Action

Allegiant (2016) อัลลีเจนท์ ปฎิวัติสองโลก

12963356_1201911276506338_699482202597407796_n

ได้ข่าวมาว่าภาคต่อไปของหนังชุด Divergent (อันจะเป็นภาคจบ) จะถูกหั่นงบลงครับ เนื่องจากภาคนี้ทำเงินไม่เข้าเป้าอย่างแรง ลงทุนไปประมาณ $110 ล้าน แต่เพิ่งทำเงินคืนมาได้เพียง $136 ล้าน นี่คือนับจากทั่วโลกแล้วนะครับ (ถ้าเฉพาะในอเมริกาก็ยังทำไปไม่ถึง $60 ล้านเลยครับ)

สำหรับหนังชุดนี้ ก็ออกตัวครับว่าไม่เคยอ่านนิยาย และในแง่ความชอบแล้ว ผมก็ยังไม่ถึงกับโดนใจอะไรมากมาย คือดูภาคแรกแล้วสนุกดีน่ะครับ ภาค 2 ก็เรื่อยๆ แต่รสชาติความอร่อยก็ดรอปลงมาพอสมควร

ครั้นพอมาถึงภาค 3 นี้ จริงๆ หนังก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ ถือว่าดูได้เพลินๆ ตามสไตล์หนังไซไฟว่าด้วยวัยรุ่นในโลกอนาคตที่ต้องเจอกับโลกที่มีสภาพเลวร้าย สังคมเกิดการแบ่งแยก แล้วก็ต้องหาทางไขปริศนาว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับโลกและพวกเขากันแน่

เพื่อนร่วมรุ่นหนังแนวนี้ก็คือ The Hunger Games และ The Maze Runner นั่นเองครับ ซึ่งถ้าให้ว่ากันตรงๆ ก็คือ ผมชอบหนัง 2 ชุดนั้นมากกว่าครับ

ครับ ภาคนี้ผมว่ายังดูได้ครับ เพียงแต่ทิศทางและพล็อตมันจะเริ่มซ้ำครับ พล็อตหลักๆ ในภาคนี้เลยก็คือเหล่าตัวเอกตัดสินใจเดินทางออกไปนอกกำแพงเมือง เพื่อค้นหามนุษย์พวกอื่นๆ ที่อาจจะหลงเหลืออยู่ แล้วในที่สุดพวกเขาก็เจอครับ

พอเจอแล้วก็ตามสูตรน่ะครับ อะไรๆ มันดูจะดีไปหมด แต่พออยู่ๆ ไปสักพัก ก็เริ่มมีกลิ่นตุๆ ตัวละครบางตัวเริ่มมีข้อคำถาม อันนำมาสู่การหาคำตอบที่นำไปสู่ไคลแม็กซ์แอ็กชันลุ้นกัน แล้วก็ปิดท้ายด้วยการทิ้งปมสำหรับภาคต่อไป

ต้องยอมรับครับว่าหนังไซไฟโลกอนาคตที่มีพวกวัยรุ่นเป็นตัวเอกนั้น พล็อตมาประมาณนี้หมด ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะแม้หนังหรือนิยายจะลงสูตรแค่ไหนก็เถอะ แต่หากปรุงดีๆ มันก็ออกมาสนุกได้

ทว่าตัวหนังภาคนี้กลับไม่มีลูกเล่นอะไรนักครับ เดินเรื่องแบบเรื่อยๆ อืดช้าในหลายช่วง ซึ่งหนังยาวตั้ง 2 ชั่วโมงน่ะครับ ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถตัดนั่นเฉือนนี่ออกไปได้ไม่น้อย ซึ่งผมว่าถ้าหนังกระชับกว่านี้ก็อาจจะออกรสออกชาติมากกว่านี้ก็ได้

หนังได้ Robert Schwentke ผู้กำกับภาคก่อนกลับมาทำหน้าที่เดิม และผลที่ได้จริงๆ ก็ไม่ต่างจากภาคก่อนครับ นั่นคือมันออกมาแบบดูได้ แต่ก็ไม่ได้เด่นอะไร ความสนุกก็มีเป็นพักๆ แต่ไม่สม่ำเสมอ

อีกทั้งความอืดนั้นก็ถือว่าพอกัน ซึ่งก็แปลกดีครับ เพราะจริงๆ ภาคแรกน่ะยาวสุด (ประมาณ 2 ชั่วโมงเกือบ 20 นาที) แต่ผมว่าหนังยังดูสนุกนะ มันดูมีอะไรมากกว่า ลูกเล่นความน่าสนใจมันมาเรื่อยๆ แต่กับ 2 ภาคล่าสุดนี่อะไรๆ มันดูเนิ่บเกินไป ทั้งที่จริงๆ หากจะเล่นกับเรื่องตัวละครหรือเรื่องโลกอนาคตนี่เล่นได้อีกหลายมุม

และพอพูดถึงในแง่ตัวละครแล้ว ผมว่านอกจาก ทริส (Shailene Woodley) ที่เป็นตัวเอกแล้ว ก็ไม่มีใครเด่นอีกเลยครับ ขนาดพระเอกอย่างโฟร์ (Theo James) ก็ยังดูธรรมดา

หรือดารารุ่นใหญ่อย่าง Naomi Watts, Octavia Spencer และ Jeff Daniels ก็ถือว่ามาสมทบครับ แต่ไม่ได้แสดงอะไรที่ขับเน้นตัวหนังให้เข้มข้นสักเท่าไร

สารภาพว่าระหว่างดูผมคิดถึง Kate Winslet มากครับ ผมว่าบทเธอมีสีสันมากๆ นะ และการแสดงของเธอก็ทำให้หนัง 2 ภาคแรกมันดูมีอะไรด้วย แต่ภาคนี้พอขาดเธอไป Woodley เหมือนต้องรับภาระคนเดียว ก็เลยไม่แปลกหากความลงตัวของหนังจะลดลง (จริงๆ Miles Teller ก็บทโอเคนะครับ เพียงแต่มันก็ยังไม่เด่นเต็มที่อีกนั่นแหละ)

สรุปว่าภาคนี้ก็ต้องทำใจลดความหวังก่อนดูครับ เพราะจริงๆ ผมว่ามันก็โอเคน่ะ ช่วงต้นๆ อาจออกแนวช้าบ้าง แต่พอพวกตัวเอกบุกออกมานอกกำแพง หนังก็เริ่มน่าสนใจขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าถ้าหนังกระชับกว่านี้ มันอาจออกมาโอเคกว่านี้ก็ได้

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

โฆษณา