Action

Terminator 2: Judgment Day (1991) ฅนเหล็ก 2029 ภาค 2

MV5BMGU2NzRmZjUtOGUxYS00ZjdjLWEwZWItY2NlM2JhNjkxNTFmXkEyXkFqcGdeQXVyNjU0OTQ0OTY@._V1_SY999_CR0,0,672,999_AL_

การย้อนรอยตำนานแห่งฅนเหล็กยังไม่จบครับ หลังจากคราวก่อน (ซึ่งนานมากๆ) ผมขุดเอาตำนานการสร้างที่กว่าจะได้ออกมาเป็นเรื่องเป็นราวนั้น James Cameron เองก็ต้องฟันผ่าอุปสรรคขวากหนามหลายประการ (โดยเฉพาะการไฟท์กับผู้สร้างรายใหญ่อย่าง John Daly แห่งบริษัทเฮมเดล) แต่ด้วยความดีก็ทำให้ภาคแรกได้รับกระแสในระดับที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม และยังได้รับการยกย่องมาจนปัจจุบัน

หลังจาก Cameron แจ้งเกิดแบบเต็มที่จากงานกำกับ The Terminator ภาคแรกในปี 1984 เขาก็มีงานดีๆ ไหลมาอย่างต่อเนื่องครับ ตั้งแต่ Aliens ที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง และรายได้ก็มากกว่า Alien ภาคอื่นๆ ด้วย เพราะดีกรีความมันส์ แอ็กชันปนสยองของหนังจัดว่าอยู่ในระดับสุดยอด งานต่อมาก็คือ The Abyss ในปี 1989 ที่โกยเงินไม่คุ้มทุนเท่าไร (ลงไป $69.5 ล้าน แต่ได้คืนมาแค่ $54.2 ล้านเท่านั้น) แต่หากว่ากันถึงคุณภาพแล้วล่ะก็ เสียงบ่นก่นด่าจัดว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แล้วหนังยังซิวออสการ์ในสาขาเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยมไปครองอีกต่างหาก เรียกว่าไม่ได้เงินแต่ก็ได้ใจคน

สำหรับการมาของฅนเหล็กภาค 2 นั้น จริงๆ มันอยู่ในหัวของ Cameron มาตลอดครับ เขาคิดพล็อตคร่าวๆ ไว้นานแล้ว กะว่าจะมีโอกาสเมื่อไรก็จะสานต่อเรื่องราวโดยเนื้อหาหลักจะว่าด้วยตัวละครเอกอย่างซาร่าห์ คอนเนอร์ (Linda Hamilton) ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าหุ่นยนต์สังหารอีก ขณะเดียวกันจอห์น คอนเนอร์จากอนาคตก็ได้ส่งหุ่นผู้พิทักษ์ตัวใหม่มาช่วยปกป้องเธอและตัวเขาเองในอดีตให้รอดพ้นจากภัยครั้งนี้ และแน่นอนครับ คนที่จะมาเล่นเป็นหุ่นผู้พิทักษ์ก็คือพี่บึ้กเจ้าเก่า Arnold Schwarzenegger นั่นเอง

บทอันนี้ถูกใจทั้ง Cameron และ พี่บึ้กอาร์โนลด์ ครับ ทั้งสองเลยคุยกันว่าจะสร้างๆ แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย เมื่อสิทธิ์ของหนังฅนเหล็กเกิดมีการเปลี่ยนมือครับ ทั้งสองเลยต้องไล่ล่าตามหาจนพบว่าขณะนั้น (ราวๆ ปี 1990) สิทธิ์ได้ไปตกอยู่กับ Mario Kassar ฉายาผู้อำนวยการสร้างจอมเจ้าบุญทุ่มแห่งบริษัท Carolco ซึ่งบริษัทนี้ได้รับการกล่าวขวัญมากในช่วงยุค 80 – 90 ครับ เพราะขยันทำหนังแนวบู๊ล้างผลาญทุนสูงออกมาตีตลาด ไม่ว่าจะหนังชุด Rambo ทั้ง 3 ภาค, หนังสยองลงน้ำลึกอย่าง DeepStar Six, Total Recall และ Air America ซึ่ง Kassar เองก็หมายมั่นว่าการซื้อสิทธิ์ฅนเหล็กมาแบบนี้ต้องเป็นอีกหนึ่งโปรเจคท์ที่ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

แล้ว Kassar ก็เดินเครื่องสร้างหนังครับ ติดต่อ Cameronให้มานั่งเก้าอี้กำกับตามสบาย ทุนสร้างก็ให้เหนาะๆ ไปเลย $75 ล้าน เอาไปใช้ตามแต่จะเห็นสมควร ขอให้ออกหนังออกมามันส์ สนุก ยิ่งใหญ่ และทำเงินทำทองมากๆ ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องสาระ ความซับซ้อนนั้น Kassar ไม่จู้จี้ ไม่ยี่หระเท่าไร ขอมันส์เป็นหลักแล้วกัน

พอทุกอย่างไฟเขียว Cameron ก็รีบตาม William Wisher Jr. ผู้ร่วมเขียนบทจากภาคแรกกลับมาช่วยกันสร้างพล็อตภาคสองให้ทวีความเข้มข้นขึ้น โดยยังต้องรักษาสไตล์และกลิ่นอายของ The Terminator เอาไว้ให้ครบถ้วน แต่ก็ต้องปรุงแต่งเสริมสิ่งใหม่ๆ ลงไปแบบเต็มที่โดยเฉพาะเทคนิคพิเศษต้องเนรมิตให้ตะลึงตา ให้ผู้ชมฮือฮากันไปเลย แล้วก็ไปตามเอา พี่บึ้กอาร์โนลด์ กลับมารับบทเดิม นั่นคือ บทหุ่น T-800 ที่ครั้งนี้ได้รับการโปรแกรมใหม่ให้มาเป็นผู้พิทักษ์ ปกป้องจอห์นและซาร่าห์ คอนเนอร์ให้ปลอดภัย

และอีกคนก็คือ Hamilton ที่หวนกลับมาแสดงเป็นซาร่าห์อีกครั้ง โดยที่งานนี้ Cameron ประกาศล่วงหน้าเลยว่า บทได้เขียนมาเพื่อดันให้ Hamilton ได้เข้าชิงออสการ์สาขาดารานำหญิงโดยเฉพาะ (แบบที่ Hamilton ทำได้มาแล้วสมัย Sigourney Weaver ได้เข้าชิงจาก Aliens ) ด้านทีมงานส่วนใหญ่ก็ยกชุดมาจากภาคก่อนครับ ตั้งแต่คนทำดนตรีก็คือ Brad Fiedel ตากล้องก็ยังเป็น Adam Greenberg มือตัดต่อก็นำทีมโดย Mark Goldblatt และตามด้วยผู้อำนวยการสร้างหญิงเหล็ก Gale Anne Hurd ที่ตอนนั้นเธอได้หย่าขาดกับ Cameron เรียบร้อย ตั้งแต่ปี 1989 ก็ยังขึ้นชื่ออำนวยการสร้างเหมือนเดิม

สำหรับตัวละครใหม่เด่นๆ ก็มีสองตัว รายแรกคือบทหุ่นวายร้ายที่ถูกส่งมาล่าจอห์น คอนเนอร์โดยเฉพาะ มันคือหุ่นรุ่น T-1000 เป็นรุ่นล่าสุดที่สามารถหลอมร่างกายให้กลายเป็นใครหรืออะไรก็ได้ ซ้ำยังมีความทนทานสูง เพราะลูกซองหรือระเบิดก็ทำอะไรมันไม่ได้ ร่างมันไม่มีแหลกแม้แต่น้อย เพราะต่อให้ถล่มมันจนยับไม่มีชิ้นดีหรือแหลกเป็นจุลมหาจุล ไม่นานมันก็จะหลอมตัวเองขึ้นมาใหม่ในสภาพไร้รอยขีดข่วน เรียกว่าร้ายกาจกว่า T-800 มากมายนัก และแทบจะไม่มีทางปราบได้เลย

ในคราวแรก Cameron คิดว่าจะให้ Michael Biehn เจ้าของบทไคล์ รีสจากภาคแรกกลับมาแสดงเป็น T-1000 เพื่อสร้างความซับซ้อนหลากหลายให้เรื่องราว เพราะภาคแรก Biehn เป็นคนช่วยซาร่าห์ ส่วน พี่อาร์โนลด์ เป็นตัวร้าย มาภาคนี้ก็สลับ ให้คนร้ายมาเป็นคนดี ส่วนหน้าคนดีๆ ก็พลิกไปเป็นตัวร้ายแทน แต่ไอเดียนี้ไม่นานก็ต้องแก้ไขครับ เพราะทีมงานมานั่งคุยกันแล้วพบว่า การทำเช่นนั้นมันจะสร้างความสับสนให้คนดูมากกว่า Cameronเลยเปลี่ยนใจ หาคนอื่นมาแสดง T-1000 แทน โดยเขาได้วาดภาพ T-1000 ขึ้นมาใหม่ ให้เป็นคนร่างผอมที่วิ่งได้เร็ว ปราดเปรียวสุดขีด เพื่อเอามาตัดกับคาแร็คเตอร์ของ T-800

Cameron จำกัดความว่า “T-800 นั้นเปรียบได้กับรถถังใหญ่เทอะทะ… แม้จะแกร่ง แต่ก็จะดูเป็นรุ่นเก่า ส่วน T-1000 จะเปรียบได้กับรถพอร์เช่ครับ เป็นรุ่นใหม่กว่า ดูพริ้วกว่า” และการนำเอาสองหุ่นยนต์มาชนกันต้องสร้างความตื่นตาให้ผู้ชมได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะความพิเศษของเจ้า T-1000 ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “มนุษย์หลอมเหลว” เพราะตอนที่มันจะเปลี่ยนเป็นร่างใหม่ก็จะต้องหลอมร่างเหมือนของเหลวซะก่อน ซึ่งเทคนิคพิเศษตัวนี้ Cameron ได้ลองใช้ปั้นน้ำให้เป็นตัวมาแล้วใน The Abyss ก็เลยเอาไอเดียนั้นมาทำเป็นหุ่นตัวใหม่นี่ซะเลย (ซึ่งก็สุดยอดจริงๆ ล่ะครับ เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่โลกภาพยนตร์ยกให้ติด Top Ten เลยทีเดียว)

แล้วคนที่มาสวมบท T-1000 ก็คือ Robert Patrick ที่ก่อนหน้านี้ก็รับบทเป็นลูกน้องวายร้ายใน Die Hard 2 แล้วก็แสดงสมทบมาหลายเรื่อง Cameron เห็นว่านายคนนี้เหมาะมากครับ หน้าตาก็ดูตอบๆ เวลาตีหน้านิ่งก็เหมือนหุ่นสุดๆ ซ้ำยังดูผอมเปรียวอีกต่างหาก เรียกว่าเอามาซัดกับ พี่อาร์โนลด์ นี่ตัดกันแบบชัดเจน

และอีกหนึ่งตัวละครใหม่ก็คือ จอห์น คอนเนอร์ วัยเด็ก ว่าที่ผู้นำแห่งโลกอนาคต ก็ได้ดาราหน้าใหม่ที่ไม่เคยเล่นเรื่องไหนมาก่อนอย่าง Edward Furlong มาแสดงไป ซึ่งก็แจ้งเกิดไปแบบเต็มตัวจากหนังเรื่องนี้ครับ เลือกมาได้เหมาะเช่นกัน เพราะนายคนนี้ดูแบดบอยหน่อยๆ แล้วก็ฉลาดพอจะเป็นผู้นำคนอื่นได้

เมื่อทุกอย่างพร้อม กล้องก็เปิดครับเดินหน้าถ้าทำเต็มที่ หนังก็อุดมไปด้วยแอ็กชันและเรื่องราวที่เข้มข้น แม้โครงจะเหมือนภาคแรกแต่ก็เสริมความแกร่งและความมันส์ด้วยสารพัดสเปเชียล เอฟเฟกต์ให้คนดูตะลึงตา แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นครับ เพราะถ่ายไปถ่ายมา งบเริ่มบาน จาก $75 ล้านที่ตั้งไว้ โดดไปเป็น $88 ล้าน จน Kassar ตาเริ่มกระตุก บอกว่าถ้างบบานไปกว่านี้จะอัดฉีดไม่ไหวแล้วนะ ช่วยเพลาๆ ความยิ่งใหญ่ลงหน่อยก็ได้

แต่แน่นอนว่า Cameron ก็ไม่ยอมครับ จน Kassar ต้องไปตะล่อมให้ พี่บึ้กอาร์โนลด์ ช่วยเจรจากับ Cameron หน่อย ให้ลดฉากใหญ่ๆ ลง แต่แล้วพี่บึ้กของเราก็ประกาศยืนอยู่ฝั่งเดียวกับผู้กำกับ Kassar เลยได้แต่ลุ้นว่าทุนจะไม่บานไปกว่านี้…

แต่สุดท้ายหนังก็ใช้ทุนไป $102 ล้านครับ… บานจนเหงื่อตกทีเดียวล่ะ และยังส่งผลให้ T2 กลายเป็นหนังลงทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด (ในตอนนั้นนะครับ) แล้วก็ส่งชื่อให้ Cameron ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้กำกับประเภท เล็กๆ ไม่ ต้องใหญ่ๆ ถึงจะทำ (หลังจากนั้นแกก็ไม่เคยทำหนังต่ำกว่า $100 ล้านอีกเลย มีแต่อัพขึ้น ว่ากันว่าการที่ผู้กำกับรุ่นต่อมาชอบใช้ทุน $100 ล้านก็เพราะได้พี่แกเป็นต้นแบบนี่แหละ)

Cameron ให้เหตุผลว่า ถ้าเขาตั้งใจวาดภาพแต่ละฉากออกมาแล้ว เขาจะทำจนกว่ามันจะออกมาดีที่สุด “ผมรู้ว่าบางคนเรียกผมว่าเป็นพวกสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) แต่เปล่าครับ ผมเป็นแค่คนที่พยายามจะทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุด (Rightist) ผมจะทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดี หากยังไม่ดีก็ต้องทำใหม่จนมันถูกและเหมาะสมที่สุด ผมถึงจะมีสมองไว้คิดทำฉากอื่นต่อไปได้” ด้วยเหตุนี้เองทุนจึงบานครับ เพราะ Cameron จะเซ็ตฉากแบบสมจริงแล้วก็ถ่าย หากยังไม่ดีก็ต้องเซ็ตฉากอีก แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาถ่ายใหม่ เพื่อให้มันออกมาดีที่สุด… มุ่งมั่นแท้ครับพี่

แล้วพอหนังออกฉาย ทุกคนก็โล่งอกครับ เพราะหนังเปิดตัวทุบสถิติ โกยไปมากที่สุดประจำปี 1991 ได้ไป $204.8 ล้านเฉพาะในอเมริกา (ทั่วโลกก็ $519 ล้าน) กำไรเพียบครับ หนังฮิตสุดๆ แล้วก็ได้เป็นหนังภาคต่อเรื่องแรกที่ทำเงินมากกว่าต้นฉบับมากกว่า 400%

เรื่องคำชมก็ไม่ต้องพูดถึงครับ เพียบแล้วก็เพียบ ในขณะที่ตอนถ่ายทำนั้นก็มีเสียงวิจารณ์เชิงลบเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะหนังมันงบบานไงครับ ก็เลยมีการเต้าข่าวว่าการถ่ายทำมีปัญหาหรือเปล่า หรือไม่ก็คนกำกับมือเติบเกินไปหรือเปล่า แต่พอผลงานออกมาทุกคนก็ประจักษ์กับตาครับว่าทุนร้อยล้านไม่ได้ละลายแม่น้ำแต่อย่างใด มันออกมาในจอหนังแบบคุ้มค่าอย่างยิ่ง ทุกฉากแอ็กชันทำได้สมจริง และยิ่งใหญ่ สร้างความตื่นเต้นให้กับคนดูได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

พล็อตก็เร้าใจยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่การไล่ล่าระหว่างหุ่นดีกับหุ่นชั่วเท่านั้น มันยังมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกแทรกลงไป ตามด้วยการปฏิบัติการเปลี่ยนอนาคต เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดชนวนสงครามในปี 1997 ตามเนื้อเรื่องนะครับ ได้บอกไว้ว่ามนุษย์ประดิษฐ์ให้สมองกลสกายเน็ต มีการพัฒนาตนจนสามารถคุมโลกได้ทั้งใบ แต่พอมนุษย์เริ่มตระหนักว่าไม่ควรปล่อยให้สกายเน็ตคุมทุกอย่าง และคิดจะปิดมันก็สายไปซะแล้วครับ เพราะมันได้เดินแผนจุดชนวนให้มนุษย์รบกันเอง จนในที่สุดเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ถึงกาลอวสาน เหลือเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ยังต่อกรกับมันอยู่ ดังนั้นจุดลุ้นอีกหนึ่งจุดใหญ่คือ ซาร่าห์และจอห์นจะสามารถเปลี่ยนอนาคตได้หรือไม่

แต่หนังก็ไม่ได้มีแค่ความมันส์ล้วนๆ นะครับ ในด้านความฮาอารมณ์ขันก็มี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างจอห์นกับ T-800 ที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากที่จอห์นสั่งให้ T-800 ห้ามฆ่าคนอีก โดยการสาบาน… T-800 ก็งงน่ะสิครับ สาบานคืออะไร เลยต้องมีการสอนกันอีก ตลอดทั้งเรื่อง Cameron ฉลาดมากที่ใช้อารมณ์ขันเหล่านี้ลดความตึงเครียด ทำให้หนังออกมาครบเครื่อง พอดีคำอย่างที่สุด

แล้วก็ตบท้ายความสำเร็จของหนังด้วย 4 รางวัลออสการ์ ได้แก่ เมคอัพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษ, บันทึกเสียง และ ซาวน์ เอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม เรียกว่างานด้านเทคนิคได้ไปครบครับ แต่คาเมรอนเองก็บ่นนิดๆ ว่าตัวเองทำพลาดไปหน่อยที่ไม่สามารถส่งชื่อ Hamilton ให้เข้าชิงออสการ์ได้ดั่งตั้งใจ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะ Hamilton เธอแม้จะเล่นดี แต่ก็ยังไม่ได้เปี่ยมบารมีขนาดจะได้เข้าชิงรางวัลหรอก ทว่าก็ยอมรับครับว่า Hamilton เธอตั้งใจและทุ่มเทกับบทนี้จริงๆ ถึงขนาดลงทุนไปเรียนฝึกใช้อาวุธกับ อูซิ กัล เจ้าหน้าที่ภาคสนามแล้วก็เป็นหน่วยรบอิสราเอลเก่าที่เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธอย่างยิ่ง (ซึ่ง Patrick ก็ลงเรียนร่วมด้วย)

แล้วเธอยังเสนอให้เขียนบทของซาร่าห์ว่าเธอโดนพาตัวเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดทางจิต เพื่อให้สภาพจิตเธอมีความหลากหลายยิ่งขึ้น และยังเพิ่มความสมจริงขึ้นอีกหลายขั้นด้วย เพราะถ้าเปิดเรื่องมาแล้วซาร่าห์ยังเดินไปเดินมาตามปกติเท่านั้น ก็แสดงว่าเธอไม่ได้ “จม” ลงไปกับเรื่องหุ่นยนต์แห่งโลกอนาคต เธอไม่ได้ “เชื่อ” เรื่องนั้นอย่างเต็มที่ ดังนั้นหากอยากสื่อให้คนดูรับรู้ว่าเธอ “เชื่อ” และ “เจ็บปวด” จากเหตุการณ์นั้นแค่ไหน ก็ต้องกำหนดให้เธออยู่ในโรงพยาบาลบ้าเท่านั้น ยังไม่รวมความทุ่มเทในการฟิตหุ่นอีกนะครับ ยอมรับเหมือนกันว่า Hamilton เธอตั้งใจกับบทนี้มาก แต่ก็ต้องเข้าใจล่ะครับว่าปีนั้นน่ะ ดาราที่เข้าชิงออสการ์สาขานำหญิงน่ะ กระดูกแท้ๆ และคนที่ได้นี่ก็สมควรแบบไม่มีข้อกังขาจริงๆ… Jodie Foster จาก The Silence of The Lambs ไงล่ะครับ… สมควรไหมล่ะนั่น

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หนังก็จัดว่าเป็นแนวแอ็กชัน ไซไฟเรื่องเยี่ยมที่ดูได้ไม่จำกัดกาลครับ สนุก ล้ำยุค มันส์ตลอด และสอดแทรกประเด็นคิดเรื่อง “วิทยาการกับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายของมัน” ได้อย่างพอเหมาะ

ระหว่างดูผมก็สงสารตัวละคร ไมลส์ เบนเนตต์ ไดสัน (Joe Morton) อยู่เหมือนกัน เขาคือคนค้นคว้าสร้างเทคโนโลยีสมองกลไฮเทค ด้วยเจตนาดีในการประดิษฐ์ค้นคว้าและตั้งใจอย่างแรงกล้า เขาคิดว่ามันจะช่วยโลกให้ดีกว่าเดิมได้ ทำให้คนสบายขึ้น โลกลำบากน้อยลง คิดดูสิครับว่าถ้าจักรกลทำหลายอย่างแทนมนุษย์ได้แล้ว มนุษยก็จะได้มีเวลาไปพัฒนาด้านอื่น มีเวลาไปดูแลครอบครัวให้มากขึ้น หรือไม่พวกผู้นำก็จะได้มีเวลาไปกำหนดนโยบายเพื่อประชาชนมากขึ้น…แต่พอได้รู้ได้เห็นว่าตนเองกำลังจะสร้างอนาคตที่ดำมืดให้กับโลก พี่แกก็หมดแรงแทบล้มทันที และยินดีทำทุกอย่างเพื่อหยุดหยั้งเหตุร้ายนั้น…

ผมว่ามันคงไม่ต่างจากอารมณ์ตอนที่ Albert Einstein ทราบว่าพลังงานนิวเคลียร์ที่เขาคิดว่าทำเพื่อเป็นแหล่งพลังงานใหม่ให้กับโลก ดันกลายเป็นมหาอาวุธที่ล้างผลาญไปกว่า 200,000 ชีวิตที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นแหละ… น่าสงสารจริงๆ ครับ คนที่หวังจะทำสิ่งดี มีประโยชน์ แต่ผลกลับกลายเป็นตรงกันข้ามเช่นนี้… มันชี้ชวนให้คิดจริงๆ นะครับ ว่าเราต้องวิทยาการมันมีดีในตัวมันเอง แต่คนใช้นี่แหละที่น่ากลัว มนุษย์เราอาจจะยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอในการใช้สิ่งล้ำสมัยเหล่านี้ก็ได้

นี่แหละครับ อีกหนึ่งหนังในตำนานที่ดูสนุก ตื่นเต้น มันส์ ได้อะไรเก็บกลับมาคิดอีกต่างหาก ครบเครื่องดีแท้เชียว

แนะนำว่าถ้ายังไม่ได้ดูก็ลองสักหน่อยครับ จะได้รู้ว่าหนังเก่าแก่อายุอานามจะ 20 ปีแล้วเนี่ย ยังเด็ดขาดกว่าหนังบู๊รุ่นใหม่ตั้งหลายเรื่อง

สามดาวสิครับงานนี้

Star31

(8/10)

Advertisements