รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Wrestler (2008) เดอะ เรสท์เลอร์ เพื่อเธอขอสู้ยิบตา

MV5BMTc5MjYyOTg4MF5BMl5BanBnXkFtZTcwNDc2MzQwMg@@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ขอยกให้ The Wrestler เป็น “หนังขยี้หัวใจ” ที่ผมชอบอย่างมากมายครับ

1. Mickey Rourke สุดยอดมาก เล่นดีเว่อร์ อารมณ์มันใช่ แววตามันได้ ดูแล้วยอมรับเลยครับว่าอินไปกับชีวิตของพี่แก ยามไหนที่เขาเจอเรื่องสุข เราก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม (บางทีน้ำตาคลอ) ไปกับเรื่องดีๆ ที่เขาเจอ

แต่ยามไหนที่ต้องเจอเรื่องใจสลายนี่ ใจเราก็วูบไปกับเขาด้วย พร้อมทั้งภาวนาว่าขอให้อย่าให้เขาต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกเลยได้ไหม สงสารจริงๆ นะ

2. หนังว่าด้วยเรื่องของนักมวยปล้ำรุ่นเก๋าแรนดี้ โรบินสัน เจ้าของฉายา เดอะ แรม (Rourke) ที่ปล้ำมานาน (มวยนะครับ มวย) จนพอถึงจุดหนึ่งเขาก็เริ่มทบทวนว่าจะดำเนินชีวิตแบบนี้ต่อไปจริงๆไหม มันดีแล้วจริงๆ หรือสำหรับอาชีพที่ต้องเจ็บตัวอยู่เสมอๆ แบบนี้

อย่างที่บอกครับ Rourke ถ่ายทอดบทแรนดี้ได้อย่างสุดยอด ดูแล้วมันอินจริงๆ แล้วยิ่งหนังถ่ายทำสไตล์กึ่งสารคดี อารมณ์มันยิ่ง Real ไปกันใหญ่

3. พูดถึงหนังที่ดูแล้วทั้งดิบทั้ง Real นี่ ยังไงผู้กำกับ Darren Aronofsky ก็ไม่เป็นสองรองใคร เขาทำได้เสมอครับ ถ่ายทอดออกมาได้ถึงอารมณ์ ดูแล้วจมไปกับโลกที่เขานำเสนอ บางจังหวะก็กระชากเราให้ล้มไปกับตัวละคร บางฉากก็กระตุกความตื้นตันของเราได้อย่างพอเหมาะ

(ถัดจากนี้คงมีสปอยล์แล้วล่ะครับ ไม่อยากทราบอย่าตามลงมาอ่านนะครับ ^_^)

4. Marisa Tomei ก็แสดงได้ดีเช่นเดิมกับบทแคสซิดี้ นางโชว์ในบาร์เปลื้องผ้า เธอตีโจทย์ได้แตกมากๆ ครับ คือจริงๆ บทเธอก็คือนางเอกนั่นแหละ เธอเป็นเหมือนความหวังของแรนดี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แรนดี้อยากลองเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่ต้องไปเจ็บตัวหรือเสี่ยงตายอีก

แต่ขณะเดียวกัน แม้เธอจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับแรนดี้ แต่เธอก็ไม่เข้าใจในความเป็นเขาอย่างถ่องแท้นัก (พอๆ กับที่เธอก็ยังไม่เข้าใจและสับสนในตนเองอยู่เหมือนกัน) เลยไม่แปลกหากความสัมพันธ์ของเธอและแรนดี้จะไม่ได้ลงเอยอย่างสวยงามแบบคู่อื่นๆ

เพราะโลกของพวกเขามันมีทั้งช่องว่างและความห่างไกลครับ แม้จะตัวคนเดียวเหมือนกัน ทำงานที่ตัวเองก็สงสัยว่า “จะยึดอาชีพนี้ไปตลอดดีไหม” เหมือนกัน และมีลูกติดเหมือนกัน แต่ก็มีอีกหลายอย่างเหลือเกินที่พวกเขายังจูนได้ไม่เข้ากัน

จริงๆ ก็ไม่แน่ครับ หากพวกเขาเจอกันเร็วกว่านี้ หรือหากต่างฝ่ายต่างมีเวลาให้กันมากกว่า การจูนปรับเข้าหากันอาจเกิดขึ้นได้…

… แต่น่าเสียดายที่บางครั้งโลกก็ไม่ได้หมุนในองศาที่เราภาวนาให้มันเป็น

5. Evan Rachel Wood ก็เล่นได้ดีในบท สเตฟานี่ ลูกสาวของแรนดี้ ผู้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้แรนดี้อยากเปลี่ยนชีวิต แต่ก็เช่นเดียวกับแคสซิดี้ครับ เธอเองกับแรนดี้ก็มีช่องว่างเช่นกัน

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ แคสซิดี้แม้จะมีช่องว่าง แต่ด้วยความที่เธอผ่านโลกมาเยอะ มีประสบการณ์มามาก เธอเลยยังพอเข้าใจแรนดี้บ้างในบางมุม แต่ทว่าสเตฟานี่เองซึ่งยังผ่านโลกมาน้อย ความเข้าใจต่อโลกก็พลอยน้อยตาม และนั่นทำให้เธอแทบจะไม่เข้าใจพ่อของเธอเลย

และยิ่งเธออยู่ในวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตนเอง (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ยังไม่เข้าใจตนเองเท่าใดนัก พอๆ กับยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ และยังไม่ค่อยเข้าใจโลก) ช่องว่างระหว่างเธอกับพ่อก็เลยมากขึ้นไปอีก

6. ดูๆ ไปแล้วสงสารแรนดี้อย่างมาก เพราะจริงๆ เขาก็พยายามแล้วครับ พยายามจะใช้ชีวิตตามปกติ เป็นพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ต พยายามเลิกอาชีพมวยปล้ำเพื่อถนอมร่างกายให้ได้อยู่ไปนานๆ แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อโลกที่เขาพยายามจะก้าวเข้าไปมันช่างแตกต่าง ลูกก็ไม่เข้าใจ คนที่เขารู้สึกดีๆ ด้วยก็ไม่เข้าใจ กระทั่งลูกค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ยังมาเรื่องมากกับเขาอีก…

มันไม่แปลกเลยครับที่เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาจะเกิดคำถามว่า “นี่ฉันมาทำบ้าอะไรตรงนี้เนี่ย?”

และมันไม่แปลกอีกเช่นกันที่สุดท้ายแล้ว เขาจะรู้สึกว่าโลกแห่งมวยปล้ำ มันคือบ้านของเขา เพราะแม้มันจะเจ็บตัว น่าเบื่อ และไร้อนาคต แต่คนในวงการส่วนมากจะเห็นใจกัน (เพราะเจ็บมาด้วยกัน เลือดสาดมาด้วยกัน ครอบครัวแตกแยกไม่ต่างกัน)

ไปๆ มาๆ บนเวทีมวยปล้ำที่อุดมด้วยความรุนแรง นักปล้ำด้วยกันกลับยังแสดงความอ่อนโยนและห่วงใยถามไถ่กันว่า “ไหวไหม? ไหวแน่นะ? พักก่อนไหม?”

แต่ในโลกจริงๆ ที่ดูรุนแรงน้อยกว่า เจ็บตัวน้อยกว่า หรือโหดร้ายน้อยว่า กลับแทบไม่มีใครห่วงใยกัน ต่างคนต่างเหมือนแปลกหน้า คนนั้นต้องการแบบนี้ คนนี้ต้องการแบบนั้น

และ “คุณ” ต้องฟัง “ฉัน” นะ

แล้วแบบนี้จะให้แรนดี้ยืนอยู่ตรงไหน ในเมื่อเขาได้ยินแต่เสียงคนอื่น ไม่ได้ยินเสียงของตัวเองเลย?

7. ผมจะไม่สรุปว่าแรนดี้คิดถูก เช่นเดียวกับจะไม่บอกว่าโลกนี้โหดร้าย แต่ ณ เหตุการณ์ในหนัง มันทำให้เราเข้าใจเลยครับว่าแรนดี้ไม่ไหวแล้ว เขาไม่มีที่ไปแล้ว และเขาได้พยายามแล้ว

ในสนามมวยปล้ำเขาเจ็บช้ำหนักหนาแค่ไหน มันก็แค่ช้ำกาย แต่โลกนอกสนามที่ไร้การต่อยตีมันกลับทำให้เขายืนแทบไม่ไหว เพราะไม่มีใครสนใจในความช้ำใจของเขาเลย ดีไม่ดียังซ้ำเติมอีกต่างหาก (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)

สารภาพเลยครับว่าตอนเขาพูดบนเวทีในฉากสุดท้าย น้ำตามันคลอขึ้นมาทันที

ใจก็ไม่อยากให้แรนดี้กลับไป อยากให้แรนดี้อยู่กินกับแคสซิดี้และคืนดีกับสเตฟานี่… แต่การที่แรนดี้ตัดสินใจไปอย่างนั้น… ผมเข้าใจนะ

… และถ้าผมอยู่ตรงนั้น ผมก็คงไม่ห้ามด้วย

8. ขอชมในความทุ่มเททีมงานทุกคนครับ โดยเฉพาะ Rourke ที่ทุ่มทุนมากๆ อย่างฉากที่เขากรีดมีดโกนที่หน้าน่ะ เขากรีดจริงนะครับ Rourke ทุ่มเทสุดๆ เพื่อให้สมกับที่ Aronofsky สู้เพื่อให้ Rourke ได้บทนี้มา

เพราะรู้ไหมครับว่าจริงๆ แล้วตอนแรกน่ะ สตูดิโอเขาอยากให้ Nicolas Cage มาเล่นบทนี้ แต่ Aronofsky ยืนกรานว่า Rourke คนเดียวเท่านั้นที่เป็น “เดอะ แรม” ถ้าไม่ให้ Rourke เล่นก็ไม่ต้องพูดกัน แม้ว่าสตูดิโอจะกล่อมยังไง Aronofsky ก็สู้เพื่อ Rourke มาตลอด จนสตูดิโอต้องยอมในที่สุด

9. ว่ากันว่า Aronofsky เคยอยากให้ Sylvester Stallone มาแสดงเป็นเดอะ แรม แต่ก็ล้มเลิกไปเพราะเขารู้สึกว่าบทนี้มันจะคล้ายกับร็อคกี้มากไปหน่อย ก่อนที่เขาจะปักหมุดบทนี้ให้กับ Rourke

10. หนังเรื่องนี้ทำให้ Roddy Piper นักมวยปล้ำระดับตำนานหลั่งน้ำตาขณะชมหนังเรื่องนี้ เพราะมันโดนใจชีวิตนักมวยปล้ำอย่างเขาเหลือเกิน

11. ถ้าอยากดูหนังดีที่มีการแสดงเข้มๆ ต้องเรื่องนี้เลยครับ ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)