีความคิดดีๆ ที่น่าสนใจทั้งนั้น แต่แทนที่เราจะจับเอาความคิดหลากหลาย (ที่มีความต่าง) นั้นมาผสมผสานให้เกิดอะไรดีๆ เราดันตั้งป้อมปกป้องความคิดตัวเอง จนลืมที่จะใช้ประโยชน์จากมัน… สุดท้ายไม่ได้ความคิดใหม่ๆ ซ้ำยังได้ขั้วตรงข้ามอีกต่างหาก… น่าเสียดายจริงๆ

ผมอยากให้คุณดูแม่สีเป็นตัวอย่าง… แดง เหลือง น้ำเงิน… มันสร้างความงดงามให้โลกนี้ได้เพราะมัน “ยอมผสม” เข้าด้วยกัน…

แดงจับมือกับเหลือง ได้เป็นสีส้ม

สองสีที่ต่างเมื่อยอมผสมกัน จะได้สีใหม่มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกต่อไปได้… แต่คิดดูครับหากสีเหล่านี้ไม่ยอมผสมกัน ต่างคนต่างอยู่ โลกนี้คงมีแค่แดง เหลือง น้ำเงิน …แดง เหลือง น้ำเงิน … แดง (อีกแล้ว) เหลือง (อีกละ) น้ำเงิน (อีกล้า)

มันคือตรรกะแห่งการผสมผสานที่แสนง่าย กลาตูเองก็ไม่ได้ใช้หลักปรัชญาชั้นสูงในการวิเคราะห์และเปลี่ยนการตัดสินใจ เขาเพียงคิดประมวลมันโดยตัดส่วนผสมของอคติส่วนตัวออกไป (จริงๆ เขาแทบไม่มีมัน เพราะเขาเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ละทิ้งอารมณ์ไปนานแล้ว)

ความคิดของกลาตู มาเจอกับความคิดของพวกนางเอก… ผสมกันมุมมองใหม่ที่เขาได้สัมผัส… เลยได้การตัดสินใจใหม่ และการเริ่มต้นใหม่…

ผมว่ามีสื่อความหมายได้เหมาะกับสภาพสังคมไทยและสังคมโลกในตอนนี้เป็นอย่างยิ่งทีเดียว…หรือเพื่อนๆ คิดว่าอย่างไร ลองมาคุยกันได้นะครับ

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลาตู… ใช่ครับ มันยังมีอีก

ผมอยากให้ลองสังเกตการกระทำของกลาตู กับการกระทำของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐในหนัง…

กลาตูมีอาวุธมหาประลัยที่ล้างได้ทั้งโลก เขมือบได้ทุกสิ่ง… เขามีอำนาจ…

ประธานาธิบดีก็มีอาวุธหนักเช่นระเบิด นิวเคลียร์ จรวด เครื่องบินรบ… เขาก็มีอำนาจ

คนสองคนที่มีอำนาจ… แต่วิถีการใช้อำนาจช่างต่างกันนัก

กลาตูแม้จะมีอำนาจและสามารถล้างผลาญทุกอย่างในโลกได้ ครอบครองโลกก็ยังได้ แต่เขากลับค่อยๆ เรียนรู้ศึกษาต่อสถานการณ์ต่างๆ ในโลก ค่อยๆ เข้าใจหาข้อมูลความเป็นไปในโลก… เขาต้องมีข้อมูลอันพร้อมก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะแม้เขาจะไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่เขาก็รู้ว่าการล้างผลาญชีวิตคน มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น…

ส่วนท่านผู้นำประธานาธิบดีในเรื่อง (และในหนังฝรั่งอีกหลายเรื่อง) เอะอะพี่แกยัดระเบิดใส่ปากชาวบ้านเป็นสรณะ ขนาดคนรอบข้าง อย่างในเรื่องก็มีเรจิน่า (Kathy Bates) รัฐมนตรีกลาโหมแนะนำว่า “ท่านคะ ดิฉันว่าเราควรเปิดการเจรจา… ” แต่ท่าน ปธน. ก็ยืนกรานใช้ระบบผีจับยัดตามปกติ…

เห็นได้ชัดว่าอำนาจไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ไม่ใช่สิ่งน่ากลัวหรอกครับ แต่คนที่มีมันต่างหากที่น่ากลัว หากใช้มันเป็นก็ย่อมดีต่อโลก แต่หากไม่…

ยิ่งไปกว่านั้น คนไม่ดีเหลิงอำนาจว่าน่ากลัวแล้ว แต่คนไม่ดีที่เหลิงอำนาจแล้วยังหวงอำนาจอีก เพราะคิดว่าอำนาจเป็น “ของเรา”… นี่ยิ่งก่อเรื่องสยดสยองได้มากมายหลายเท่านัก…

สิ่งที่คนเราควรทำความเข้าใจได้แล้วคือ “อำนาจ” ไม่ใช่สิ่งที่ใครมีแล้วจะทำตามอำเภอใจได้ แต่ “อำนาจ” คือสิ่งที่ใครก็ตามที่มีมัน ต้องรู้จักควบคุมมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองเหลิงไปกับมัน อีกทั้งต้องตระหนักด้วยว่าอำนาจนั้น ใช้ดีเป็นศรีแก่โลก แต่หากใช้ในทางไม่ดีโลกก็กระจุย

ลองเปลี่ยนคำว่าโลกมาเป็นประเทศดูแล้วกันจะได้ใกล้ตัวเข้ามาหน่อย

อย่างที่ผมบอกไว้ในกระทู้ที่แตกมาครับ มนุษย์มีความสามารถมีพลังสมองและความคิดที่จะทำสิ่งดีๆ ต่อโลก การที่ธรรมชาติมอบสติปัญญามาให้มนุษย์ก็เพื่อรักษาโลก “พลังความคิด” คือ “อำนาจ” ที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะที่เราควรจะตระหนักว่า ธรรมชาติไว้ใจให้เรามีสิ่งมีค่าชนิดนี้… เราทุกคนจึงมีพันธะหน้าที่ใช้สิ่งที่อยู่ในหัวสร้างสิ่งดีๆ และพิทักษ์โลก… แต่อนิจจา ไหงเวลานี้มันกลายเป็นอีกอย่างไปได้

มนุษย์ทุกคนมีความรับผิดชอบที่ใหญ่ต่อโลกแล้ว คนที่มีได้อำนาจมากกว่าชาวบ้านทั่วไป (หรือคนที่ชาวบ้านมอบอำนาจให้) ยิ่งมีความรับผิดชอบมากทวีขึ้น เพราะเขามีอำนาจทำสิ่งดี สิ่งถูกต้องและช่วยโลกได้มากกว่าคนธรรมดาอยู่พอสมควร … หวังว่าพวกเขาจะตระหนักเรื่องนี้สักวัน… แต่พอเหลือบดูทีวี…คงยังไม่ใช่วันนี้ล่ะกระมัง

… ครับ การมาของกลาตูครั้งนี้ให้อะไรเยอะทีเดียว หากเราลองคิดตามนะ จริงๆ แง่คิดพวกนี้มีอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน… ทุกอย่างรอบตัวสอนเราเสมอ… เพราะโลกคือห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด

ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ขอให้พวกเราทุกคนโชคดีครับ

 

Advertisements