รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Before I Fall (2017) ตื่นมา ทุกวัน ฉันตาย

19554141_1684215938275867_8534486225344231818_n

ภรรยาผมพูดขึ้นหลังดูหนังเรื่องนี้จบว่า “เราไม่มีโอกาสที่จะทำให้วันไหนดีขึ้นได้ นอกจากวันนี้… ว่าอย่างนั้นมั้ย?” แล้วผมก็พยักหน้าตอบรับครับ ^_^ (บอกก่อนครับ บทความนี้ยาว เพราะหนังมันถูกจริตมากมาย)

หนังเรื่องนี้เข้าทางผมแบบเต็มๆ จัดว่ามีครบทุกสิ่งที่เป็นของโปรดผมก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเรื่องแนวดราม่าผสมไซไฟ (หรือบางคนอาจมองว่ามันเป็นแฟนตาซี), มีความเป็น Coming of Age, การเดินเรื่องแบบที่ชวนให้เราติดตามว่ามันจะไปจบลงตรงไหน รวมทั้งแง่คิดดีๆ ที่ชี้ชวนให้เรานำกลับไปทบทวนชีวิตตนเอง

หนังทำให้ผมนึกถึง Groundhog Day ผสมกับ If I Stay ครับ โดยจะเป็นเรื่องของซาแมนต้า คิงสตัน (Zoey Deutch) ที่ตื่นมาในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ อันเป็นอีกวันที่เธอต้องไปเรียน ไปเฮ้วกับเพื่อนๆ แต่ที่ต่างไปก็คือ วันนี้คือวันที่เธอต้องเจอกับความตาย

แต่พอเกิดเหตุขึ้น แทนที่เธอจะหมดลมหายใจ เธอกลับตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่ 12 กุมภาพันธ์อีกครั้ง แล้วเธอก็ต้องเจอกับสถานการณ์วนลูปแบบนี้อยู่หลายรอบ จนบางทีเธอก็สติแตกไปเหมือนกัน ประมาณว่าเมื่อไรเรื่องมันจะจบลงเสียที

ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอก็ได้บทเรียนสารพัดจากการวนลูปซ้ำๆ เธอค้นพบพฤติกรรมน่าขันของตนเอง เธอค้นพบความหมายในความรัก เธอรู้จักเผชิญหน้ากับปัญหา และเธอได้ค้นพบว่าชีวิตคือ “โอกาสอันยอดเยี่ยม” ที่เราควรใช้มันอย่างคุ้มค่าในทุกนาที

โอเคครับ นี่อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์เต็มร้อย เพราะการเดินเรื่องบางจังหวะก็อาจยังไม่ Smooth และบางจุดอาจจะสามารถขยี้ให้เข้มข้นกว่าที่เป็นได้ แต่เท่าที่หนังเป็นอยู่นี้ก็ถือว่าอยู่ในขั้นดีครับ ประเด็นสำคัญคือหนังไม่หลุดโฟกัส หนังสามารถสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจจะบอกกับคนดูได้ในท้ายสุด

Deutch ฝากการแสดงดีๆ ไว้อีกครั้งครับ อันที่จริงต้องบอกว่าหนนี้เธอเค้นฝีมือมากกว่าทุกครั้งเพราะเธอต้องเป็นตัวยืน ก็ถือว่าทำได้ดีครับ ใจก็อยากให้เธอดังเหมือนกัน จริงๆ เชียร์มาตั้งแต่ Vampire Academy แต่บทส่วนใหญ่ที่เธอเล่นก็ยังไม่เปิดโอกาสให้ปังแบบเต็มๆ แต่ก็เชื่อว่าบทจากเรื่องนี้จะทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นน่ะนะครับ

ผมชอบฉากต่างๆ ในหนังครับ หนังไปถ่ายทำกันที่แคนาดา ดินแดนที่ธรรมชาติยังอุดม และเมืองส่วนใหญ่ยังคงความงดงามแบบเรียบง่ายเอาไว้ เมืองดูสวยดีครับ พอถึงช็อตมุมกว้างจับภาพส่วนต่างๆ ของเมืองทีไรมันจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์อบอุ่นนิดๆ ในขณะที่โทนภาพออกจะหม่นมืดสื่อถึงความตาย (และหลายขณะที่ทำให้นึกถึง Twilight ภาคแรก)

แต่พอเวลาผ่านไป โทนก็จะมีความสว่างมากขึ้นทีละนิด ก็เป็นการสื่อความหมายที่ดีครับ ประมาณว่าตอนแรกๆ ซาแมนต้าก็ใช้ชีวิตในแบบหนึ่ง (แบบไม่ค่อยรู้ค่าชีวิตเท่าไร) โลกก็อาจหม่นนิดๆ ยังไม่ค่อยใสกระจ่าง แต่พอเธอเรียนรู้และเข้าใจชีวิตมากขึ้น โลกก็จะดูสว่างขึ้น

การเดินเรื่องถือว่ากำลังดีครับ อย่างที่บอกว่ามันอาจไม่ได้ถึงกับกลมกล่อมสุดยอดหรือลื่นไหลโคตรๆ แต่ก็ถือว่ากำลังเหมาะ มีสาระสอดแทรกอยู่เรื่อยๆ ดาราแสดงกันดี โทนหนังกำลังดี และเพลงที่เลือกมาใช้ประกอบก็ล้วนเปี่ยมความหมาย สามารถรวมพลังเข้ากับ “สาร” ในแต่ละฉากได้อย่างดี

ผมชอบที่ตอนกลางๆ เรื่องหนังอาจยากต่อการคาดเดานิดๆ ไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหนต่อ ในบางแง่ผมเลยมองว่าหนังมีความเป็นแฟนตาซีมากกว่าจะเป็นไซไฟ เพราะมันไม่ได้เน้นกติกาตายตัวเกี่ยวกับเรื่องการวนลูป แต่จะเน้นที่การตัดสินใจต่างๆ ของตัวละครมากกว่า

หนังกำกับโดย Ry Russo-Young ผู้กำกับหญิงที่อาจยังไม่มีผลงานเป็นที่รู้จักนัก แต่กับหนังเรื่องนี้ถือว่าเธอทำมันออกมาได้ดีครับ หนังดัดแปลงจากหนังสือของ Lauren Oliver ซึ่งในแง่ผลงานแล้ว ถือว่าหนังทำออกมาได้น่าพอใจ มีจังหวะและโทนเรื่องที่พอเหมาะ แม้จะไม่สุด แต่ก็อยู่ในข่าย “ควรค่าแก่การรับชม” ครับ

สาระสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้คือ หนังชี้ชวนให้เรารู้จัก “หยุด” เพื่อจะหันมามอง มาพิจารณา และทบทวนชีวิตตนเองเสียบ้าง อย่ามัวแต่ใช้ชีวิตแบบถูลู่ถูกังไปอย่างไร้ทิศทาง ไร้แก่นสาร เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่คู่ควรให้เราปฏิบัติต่อมันในแบบที่ดีกว่านั้น

ประมาณว่าทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ เราทำงานไป เรียนไป เล่นไป เที่ยวไป รักไป เกลียดไป อกหักไป บ่นไป คอมเมนท์ไป ดราม่าไป ฯลฯ มันคือกระแสชีวิตที่ไหลไปเรื่อยๆ ประดุจน้ำในแม่น้ำที่ไหลต่อเนื่องจนกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด

แต่ทีนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีชีวิตเราก็มีปัญหา บางทีสิ่งที่เราทำประจำก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต, เราอาจมีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องพอ มีวิธีดำเนินชีวิตหรือทำงานที่มันยังไม่ใช่ เปรียบได้กับเราสวมใส่เสื้อผ้ารองเท้าที่ไม่เหมาะกับตัว บางทีก็อึดอัด บางทีก็หลวมโพรก…

แต่กระนั้นเราส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีเวลามาใส่ใจ เรายังคงดำเนินชีวิตต่อไปทั้งอย่างงั้น อะไรผิดก็ผิดต่อไป อะไรยังไม่ใช่ก็จะยังไม่ใช่ต่อไป ฯลฯ เราใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุดครุ่นคิด ตรวจสอบ หรือพิจารณา ในแง่หนึ่งมันอาจถือเป็นเรื่องดีที่เราไม่คิดมากกับมัน แต่การที่เราไม่คิดเลย ไม่ใส่ใจเลย มันก็คือ “การละเลย” นั่นเองครับ

และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว ปัญหาที่สะสม ความ “ไม่ใช่” ที่ถูกหมักดองไว้มันก็จะส่งผลออกฤทธิ์ต่อชีวิตของเรา ซึ่งจะหนักจะเบาแค่ไหนก็ตามแต่การกระทำที่สะสมมา แต่ยังไงมันก็จะออกฤทธิ์ครับ มันมาแน่ ถึงตอนนั้นเราก็ต้องมาแก้มาปรับมาเปลี่ยน ซึ่งถ้ามันทันการณ์ก็ดีไป แต่หากสายเกินแก้ เราก็จะเจอกับ “มหาวิบัติแห่งชีวิต” ที่อาจทำให้เราคิดถึงคำว่า “What If…” หรือ “รู้อย่างงี้…” ขึ้นมาในบัดดล

เป็นหนังที่ผมอยากให้วัยรุ่นได้ดูกันครับ ถ้าทำได้เอามาดูแพ็คคู่กับ The Edge of Seventeen เลยครับ หนังดีเหมือนกัน มีสาระควรค่าแก่การเก็บไปคิดเหมือนกัน และในความเห็นของผมแล้ว หนังสามารถตอบสนองในแง่ “ความบันเทิง” ให้กับเราได้ดีพอสมควรด้วย

ซาแมนต้าเองก็เหมือนกันครับ เธอก็ใช้ชีวิตไปวันๆ กับผองเพื่อน เธอเพลิดเพลินเอร็ดอร่อยกับมัน ทั้งที่บางพฤติกรรมมันไม่ใช่ตัวเธอ หรือบางพฤติกรรมเธอก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเธอจะทำมันไปทำไม เช่น การที่เธอไม่ชอบเพื่อนคนหนึ่งในโรงเรียน ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเพื่อนคนนั้น แต่แค่เพราะเพื่อนเธอชวนให้เกลียด เธอก็เลยตามแห่เกลียดไปด้วย

ผมชอบฉากที่ทุกคนรุมกันแกล้งเพื่อนคนนั้นในงานปาร์ตี้ เราจะเห็นว่าซาแมนต้าเองก็สับสน เธอก็รู้อยู่ลึกๆ ว่าการไปรุมรังแกคนน่ะมันไม่ดี แต่พอเพื่อนเธอทำ เธอก็ตามแห่ไป ฉากที่ว่ามันสื่อถึงการทำตามกระแส ทำตามพลังกลุ่มได้อย่างดีและชัดมากๆ

แต่พอเธอเจอเหตุการณ์วนลูป มันเหมือนเธอได้ “หยุด” พิจารณาแต่ละการกระทำของเธออีกครั้ง อันทำให้เธอตระหนักว่าตัวเองทำเรื่องไม่น่ารักไว้เยอะ (เช่นการที่ทำตัวไม่ดีกับน้องสาวตัวเล็ก) และทำเรื่องที่ขัดกับจิตสำนักเธอตั้งมากมาย (อย่างการแกล้งเพื่อน, การจงใจมองข้ามชายซื่อๆ ที่มาแอบชอบเธอ) หรือไม่ก็ตระหนักว่าตัวเองลืมทำสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไปมากแค่ไหน (เช่น การให้เวลากับครอบครัวของเธอ, การบอกกับแม่ของเธอว่า “หนูคิดว่าแม่สวยมากนะคะ”)

สาระที่ว่าสอดคล้องกับชื่อเรื่องมากนะครับ ประมาณว่าก่อนที่ฉันจะตก (Before I Fall อาจสื่อหกล้ม, ตกต่ำ หรือตกไปสู่ความตาย) ฉันก็หยุดซะ ฉันช้าลง แล้วก็พิจารณาชีวิตให้ดี มองตัวเองให้ชัด มองรอบตัวให้เคลียร์

… หากเราทำได้ดังนั้น เราก็อาจฉุดตัวเองไม่ให้ Fall ก็ได้…

หนังอาจไม่เปรี้ยง ทำเงินไป $12 ล้านเหรียญ และเหมือนจะไม่ค่อยได้เข้าตลาดต่างประเทศเท่าไร แต่ทุนสร้างอยู่ที $5 ล้านครับ หนังเลยไม่ขาดทุน เดี๋ยวตอนออกแผ่น + ฉายเคเบิ้ล หนังก็จะได้เริ่มได้กำไรเอง (ผมก็หมายมั่นจะซื้อ Blu-Ray เก็บเหมือนกันครับ ลุ้นอยู่ว่าแผ่นเข้าไทยจะมี Features ครบไหม เพราะถ้าไม่มีก็ต้องแผ่นนอกโลด)

ถือเป็นอีกหนึ่งหนังที่ผมชอบครับ ดูแล้วอิ่ม มีความสุขและเศร้าระคนปนกันไป แต่ที่แน่ๆ คือมันช่วยย้ำเตือนให้เราไม่ประมาทกับชีวิต มันชี้ชวนให้เราทบทวนดูสิว่าเราคือใคร เรากำลังทำอะไร เรากำลังไปผิดทางไหม แล้วทางที่ถูกมันควรจะเป็นไง หรือมันมีทางที่ดีกว่านี้สำหรับชีวิตเราไหม รวมถึงชวนให้เราตั้งคำถามถึงพฤติกรรมไม่น่ารักที่เราทำ (แกล้งคนอื่น, เหยียดหยามคนอื่น, ดูถูกคนอื่น, ข้ามหัวคนอื่น ฯลฯ) ว่าเราทำมันลงไปทำไม?

… ว่างๆ ลองหาเวลา… กอดตัวเอง… แล้วหยุดสักครู่

“หยุด” เพื่อเรียนรู้ที่จะ “อยู่” ให้เป็น

Just Stop… Before I Fall ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements