รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Love & Mercy (2014) คนคลั่งฝัน เพลงลั่นโลก

MV5BMTk1MTkwMzU4Nl5BMl5BanBnXkFtZTgwNjY0MDE1NTE@._V1_SY1000_SX674_AL_

ความสุขอย่างหนึ่งของคนรักหนังอย่างผม คือการนั่งดูหนังสักเรื่องแล้วโดนใจแบบไม่คาดฝันน่ะครับ โดยเฉพาะหนังฟอร์มเล็กๆ นอกกระแสที่เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับมันมากนัก

ถ้าดูแล้วโดนนี่เหมือนเราเดินไปเจอแบงค์พันอะไรประมาณนั้นเลย ^_^

และ Love & Mercy ก็คือแบงค์พันใบล่าสุดที่ผมพบครับ หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงของชีวิต ไบรอัน วิลสัน นักร้องและนักประพันธ์เพลงระดับตำนานแห่งวง The Beach Boys

ไบรอันคนนี้นี่แหละครับที่มีบทบาทต่อวงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง กล่าวคือเขาร้องเพลงด้วย แล้วก็แต่งเพลงอีกกว่า 20 บทเพลง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงฮิตครับ (บางเพลงไม่ฮิตทันที แต่ก็มาฮิตอีกทีเมื่อเวลาผ่านไป)

หนังตัดสลับเล่าชีวิต 2 ช่วงของไบรอัน ช่วงแรกคือตอนไบรอันยังหนุ่ม (แสดงโดย Paul Dano) อันเป็นช่วงที่วงกำลังดังและไบรอันก็พยายามสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ๆ ให้กับวง (เพราะเขามองว่าวงควรก้าวต่อ ไม่ควรทำแต่อะไรเดิมๆ แต่ควรจะโตขึ้น) ก็เลยประพันธ์เพลงแนวใหม่ๆ เนื้อใหม่ๆ ออกมา ซึ่งก็แน่นอนว่าคนรอบตัวก็มีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ เข้าใจและไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น

ส่วนอีกช่วงคือไบรอันช่วงยุค 80 (รับบทโดย John Cusack) ที่อยู่ในสภาวะบอบช้ำที่ทางจิตใจ และโดนจิตแพทย์ยูจีน แลนดี้ (Paul Giamatti) บำบัดแบบฮาร์ดคอร์สุดๆ ซึ่งพอดีว่าไบรอันได้รู้จักกับ เมลินดา (Elizabeth Banks) สาวสวยจิตใจดี ซึ่งเธอคนนี้นี่เองครับที่กำลังจะมีส่วนช่วยไบรอัน ในการฟื้นฟูจิตใจตนเองให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

หนังอาจจะไม่ได้เน้นที่เพลงประกอบมากนักครับ คือมีน่ะมี มีพอสมควร แต่ไม่ได้เน้น ที่เน้นน่ะก็คือเรื่องเชิงดราม่าครับ หนังถ่ายทอดให้เราเห็นชีวิตวัยหนุ่มของเขา บอกให้เรารู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อเป็นเช่นไร (ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่สวยงามนัก) ไหนจะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนร่วมวงที่บางครั้งก็เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้น (เช่น ไบรอันแต่งเพลงออกมาด้วยอารมณ์หนึ่ง แต่สมาชิกในวงบางคนตีความไปอีกทาง แล้วก็กลายเป็นเรื่องขัดแย้งกัน)

หนังเล่าเรื่องในช่วงวัยหนุ่มได้อย่างดีเลยครับ ทำให้เราเข้าใจเลยล่ะว่าทำไมไบรอันในช่วงเวลาต่อมาถึงได้มีสภาพจิตใจแบบนั้น อันนี้ต้องขอชม Dano ครับที่ถ่ายทอดอารมณ์ของไบรอันในช่วงนี้ได้อย่างถึงขีด คือดูแล้วเราสงสารเขาเลยน่ะ เพราะหลายๆ อย่างมันไม่ใช่ความผิดเขาเลย และจริงๆ เขาเป็นผู้ถูกกระทำอีกต่างหาก น่าเห็นใจมากๆ เลยครับ

ส่วนเหตุการณ์ในยุค 80 Cusack ก็แสดงดีครับ เพียงแต่ความเด่นในช่วงนี้จะไปตกอยู่กับ Banks และ Giamatti 2 คนนี้แสดงได้อย่างน่าจดจำมากๆ Banks ก็แสดงให้เห็นครับว่าเธอเป็นคนจิตใจดี แต่ก็พร้อมจะลุกขึ้นปกป้องตนเอง พร้อมจะยืนหยัดเพื่อทำในสิ่งที่เธอเชื่อ ส่วน Giamatti ก็สื่อความเป็นคุณหมอบ้าอำนาจได้อย่างถึงขีดจริงๆ

ครับ ดาราดี ทีมเขียนบทอย่าง Oren Moverman และ Michael A. Lerner ก็จับประเด็นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ และผู้กำกับ Bill Pohlad ก็คุมหนังได้ดีครับ ซึ่งก่อนหน้านี้เขานั้นเคยอยู่แต่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างหนังอย่าง Into the Wild, The Tree of Life และ 12 Years a Slave ยังไม่เคยกำกับหนัง เพิ่งได้มาสำแดงฝีมือเรื่องแรกก็เรื่องนี้แหละครับ และผลที่ได้ก็นับว่าน่าชื่นชมมากๆ ทีเดียว

จัดเป็นหนังที่เข้มในเชิงดราม่าครับ ดูแล้วอินไปกับสิ่งที่ไบรอันเจอ ยิ่งดูก็ยิ่งสงสาร และรู้สึกอยากเอาใจช่วยเขาให้พ้นจากเรื่องไม่ดีโดยเร็ว… ทำให้เรารู้สึกอินได้แบบนี้ก็นับว่าหนังแน่พอตัวล่ะครับ

ใครที่ชอบดูหนังแนวชีวประวัติคนดนตรีล่ะก็ ผมขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ แม้องค์ประกอบทั้งหมดจะไม่สุดยอด แต่ก็ถือว่าดีมากจนน่าพอใจ ดาราเล่นกันดี ปมตัวละครน่าติดตาม และที่ผมชอบมากๆ คือหนังมีการนำเสนอฉากเบื้องหลังการทำงานในห้องอัดแบบจุใจพอสมควร

ประมาณว่าเราจะได้ไบรอันคุมนักดนตรีให้มาประสานทำนอง (ในสไตล์ของเขา) จนเพลงค่อยๆ เข้าที่ทีละน้อย คือมันเป็นฉากที่สนุกครับ และดูไบรอันจะมีความสุขที่สุดแล้วล่ะ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ถ่ายทอดในสิ่งที่เป็นตัวเขาออกมา ไอ้ความอัดอั้นความเจ็บปวดที่มีมันลดลง เพราะเขาได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาในรูปแบบของเพลง (ที่เพราะซะด้วย) มันจึงเต็มไปด้วยมวลแห่งความเบิกบาน ดูแล้วรู้เลยว่า ณ ตอนนั้นตัวไบรอันเองเกิดสมดุลและเกิดความสุขผุดขึ้นในใจ ประหนึ่งมีน้ำพุอมฤตใจกลางตัวเขาก็ว่าได้

ผมว่ามันสะท้อนมิติแห่งความสุขของมนุษย์ได้ดีนะครับ ในแต่ละวันเราย่อมเจอทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย ซึ่งบางครั้งเราก็สามารถบรรเทาความรู้สึกแย่ๆ จากเรื่องร้ายๆ ได้ด้วยการทำในสิ่งที่รัก มันคือการบำบัดที่ทรงพลัง มันคือกระบวนการปรับตัวต่อความทุกข์ที่จะนำสมดุลมาสู่จิตใจเราได้ตามธรรมชาติ

แต่น่าเสียดายครับที่แม้ไบรอันจะได้เจอวิธีบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ตัวเองขนาดนี้แล้วก็ตาม ทว่าคนรอบข้างกลับไม่ช่วยบรรเทาทุกข์ ซ้ำยังช่วยเติมทุกข์ให้ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) อีก

ดูแล้วตระหนักเลยครับว่าทุกนาทีที่เราใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น สิ่งที่เราทำมันอาจไปกำหนดสุขหรือสะกิดทุกข์ให้คนอื่นได้ทั้งสิ้น

อย่าคิดว่า “เราทำอะไรมันเป็นเรื่องของเรา ไม่เกี่ยวกับใครหรอก” เพราะสุดท้ายแล้วมันก็มักจะเกี่ยวกระทบถึงคนอื่น ไม่มากก็น้อย

แต่ก็ยังดีครับที่อย่างน้อยไบรอันก็ได้เจอเมลินดา แม้มันอาจจะช้าไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสายไป…

… เราสามารถเลือกจะเป็นสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตใครสักคนได้ครับ

ปล. ถัดไปนี่มีสปอยล์นะครับ ไม่อยากทราบอย่าเพิ่งอ่านครับ

ในตอนจบของหนัง ยามที่ End Credits ขึ้นนั้นผมน้ำตาไหลเลยครับ หนังจบด้วยการเอาภาพของ ไบรอัน วิลสันตัวจริงกำลังร้องเพลงบนเวที คืออารมณ์มันตื้นตันนะครับ เพราะพอเราได้รับรู้ชีวิตของเขาแล้ว (ส่วนมากก็มีแต่ทุกข์ มีแต่เศร้า จนเขาแทบเสียจิตของตัวเองไป) แต่พอชีวิตมันพลิก พอเขาได้เจอคนดีๆ และได้เริ่มต้นใหม่ เขาก็สามารถเป็นคนที่มีความสุข เป็นคนที่มีคุณค่าได้ ซึงหลังจากเรื่องราวทั้งหมด ไบรอันก็แต่งงานกับเมลินดา (เรื่องจริงก็เป็นแบบนั้นครับ) แล้วเขาก็ทำอัลบั้มระดับตำนานได้อีกครั้ง

ถ้าก่อนหน้านี้ตอนผมเห็น ไบรอันร้องเพลง ผมก็อาจชื่นชมและเพลิดเพลินกับบทเพลงที่เขาขับขาน แต่หลังจากรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ภาพที่เราเห็นมันต่างออกไปครับ เพราะผมจะไม่ได้เห็นเพียงไบรอันร้องเพลงบนเวที แต่ผมจะเห็นไปถึงวันเก่าๆ ที่เขาฟันฝ่า เห็นวันลำบากเจียนตายที่เขาดิ้นรนจนพ้นมาได้

ผมคงยินดีกับเขาทุกเมื่อที่ได้ยินเพลงหรือได้เห็นเขาร้องเพลง

… ยินดีด้วยจริงๆ ครับ คุณ Brian Wilson ^_^

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

 

Advertisements