รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

My New Sassy Girl (2016) ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม 2

MV5BODI5MmM0Y2UtYmIxNS00ODA0LWI1YTktMzNlMjcwNDk1MWNjXkEyXkFqcGdeQXVyNjU5ODA1NDg@._V1_

ตอนแรกผมว่าจะเขียนไม่ยาวนะ แต่ไปๆ มาๆ อินเนอร์มันมาอีกแล้ว ล่อซะยาวเลย ดังนั้นหากใครไม่อยากอ่านของยาวขอแนะนำให้อ่านแค่ย่อหน้าถัดไปก็พอครับ

สรุปง่ายๆ เลยว่าหากคุณรักภาคแรก ภาคนี้อาจทำให้ผิดหวังได้ เพราะภาคแรกคลาสสิกกว่าเยอะ หรือหากอยากลองดู ก็ขอแนะนำว่าให้มองว่านี่คือหนังเรื่องใหม่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับยัยตัวร้ายดั้งเดิม ก็อาจจะช่วยให้หนังดูโอเคขึ้นน่ะครับ ^_^

ปีนี้เป็นปีที่แปลกสำหรับผมอยู่เหมือนกันครับ ผมพบว่าผมได้ดูภาคต่อของหนังที่ผมชอบมากเมื่อตอนดูภาคแรก ซึ่งก็ให้บังเอิญว่าภาคแรกของหนังเหล่านั้นล้วนฉายปี 2001 ทั้งคู่

เรื่องแรกคือ Zoolander ครับ ดูภาคแรกแล้วชอบเลย เอามาดูซ้ำหลายรอบมาก ครั้นมาเจอภาคต่อเมื่อต้นปีนี้ ก็ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาตก เพราะความสนุกมันคนละเรื่อง มิหนำซ้ำพล็อตยังทำการตัดตัวละครหลักตัวหนึ่งจากภาคแรกไปแบบทำร้ายจิตใจคนที่รักภาคแรกมากๆ

แล้วก็มาเจอเรื่องนี้ครับ My New Sassy Girl ที่ภาคแรกเคยสร้างความประทับใจไว้ ผมเชื่อว่าหลายคนหลงรักยัยตัวร้ายนะ และชอบนายเจี๋ยมเจี้ยมเกียนยู และจำได้แม่นเลยว่าด้วยความเจ๋งของหนัง ทำให้มีคนทำหนังโรแมนติกประเภท “นางเอกสายโหด” ตามออกมาอีกเพียบทั้งในไทยและต่างประเทศ

อีกทั้งยังทำให้สาวๆ หลายคนเอาคำว่า “อยากตายเหรอ?” ไปใช้กับแฟนของตัวเองกันแบบสนุกปาก (ย้อนนึกไปถึงตอนนั้นพวกผู้ชายอย่างเราๆ ก็แปลก เพราะไม่ได้รู้สึกโกรธเลยนะ แต่ดันรู้สึกว่าตอนพวกเธอพูดประโยคนี้ ดูน่ารักน่าหยิกขึ้นมาซะงั้น 5555)

ผมเชื่อว่าหลายคนชะงักตั้งแต่รู้ว่า จวนจีฮุน ไม่ได้กลับมา ซึ่งผมเองก็ชะงักครับ ใจเกิดคำถามด้วยซ้ำว่าทำไมไม่สร้างเป็นเรื่องใหม่ไปเลย หรือไม่ถ้าอยากรีเมกก็แล้วแต่ แต่ไม่น่าฝืนทำภาคต่อในแบบที่แฟนๆ ไม่น่าจะโอเคแบบนี้

สำหรับตัวหนังนั้น ผมก็ขอว่าใน 2 มุมมอง มุมแรกคือในฐานะหนังโรแมนติกสักเรื่อง แบบที่ไม่เอา My Sassy Girl มาอ้างอิง (แม้ตลอดทั้งเรื่องหนังจะพยายามอ้างอิงและประกาศตัวว่าเป็นภาคต่อก็เถอะ)

หนังออกแนวโรแมนติกผสมฮาตามสูตรครับ คราวนี้เกียนยูมาพบรักหนใหม่กับรักแรกเมื่อสมัยเด็กของเขา (Victoria Song) จนถึงขั้นตั้งใจจะแต่งงานอยู่กินกันเลย แต่กระนั้นสาวเจ้าก็มีเงื่อนไขครับว่าเกียนยูต้องมีงานทำเป็นหลักแหล่งเสียก่อน เธอถึงจะตกลงปลงใจ

ครั้นพอเกียนยูมีงานทำ เขาก็ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมหลายๆ อย่างในที่ทำงานครับ ไหนจะมีเรื่องผู้หญิงคนอื่นมาสร้างปัญหาให้กับความสัมพันธ์ของเขาอีกด้วย เรื่องมันเลยวุ่นขึ้นมา

โอเค ถ้ามองในฐานะหนังโรแมนติก+ตลก ก็ดูได้เรื่อยๆ ครับ จริงๆ หนังมีประเด็นที่ดีนะ อย่างการที่เกียนยูเสียศูนย์หลังยัยตัวร้าย (คนเดิม) ทิ้งไป จนชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพาย กระทั่งยัยตัวร้าย (คนใหม่) เข้ามาในชีวิต แล้วพยายามช่วยให้เกียนยูตั้งสติได้ ตามด้วยการตั้งหลักชีวิตใหม่

หนังก็ถือว่าเอาความจริงมาเป็นประเด็นได้โอเคครับ เพราะส่วนมากเมื่อเราพูดถึงความรัก หลายคนอาจคิดว่ารักชนะได้ทุกสิ่ง หากมีรักแท้แม้ต้องกัดก้อนเกลือกินก็ไมเป็นไร แต่เอาเข้าจริงแล้วชีวิตไม่เหมือนในหนังครับ อันว่าความรักหรือคู่ครองนั้นเราจะมีก็มีได้ แต่ก็ต้องรู้จักสร้างความมั่นคงให้ตนเอง ไม่ว่าจะทำงานทำการ หรือประกอบอาชีพให้เลี้ยงตัวได้แบบไม่ลำบาก

ยิ่งหากเราอกหักล่ะก็ การจมอยูกับความเศร้าไม่ได้ช่วยอะไรครับ หรือการปล่อยตัวให้ย่ำแย่หรือมองว่าตนเองไร้คุณค่าก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะจริงๆ เราน่ะมีคุณค่าครับ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการพยายามถีบตัวขึ้นมา ดึงพลังในการควบคุมชีวิตกลับมาในมือเรา ตามด้วยการพัฒนาและขัดเกลาตนเองให้คุณค่าที่มีในตัวเปล่งประกายออกมา

และหากคิดในแง่หนึ่งแล้ว การทำงานถือเป็นสิ่งที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของเรา ให้เรามีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นได้ในทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มันก็จะย้อนกลับมามีผลต่อเรื่องความสัมพันธ์ด้วย

แต่ก็ตามคาดครับ หนังจับประเด็นนี้แค่ตอนกลางๆ ก่อนจะลดระดับเหลือเพียงผิวๆ ในเวลาต่อมา นอกนั้นหนังก็จะเทน้ำหนักไปที่ความฮา ที่ว่าตามจริงก็ไม่ถึงกับฮาอะไรมากมาย

จุดนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าภาคแรกที่มันฮาเยอะ ก็เพราะได้ทีมพากย์พันธมิตรมายิงมุกแบบรัวปืนกล ในขณะที่ภาคนี้จะไม่ใช่ทีมพันธมิตรครับ อันนี้ต้องบอกก่อนว่า จริงๆ ทีมที่พากย์ในเรื่องก็พากย์ได้พอเหมาะนะครับ เพียงแต่หากใครคาดหวังความฮาอันเนื่องจากการพากย์ ก็อาจต้องเผื่อใจไว้มากๆ หน่อยครับ

ครับ โดยรวมๆ แล้วมันก็ดูได้ แต่อาจไม่ได้สนุกมากมาย ไม่ได้ประทับใจมากล้นอะไร อันนี้ว่าในฐานะหนังโรแมนติกแบบไม่อ้างอิงภาคแรกเลยนะ ทีนี้ผมกำลังจะกล่าวต่อในแบบที่อ้างอิงจากภาคแรกล่ะนะครับ

ถ้าพูดแบบอิงจากภาคแรกล่ะก็ ผมว่าผมไม่โอเท่าไร คือบทมันตัดยัยตัวร้ายต้นฉบับออกไปเลย ประมาณว่าจู่ๆ เจ๊แกก็ไปบวชเฉยเลย คือตอนเห็นครั้งแรกผมแทบจะตะโกนว่า “อะไรฟะ” คือรู้สึกว่ามันไม่ใช่น่ะครับ ไม่ใช่เลยโดยสิ้นเชิง

จริงๆ หนังมันไม่ต้องการภาคต่อแล้วครับ ภาคแรกถือว่าจบสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว (โดยอาจจะมีเรื่อง Windstruck มาทำตัวเป็นกึ่งๆ ภาคก่อนหน้านิดๆ) นี่ยังไม่รวมสารพัดเสน่ห์หรือความลับมากมายใน My Sassy Girl ที่คนรักหนังเรื่องนี้น่าจะเคยสังเกต เคยนั่งตั้งทฤษฎีกัน (เรื่องย้อนเวลา, ตาลุงแฝดเยอะ ฯลฯ) มันเหมือน My Sassy Girl เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่สามารถสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมาได้ ในหัวและในใจของคนดู ทั้งๆ ที่สร้างออกมาแค่ภาคเดียวเท่านั้น

แต่ดันมีคนมาแตะหนังเรื่องนี้ และสานต่อเรื่องราวแบบคนละทางกับภาคแรก แล้วยังตัดยัยตัวร้ายต้นฉบับออกไป อันนี้ในฐานะคนที่รักภาคแรกอยากบอกเหลือเกินว่าพวกพี่ทำแบบนี้ทำไมกันเนี่ย (จำได้ในหนังตอนต้นๆ มีฉากเกียนยูตะโกนว่า “ทำแบบนี้ทำไม” อยากบอกว่าในใจผมก็ตะโกนประโยคเดี่ยวกันเป๊ะเลยครับ)

ทราบมาว่าหนังถือกำเนิดขึ้นเพราะจีนอยากร่วมทุนทำหนังกับเกาหลีครับ แล้วก็เอาเรื่องนี้มาทำภาคต่อ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมยัยตัวร้ายคนใหม่เป็นคนจีน ซ้ำยังมีภาพวัฒนธรรมจีนในหลายๆ ฉาก อีกทั้งยังมีสารพัดมุกแซวหนังจีน อาทิเช่นฉากแซว In the Mood of Love ของหว่องคาไวเป็นต้น

หรือที่สังเกตเห็นชัดหน่อยคือ ตัวละครคุณพ่อของยัยตัวร้ายคนใหม่ (ที่เป็นคนจีน) นั้นเป็นคนชราที่มีปรัชญาและหลักการน่าเคารพนับถือ ในขณะที่แม่ของเกียนยู (ฝั่งเกาหลี) ออกแนวเจ๊เจ้าอารมณ์ ใช้กำลังเป็นหลัก ซึ่งก็เหมือนจะแฝงประเด็นอะไรบางอย่างอยู่ในที (หากจะมองน่ะนะครับ)

และหากพูดถึงคำว่า “ยัยตัวร้าย” แล้ว ผมว่านางเอกภาคนี้จริงๆ ไม่ใช่ยัยตัวร้ายนะ คือเจ๊เขาไม้ได้ร้ายจากอินเนอร์ ซึ่งถ้ามองในแง่เหตุผลก็ถือว่าเข้าใจได้ เพราะในขณะที่ยัยตัวร้ายภาคแรกนั้น ชีวิตเธอเจอความผิดหวังมากมาย จนใจสลายรอการเยียวยา ในขณะที่ยัยตัวร้ายคนใหม่นี้ สังคมของเธอก็อยู่กับธรรมชาติ (บ้านจริงๆ ของเธอต้องขึ้นเขาไปน่ะครับ) แล้วพ่อก็ยังเป็นผู้ใหญ่ใจดีมีหลักการซะอีก ดังนั้นการที่สุขภาพจิตของเธอดี ไม่ร้ายเท่าไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ที่ผมว่าแปลกคือ ถ้าจะให้นางเอกมาในแนวนี้ แล้วจะทำให้มันเป็น New Sassy Girl ทำไม? ให้เธอเป็น Ordinary Girl แล้วเดินเรื่องในทางใหม่ที่ไม่ต้องพยายามซ้ำกับภาคแรก ก็น่าจะดีกว่า เพราะในเรื่องนี้รู้สึกเลยว่าเธอพยายามจะเป็นยัยตัวร้ายนะ แต่คาแรคเตอร์ภายในหลายๆ อย่างมันไม่ใช่น่ะครับ มันเลยตะหงิดๆ ตอนนึกถึงชื่อเรื่อง

ผมว่า Victoria Song แสดงได้ดีในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่รักผู้ชายชื่อเกียนยู เธอน่ารัก เธอมีเสน่ห์ เธอมีเจตนาที่ดี และเธออยากให้ชายที่เธอรักได้รับสิ่งดีๆ โดยส่วนตัวผมว่าคาแรคเตอร์เหล่านี้มันพอแล้วน่ะครับสำหรับความเป็นเธอ ไม่เห็นจะต้องพยายามยัดเยียดความเป็นยัยตัวร้ายใส่ลงมาเลย

ฉากที่เธอเต้นเชียร์ลีดเดอร์นั้นผมชอบนะครับ Song เต้นได้สดใส น่ารัก แบ๊วๆ ต๊องๆ คือถ้าเราเอาภาพยัยตัวร้ายดั้งเดิมมาเทียบ เราอาจรู้สึกงั้นๆ กับสิ่งที่เธอทำ แต่หากเราเปิดใจมองแบบไม่เอาอะไรมาเทียบนะ ไม่เอาภาคแรกมาเกี่ยวเลย แล้วมองแค่ฉากนั้น ซีนนั้นซีนเดียว มองเธอในฐานะภรรยาที่ตื่นมาแต่งชุดลีดเดอร์ เต้นให้กำลังใจสามีก่อนออกจากบ้าน… เฮ้ย… ผมว่าเธอน่ารักมากๆ เลยนะ

ส่วนชาแตฮุนก็เรื่อยๆ กับบทเดิมครับ ในมุมหนึ่งเขาก็ยังเป็นเกียนยูนั่นแหละ แต่ด้วยบทที่ออกมากลางๆ ความฮาที่ออกมากลางๆ และความน่าประทับใจในเนื้อเรื่องที่ไม่มากแบบภาคแรก เลยทำให้บทเกียนยูไม่น่าจดจำเท่าของเดิม ส่วนหนึ่งก็เพราะได้จวนจีฮุนมาชงด้วยน่ะครับ บทเลยเสริมกันและกันให้เด่น แต่ภาคนี้แม้ Song จะแสดงได้ดี แต่คาแรคเตอร์ไม่เด่นไม่ปังเท่าไร เลยเสริมชาแตฮุนได้ไม่เต็มที่

ก่อนดูผมก็คิดนะครับว่าผมอาจจะไม่โอกับหนังเรื่องนี้ ครั้นพอดูแล้ว มันก็ไม่โอจริงๆ นั่นแหละ แต่ที่ไม่โอนี่คือไม่โอที่หนังถูกสร้างขึ้นมาในแบบที่พยายามจะให้เป็นภาคต่อของ My Sassy Girl ให้ได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วหากหนังสร้างในแบบของตัวเองไปเลย ไม่ต้องอิงอะไรทั้งนั้น มันอาจจะเข้าท่ากว่า (หนังจะเข้าท่ากว่าไหมอันนี้ไม่รู้ แต่อย่างน้อยคนดูจะไม่เอา My Sassy Girl มาเป็นตัวตั้ง ตัดปัญหาการเปรียบเทียบลงไปได้เยอะเลย)

ตัวหนังก็อย่างที่บอกครับ จริงๆ มันมีอะไรดีๆ อยู่ แต่การปรุงมันไม่ออกรสเต็มที่ ถ้าเปรียบเป็นอาหารนะครับ ก็เหมือนจริงๆ องค์ประกอบมันเหมาะจะเอามาปรุงเป็น “แกงข่าไก่” ดีๆ ได้สักชาม แต่ดันโดนตั้งธงไว้ว่าต้องปรุงให้เป็น “ต้มยำกุ้ง” นะ ต้องให้เป็นต้มยำกุ้งแซ่บๆ เปรี้ยวๆ เท่านั้น แต่ใช้องค์ประกอบของแกงข่าไก่ที่มีนี่แหละ… มันก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นครับ

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5.5/10)

 

Advertisements