รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Water Diviner (2014) จอมคนหัวใจเทพ

MV5BMjMzODA4NDYzM15BMl5BanBnXkFtZTgwMTc0Mzc0NDE@._V1_

The Water Diviner คือผลงานกำกับครั้งแรกของ Russell Crowe โดยเขารับบทนำด้วยครับ เป็นคอนเนอร์ ชาวไร่ชาวออสเตรเลียที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาลูกชายทั้ง 3 ที่ถูกส่งไปรบที่กัลลิโพลี ประเทศตุรกี แล้วก็ขาดการติดต่อไป

ซึ่งการตามหาลูกของเขานั้นก็ไม่ง่ายเลยครับ เพราะเขาต้องเผชิญกับชาวตุรกีมากมายที่จงเกลียดจงชังคนชาติอื่นที่มาทำสงครามกับชาติตน ไหนจะความยากลำบากในการตามหา เพราะเขาไม่รู้เลยว่าลูกๆ ไปรบที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร

แต่ลองว่าคนเป็นพ่ออย่างเขาตั้งใจถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่ยอมกลับไปโดยปราศจากข่าวคราวของลูกทั้ง 3 อย่างแน่นอน

หนังก็ออกมามีกลิ่นอายความเป็นหนังเอพิคพอสมควร (หนังย้อนยุค+สงคราม+ดราม่า+ประวัติศาสตร์) ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ ผมว่าตัวหนังก็ออกมาไม่เลวเลยครับ อาจมีช่วงเรื่อยๆ ไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าออกมาดีในระดับหนึ่ง

อันว่าข้อดีของหนังนั้น เริ่มจากการถ่ายภาพระดับเทพของ Andrew Lesnie ตากล้องมือออสการ์ผู้อยู่เบื้องหลังงานภาพสุดอลังการใน The Lord of The Rings และ The Hobbit ทุกภาค รวมถึง I Am Legend และ King Kong ด้วย ซึ่งภาพที่เราได้เห็นนั้นมันสวยงามจริงๆ ครับ โดยเฉพาะช็อตมุมกว้าง พวกทุ่งโล่ง ป่าโปร่ง ริมหาด แต่ละภาพดูอลังการ งดงาม มีมิติและได้อารมณ์อย่างยิ่ง

หรือกระทั่งฉากที่ไม่ได้ใหญ่โต อย่างฉากโรงแรมที่คอนเนอร์ไปพัก เขาก็สามารถจับภาพมุมสวยๆ ของโรงแรมมาดึงดูดสายตาของเราได้อย่างน่าปรบมือ ซึ่งบอกได้เลยว่าความเพลินของหนังกว่าครึ่งก็คืองานภาพครับ เป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ

แต่น่าเสียดายครับที่ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นงานชิ้นสุดท้ายของเขา เพราะ Lesnie ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อ 27 เมษายนที่ผ่านมาด้วยอาการหัวใจวายครับ นับเป็นความสูญเสียของวงการผู้กำกับภาพจริงๆ ผมก็ขอไว้อาลัยการจากไปของผู้กำกับภาพระดับเทพคนนี้ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในแง่ของเนื้อหา หนังก็เดินเรื่องได้น่าติดตามดีครับ อย่างที่บอกว่างานภาพคือพลังสำคัญ ช่วยเสริมในส่วนของเนื้อหาที่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรให้ดูเพลินและน่าติดตามมากขึ้น แน่นอนว่าการแสดงของ Crowe ยังคงไว้ใจได้ครับ ไม่ว่าจะยามสุขหรือยามเศร้า การถ่ายทอดอารมณ์ของเขายังถึงใจอยู่เสมอ

Olga Kurylenko สาวบอนด์ตอน Quantum of Solace มารับบทอายเซ ผู้ดูแลโรงแรม ที่สามีเธอก็หายไปในการรบเช่นกัน การแสดงของเธอก็น่าจดจำเช่นกันครับ โดยเฉพาะตอนความเกลียดชังคนชาติอื่นผ่านทางสายตา ดูออกเลยครับว่าเธอปวดใจจริงๆ

อีกคนที่ลืมไม่ได้คือ Dylan Georgiades เจ้าเด็กตัวน้อยลูกของอายเซ ก็ขโมยความเด่นได้พอสมควรครับ แต่บทของอายเซและลูกก็มีไม่มากนัก เพราะหนังจะเทน้ำหนักไปที่การค้นหาลูกกลางสนามรบของคอนเนอร์มากกว่า แต่ก็ถือเป็นส่วนเสริมที่ดีครับ

เป็นหนังที่ถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามได้ดีครับ เป็นอีกครั้งที่เราสัมผัสได้เลยว่าการฆ่ากันรังแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสีย ความเกลียดชัง และความเศร้าหมอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าสำหรับสมัยนั้น นี่คือทางออกที่หลายคนเห็นตรงกันว่าจำเป็น เลยดำเนินการรบเพื่อชิงชัยกัน

อย่างน้อยโลก ณ ตอนนี้ก็เรียนรู้และมาไกลจากจุดนั้นแล้ว… ใช่ไหมครับ ^_^ (ชักไม่แน่ใจ)

สรุปว่าเป็นหนังดราม่า+สงคราม+ประวัติศาสตร์ที่ทำออกมาดีในระดับที่น่าพอใจครับ ดาราดี ภาพมุมกว้างโดดเด่น การเดินเรื่องก็ชวนให้เราติดตามเอาใจช่วยว่าคอนเนอร์จะได้พบลูกไหม (หรือเขาจะต้องพบกับความเศร้าแทน) และด้วยความที่หนังยาวเพียง 1 ชั่วโมง 51 นาที มันเลยไม่มากจนเกินงามสำหรับเนื้อหาประมาณนี้

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements