รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Last Five Years (2014) ร้องให้โลกรู้ว่ารัก

MV5BMTA2MTMwMjIxMTdeQTJeQWpwZ15BbWU4MDAwMTYxNzMx._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ด้วยแนวทางแล้ว ผมน่าจะชอบ The Last Five Years ไม่ใช่น้อยนะครับ เพราะผมชอบหนังเพลงอยู่แล้ว และยังมี Anna Kendrick มานำแสดงอีก ^_^

ครั้นพอดูจบ ก็รู้สึกโอเคนะครับ เพียงแต่ดีกรีความชอบอาจไม่มากเท่าที่คิด

ผมว่าจริงๆ แล้วหนังทำยากนะครับ พล็อตน่ะเล่าถึงคู่รัก เจมี่ (Jeremy Jordan) และ แคธี่ (Kendrick) แต่ลีลาการเล่ามันดำเนินเรื่องแบบสวนทางกัน โดยหนังเล่าเรื่องของเจมี่ตั้งแต่วันแรกที่เจอแคธี่ แล้วก็ไล่ไทม์ไลน์มาจนจบตอนที่ทั้งสองเริ่มห่างเหิน ในขณะที่ไทม์ไลน์ของแคธี่จะเริ่มฉากแรกในวันที่ทั้งสองหมางเมินกัน ก่อนจะไล่เรื่องราวไปจนตรงวันที่ทั้งสองเริ่มรักกันอย่างหวานซึ้ง

ใช่ครับ หนังเล่าไทม์ไลน์แบบตัดสลับกันไปตลอด ตลอดแรกผมก็งงๆ เหมือนกันครับ คือเปิดมาเห็นแคธี่ร้องไห้ ร้องเพลงคร่ำครวญคิดถึงเจมี่ แล้วสักพักหนังก็สลับมาเป็นเจมี่ร้องเพลงบ้าง แต่เหตุการณ์มันเป็นตอนที่ทั้งสองกำลังเริ่มรักกันใหม่ ผมก็เลยนึกว่า อ๋อ ฉากแรกเป็นตอนจบใช่ไหม แล้วฉากต่อๆ มาก็จะเล่าย้อนให้เราดูใช่ไหมว่าพวกเขารักกันยังไง

แต่ที่ไหนได้มันเล่าเรื่องแบบ… สมมติลำดับเรื่องคือ 1 – 10 นะครับ หนังเล่าแบบ 10 – 1 – 9 – 2 – 8 – 3 – 7 – 4… ประมาณนี้น่ะครับ (มันดู Memento มากๆ เลยเน้อะ 5555)

ผมไม่ปฏิเสธครับว่าเป็นความพยายามที่สร้างสรรค์ แต่มันทำยาก เพราะอารมณ์ระหว่างดูเหมือนถูกหั่นเป็นห้วงๆ เช่น ฉากแรกเห็นแคธี่เศร้า ก็เหมือนหนังจะบิ้วเราให้เศร้านะ แต่สักพักหนังก็ตัดมาเล่าเรื่องไทม์ไลน์ของเจมี่ หนังก็เปลี่ยนอารมณ์มาเป็นสุข (มันคือฉากที่ทั้งสองกำลังจะกินตับน่ะครับ พูดง่ายๆ เลย) ทีนี้อารมณ์สุขๆ คึกคักๆ มันก็เริ่มมาแล้วนะ แต่พอฉากต่อมาหนังก็ไปเล่าตอนแคธี่กำลังโกรธเจมี่แบบพุ่งพล่านอีก เอ้า สลับอารมณ์อีกแล้ว

และพอเรากำลังจะเห็นใจแคธี่นะ หนังก็ตัดมาเป็นตอนทั้งสองหวานแหววอีก…

สารภาพจากใจครับ… ระหว่างดูนี่เหมือนอารมณ์ถูกเหวี่ยงไปมา ซึมเศร้าสลับเพ้อคลั่งตลอดเลย

พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือ มันอินยากครับ อารมณ์มันสวนทางกันตลอด คือถ้าดูเอาเนื้อหามันก็ได้น่ะครับ ดูให้รู้ถึงธรรมชาติของคนรักกันที่ย่อมมีวันหวานและวันจืดจาง แต่ในแง่อารมณ์แล้วมันค้านๆ ขัดๆ กัน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วแต่ละฉากทำออกมาได้ดีนะครับ มีความสวยงามหรือเศร้าลึกผสมผสานอยู่ในฉากนั้นๆ แต่ปัญหาคือพอสลับอารมณ์บ่อยๆ ความอินเลยไม่มานั่นเอง

อันนี้ผมพูดถึงความรู้สึกผมคนเดียวนะครับ ไม่แน่ว่าท่านอื่นๆ ดูแล้วอาจจะชอบสไตล์แบบนี้ก็ได้

และจุดที่ทำให้หนังทำยากขึ้นไปอีกคือหนังร้องเพลงกันตลอด ไม่มีจังหวะคุยกันแบบปกติเลยน่ะครับ (คืออาจมีบ้าง แต่ก็เป็นเหมือน “ท่อนแร็พ” ระหว่างเพลง มากกว่าจะเป็นการคุยกันจริงๆ) มันเลยไม่มีการผ่อนหรือสลับอารมณ์เลย และอีกอย่างคือผมรู้สึกเหมือนดู MV ต่อกันไปเรื่อยๆ (แล้วยังเป็น MV ที่สลับอารมณ์ระหว่างแรกรักกับรักหมดอายุอีกนะ) ซึ่งสำหรับผมแล้ว ความคล้อยตามเรื่องราวและอารมณ์หนังเลยไม่มากเท่าที่ควรน่ะครับ

จริงๆ การที่หนังร้องเพลงทั้งเรื่องมันก็ไม่เชิงเป็นปัญหานะครับ เพราะ Les Miserables ก็ร้องทั้งเรื่อง แต่ความต่างคือเรื่องนั้นมันลำดับอารมณ์ตามไทม์ไลน์ปกติ จากสุขไปเศร้า จากเศร้าก็ค่อยๆ สุข จากหมดหวังก็ค่อยๆ มีความหวัง คือมันบิ้วอารมณ์เราไปตามท้องเรื่อง แต่กับเรื่องนี้ การเล่ามันทำให้อารมณ์เราโดนเหวี่ยงน่ะครับ ความสมูทที่พึงมีเลยพลอยน้อยลงไป

ต้องบอกก่อนนะครับว่าไม่ใช่ว่าไม่ชอบ จริงๆ โอเคกับหนังอยู่ แต่เพียงคิดว่ามันคงโอเคได้มากกว่านี้ ^_^

ทราบครับว่าหนังดัดแปลงจากละครบอร์ดเวย์ที่โด่งดังมากว่า 15 ปีแล้ว จริงๆ ก็อยากหาโอกาสลองดูเหมือนกันว่าอารมณ์ตอนเป็นลคระเวทีนั้นจะให้ความรู้สึกแบบไหน (แต่คาดว่าน่าจะให้อารมณ์ที่พอเหมาะ ไม่งั้นคงไม่ได้รับความนิยมนานเป็น 10 ปีแบบนี้)

ผมเลยบอกครับว่าหนังทำยาก การเล่าเรื่องมันต้องแม่นและมีจุดพอดี เพราะหนังรักแบบนี้เรื่องอารมณ์มันสำคัญมากมาย คนดูจะร้องไห้หรือหัวเราะไปกับชีวิตตัวเอก มันก็ต้องเล่าให้พอเหมาะ อารมณ์ถึงจะมา ซึ่งก็เห็นใจผู้กำกับ Richard LaGravenese เหมือนกันครับ เพราะจริงๆ เขาก็เคยทำหนังดีอย่าง Freedom Writers และ P.S. I Love You (จริงๆ Beautiful Creatures ก็ไม่ถึงขั้นเลวร้ายด้วยครับ) แต่กับเรื่องนี้โจทย์มันยากจริงๆ

เอาเป็นว่าคอหนังเพลงและหนังรัก ลองลิ้มดูได้ครับ เพียงแต่อาจต้องปรับอารมณ์ตามสไตล์การเล่าเรื่องสักหน่อย หากปรับจูนสำเร็จท่านอาจชอบหนังเรื่องนี้ก็ได้ (แต่เสียดายที่ผมทำไม่สำเร็จครับ)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

 

โฆษณา