Action

Crouching Tiger, Hidden Dragon: Sword of Destiny (2016) พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก: กระบี่แห่งโชคชะตา

MV5BN2Q1YjAyOGUtNTI3MS00YjliLTkzNzktODIyMjdiNTZkMjQ0XkEyXkFqcGdeQXVyMjA0MDM1MTE@._V1_SY1000_CR0,0,707,1000_AL_

ภาคต่อของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ที่หนนี้ทำลง Netflix ครับ และคนมารับหน้าที่กำกับก็คือหยวนหวู่ปิง ผู้กำกับคิวบู๊ระดับตำนานที่อยู่เบื้องหลังหนังอย่าง The Matrix, Kill Bill และ Kung Fu Hustle รวมถึงหนังบู๊ฮ่องกงอีกเพียบ

เรื่องราวเกิดขึ้น 18 ปีหลังการจากไปของหลี่มู่ไป๋ บัดนี้ยุทธภพกำลังระส่ำระสาย เมื่อจอมมารเฮเดส ได (Jason Scott Lee) เริ่มคุกคามชาวยุทธ และมีแผนชิงกระบี่หยกฟ้าบันดาลจากบ้านสกุลแต้ อันเป็นสถานที่ที่หลี่มู่ไป๋ได้ฝากฝังกระบี่ไว้กับเจ้าบ้าน

หยูซูเหลียน (Michelle Yeoh) ผู้รู้ใจของหลี่มู่ไป๋ก็กำลังเดินทางมาเพื่อคารวะศพของเจ้าบ้านสกุลแต้คนเก่า นางจึงต้องประสบพบกับแผนร้ายของเฮเดส อีกทั้งได้เจอกับแม่นางน้อยแจกันหิมะ (Natasha Liu Bordizzo) ที่มีฝีมือในเชิงยุทธ (อันทำให้นางนึกถึงคนบางคนในอดีต)

และเมื่อบ้านสกุลแต้มีภัย จึงได้มีการเรียกให้ชาวยุทธมาร่วมปกป้องกระบี่ โดยหนึ่งในนั้นก็มียอดฝีมือฉายาหมาป่าซุ่ม (Donnie Yen) มาร่วมพิทักษ์กระบี่ด้วย และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักและการทวงแค้น ตามประสาชาวยุทธที่ไม่เคยหนีพ้นเรื่องราวเหล่านี้เสียที

ซีนแรกสวยมากครับ ภาพภูเขางดงาม ทิวเขาแซมด้วยสีเขียวของต้นหญ้า ได้อารมณ์หนังภาคแรกอย่างมาก แต่พอสักพักหนังก็เข้าสู่โซนส้มครับ คือภาพจะไม่ได้มีโทนสีสดสมจริงแบบภาคแรกอีกแล้ว จะออกแนวส้มๆ แดดๆ แบบหนังกังฟูฮ่องกงยุค 90 (ฟงไสหยก, หวงเฟยหง อะไรประมาณนี้น่ะครับ)

ในแง่หนึ่งก็เข้าใจอารมณ์น่ะนะครับ มันเหมือนได้ดูหนังฮ่องกงยุค 90 ในภาพที่ชัดขึ้น เหมือนหยวนหวูปิงได้รำลึกงานสมัยก่อนของเขาไปในตัวด้วย เพียงแต่ลึกๆ ในใจก็ยังชอบภาพสวยๆ คมๆ ธรรมชาติๆ แบบภาคแรกมากกว่าครับ แต่ก็ยังดีที่ฉากตอนกลางคืนหนังเลือกที่จะนำเสนอแบบสวยคม ไม่ได้กลั้วสีใด

สำหรับผม ฉากกลางคืนทำออกมาได้สวยดีครับ สวยยันพื้นก็ว่าได้ ยิ่งภาพคมๆ ชัดๆ แบบนี้ก็ได้อารมณ์ไปกันใหญ่ ส่วนเรื่องคิวบู๊ ผมถือว่าโอเคครับ ออกมาน่าพอใจตามสไตล์หนังบู๊กังฟู แต่ไม่ถึงกับโดดเด่นเท่าผลงานเก่าๆ ของหยวนหวูปิงที่มีอะไรวิจิตรพิสดารกว่านีี้เยอะ

ส่วนหนึ่งก็เดาว่าเพราะนี่เป็นหนังฝรั่งออกทุนน่ะครับ มันเลยอาจจะไม่สุดๆ เท่าหนังที่คนจีนทำเองออกทุนเอง เพราะจะว่าไปแล้วใน True Legend ผลงานก่อนหน้าของเขายังดูมีฉากบู๊ที่สาใจกว่าพอสมควร แม้เนื้อเรื่องจะยังไม่เด็ดเต็มที่ แต่ก็มีคิวบู๊นี่แหละที่พอจะทดแทนกันได้

ในเรื่องนี้ฉากบู๊ที่เวิร์กสุด ผมยกให้ฉากที่หมาป่าซุ่มกับเหว่ยฟาง (Harry Shum Jr.) สู้กันบนลานน้ำแข็งน่ะครับ เป็นฉากบู๊ที่ดูมีอะไรสุดแล้ว มีเทคนิค มีรายละเอียด มีท่าทางสวยๆ เป็นฉากที่น่าจดจำมากๆ ฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ครับ

ถ้าให้พูดแบบตรงๆ แล้ว หนังเทียบกับภาคแรกไม่ได้อยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะคิวบู๊ งานภาพ เนื้อเรื่อง หรือปรัชญาสาระที่ภาคแรกเป็นประหนึ่งบทกวีแห่งยุทธภพที่ถูกร้อยเรียงเป็นภาพ ในขณะที่เรื่องนี้มันก็คือหนังกำลังภายในอีกเรื่องที่ทุกอย่างออกมากลางๆ ดูได้แบบเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรให้ชวนติดใจ

กระนั้นในหนังก็มีบทสนทนาคมๆ แทรกอยู่ครับ อาทิเช่นตอนที่แม่มดตาบอดไปหาเฮเดสเพื่อนำเสนอแผนการณ์ชิงกระบี่เพื่อเพิ่มความเป็นใหญ่ให้กับเขาและพวกพ้อง เฮเดสก็กล่าวประมาณว่า “นี่เจ้าอ่านใจข้าได้รึ?” (ว่าข้าอยากมีอำนาจและอยากเป็นใหญ่) นางก็ตอบว่า “ข้าอ่านจากความทะเยอทะยานของท่าน”

หรือประโยคอย่าง “กฎ หน้าที่ เกียรติ ล้วนเป็นข้ออ้างในการนองเลือดทั้งสิ้น” ก็เป็นอะไรที่สะท้อนความจริงได้ดีครับ คมใช้ได้

โดยรวมแล้ว ผมลดความคาดหวังก่อนดูไปเยอะเหมือนกัน มันเลยพอจะดูได้เพลินๆ ครับ แต่ถ้าให้พูดกันในฐานะคอหนังกำลังภายใน (รุ่นเก่า) แล้ว ก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำมากมาย ออกแนวผ่านมาแล้วผ่านไป ไปขุดของเก่าที่ดีแท้แน่จริงอย่างพวกเดชคัมภีร์เทวดา, หวงเฟยหง, ฟงไสหยก, มังกรเหล็กตันหรือภาคแรกของเรื่องนี้มาดูอีกรอบน่าจะดีกว่าครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements