รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Blue Jasmine (2013) วิมานลวง

MV5BMTc0ODk5MzEyMV5BMl5BanBnXkFtZTcwMzI0MDY1OQ@@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

Blue Jasmine ถือเป็นหนังดราม่าเรียบง่ายแต่แซ่บสมองตามสไตล์ Woody Allen ที่เขียนบทและกำกับเองเช่นเคย

เรื่องราวเล่าถึง 2 พี่น้องที่ถูกรับมาเลี้ยง แล้วก็มีชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยคนพี่ที่ชื่อจัสมิน (Cate Blanchett) เป็นสาวสังคมหัวสูงที่มุ่งหมายชีวิตอันเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ ส่วนคนน้องอย่างจินเจอร์ (Sally Hawkins) ก็เป็นสาวบ้านๆ ที่ใช้ชีวิตตามยถากรรม ไม่ได้มีหลักการอะไรมากไปกว่าเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้รอดไปวันๆ

แล้วก็มีเหตุให้จัสมินกับจินเจอร์ต้องมาอยู่ด้วยกันครับ ซึ่งหนังก็ดำเนินไปแบบดราม่าแทรกอารมณ์ขันแบบ “ขำคิด” แบบที่ลุง Woody เขาถนัดเป็นหนักหนา

นั่นคือแม้จะเป็นดราม่า แต่ระหว่างทางก็จะมีบทสนทนาคมๆ ที่แอบกระทุ้งวิถีชีวิตของคนเราใส่ลงไป หรือไม่ก็มีสถานการณ์ขำๆ ที่ไม่ได้มีไว้ให้ขำอย่างเดียว แต่มีไว้ให้เราคิดพิจารณานัยต่างๆ ไม่ว่าจะเอามาย้อนดูตัว เอามาย้อนดูสังคม หรือเอามาย้อนดูค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ชอบยึดถือกัน ดูว่าอะไรเหล่านี้มันมีโฉมหน้าแท้จริงประมาณไหน น่าขำหรือน่าเดินตามเพียงไร

จุดเด่นของเรื่องขอยกให้การแสดงระดับตัวแม่ของ Blanchett ที่ถ่ายทอดบทจัสมินออกมาได้เยี่ยมครับ ทั้งยามเศร้ายามสุขหรือยามเครียด ทุกยามล้วนโดดเด่นจนไม่น่าแปลกใจเลยที่ออสการ์มอบรางวัลสาขานักแสดงนำหญิงให้เธอไปครองจากบทนี้ แสดงได้เฉียบมากๆ (โดยเฉพาะฉากสุดท้ายครับ สุดยอดมากๆ)

บทสมทบรายอื่นๆ ก็น่าจดจำไม่แพ้กันครับ ไม่ว่าจะ Hawkins ที่เหมาะมากกับผู้หญิงง่ายๆ ที่ปากกับใจตรงกัน (นี่ก็คู่ควรที่ได้ชิงออสการ์เหมือนกัน) ตามด้วย Alec Baldwin ในบทฮัล สามีของจัสมินที่ทำธุรกิจแบบเอาล่อเอาเถิดกับกฎหมายเป็นหลัก, Bobby Cannavale ในบทชิลลี่ พ่อหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่มาชอบจินเจอร์ และ Michael Stuhlbarg ในบทหมอฟันที่จัสมินไปทำงานด้วยช่วงแรกๆ แต่ละคนถือว่าเล่นได้ดีไม่มีผิดหวังครับ

ยอมรับว่าผมชอบหนังของลุง Woody ทุกเรื่องครับ จะชอบมากชอบน้อยก็ว่ากันไป แต่หนังของลุงเขามันมีอะไรให้ชอบเสมอ ไม่ว่าจะนักแสดงที่คัดมาดี หรือบทหนังที่แม้จะดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยแง่คิดที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือหนังลุงเขาจะชอบเอา “ด้านลบของมนุษย์” มาเล่าให้ขำ อย่างการคบชู้, คนคลั่งอีโก้, คนขาดความมั่นใจ หรือเรื่องของสังคมจอมปลอม ก็ล้วนโดนลุงเขาเอามาเล่าให้ขำคิดมานักต่อนัก

อีกอย่างที่ชอบคือการเล่าเรื่องแบบตัดสลับเหตุการณ์ ที่ตอนแรกอาจงงๆ นะครับ แต่หากดูไปสักพักจะเริ่มจับทางได้ และสำหรับผมถือว่าเป็นการเล่าที่เข้ากับเรื่องราว (โดยเฉพาะบทสรุป) เป็นอย่างยิ่ง และที่ขาดไม่ได้คือดนตรีกลิ่นอาย Jazz สวยๆ และ Blues ขลัง ซึ่งเอามาประกอบในหนังได้อย่างพอเหมาะเหมือนทุกครั้ง

กับเรื่องนี้ก็ถือว่าอยู่ในข่ายหนังดีที่น่าจดจำของลุงเขาครับ ถ้าใครชอบหนังดราม่าแบบลุงเขาก็จัดไปเลยครับ (หมายถึงสไตล์ Match Point น่ะนะครับ แต่ไม่ใช่แนว Midnight in Paris ที่จะมีกลิ่นแฟนตาซีมากกว่า) แต่ถ้าใครไม่สันทัดหนังที่ตัวละครมาพูดกันทั้งเรื่องแล้ว เรื่องนี้ก็อาจไม่แนวสำหรับท่านก็ได้ครับ ^_^

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

โฆษณา