รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Big Miracle (2012) ปาฏิหาริย์วาฬสีเทา

MV5BMjEzNTg5MjA5NV5BMl5BanBnXkFtZTcwNjk0MTk5Ng@@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ถ้าใครชอบหนังว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเหล่าสัตว์โลกน่ารักแล้วล่ะก็ Big Miracle น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวทีเดียวครับ

หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิดในปี 1988 ว่าด้วยภารกิจช่วยวาฬสีเทาที่อพยพย้ายถิ่นไม่ทัน จนโดนน้ำแข็งล้อมรอบกลางเขตพอยท์ บาร์โรว์ มลรัฐอลาสก้า ซึ่งหากปล่อยไว้ในสภาพนั้นไม่นานพวกมันก็จะต้องตายอย่างแน่นอน

ทีนี้ก็มีนักข่าวประจำอลาสก้านายหนึ่ง (John Krasinski) นำเสนอข่าวนี้สู่สายตาประชาชนอเมริกัน เลยทำให้ความช่วยเหลือหลั่งไหลมายังอลาสก้า (ก็มีทั้งคนที่จะมาชวยจริงๆ, คนที่จะมาเอาหน้า และสารพัดนักข่าวที่มาเพื่อเกาะกระแส) โดยพวกเขาก็ต้องแข่งกับเวลาครับ เพราะแต่ละนาทีที่ผ่านไปนั้น ก็เท่ากับชีวิตของเหล่าวาฬกำลังริบหรี่ลงทุกขณะ

ถือเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ ครับ ดาราเลือกมาก็ดึงดูดผู้ชมในระดับหนึ่ง นอกจาก Krasinski แล้วก็มี Drew Barrymore, Ted Danson, Tim Blake Nelson, Kristen Bell, Dermot Mulroney, Vinessa Shaw และ John Michael Higgins แต่ละรายก็เล่นได้ดีตามบทกำหนดครับ เพียงแต่อาจจะไม่มีใครโดดเด่นมากนักเท่านั้นเอง

กล่าวคือหนังเกลี่ยบทไปทั่วๆ จนทำให้รู้สึกเหมือนหนังสารคดีน่ะครับ โฟกัสของหนังจะพุ่งไปที่การช่วยชีวิตวาฬมากกว่าจะมาเล่าแบบเน้นความเด่นของตัวละคร แต่หากจะมีใครสักคนที่เด่นจนผมจำได้ล่ะก็ ต้องขอยกให้ John Pingayak ซึ่งเขาไม่ใช่นักแสดงอาชีพครับ แต่รับบทเป็นชนพื้นเมืองที่คอยเป็นตัวกลางประสานระหว่างคนนอกที่มาเพื่อช่วยวาฬกับชาวพื้นเมืองที่เห็นว่าการล่าวาฬคือสิ่งธรรมดาตามธรรมชาติของพวกเขา

Pingayak เด่นสะดุดตาผมในหลายฉากทีเดียว โดยเฉพาะการสื่อสารกับวาฬที่ดูขลังและน่าเชื่ออย่างมาก

แต่อย่างน้อยหนังก็เล่าเรื่องภารกิจช่วยชีวิตวาฬได้น่าพอใจครับ ดูไปก็อยากรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายพวกมันจะรอดได้อย่างไรท่ามกลางน้ำที่เย็นยะเยือก ก็มีดารามาสลับฉาก มีเนื้อเรื่องยิบย่อยแทรกมาดึงความสนใจคนดูเป็นระยะ ก่อนจะจบลงแบบให้มีความลุ้นนิดๆ ตามสไตล์หนังแนวนี้

หนังกำกับโดย Ken Kwapis (The Sisterhood of the Traveling Pants และ He’s Just Not That Into You) ซึ่งกับเรื่องนี้ก็ถือว่าสนุกไม่เลวครับ เพียงแต่มันอาจไม่ได้เด็ดมากมาย หรือชวนติดตามจัดๆ แบบ Dolphin Tale

ตัวหนังก็สะท้อนความจริงหลายๆ อย่างให้เราเก็บไปคิดครับ เช่น การรุกรานธรรมชาติของพวกบริษัทต่างๆ ซึ่งยังไงมันก็จะส่งผลกระทบมาถึงธรรมชาติไม่มากก็น้อย ดังนั้นที่เขาบอกว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวมันก็ไม่ใช่คำพูดลอยๆ ที่ไร้แก่นความจริง

ก็เป็นอีกหนึ่งหนังที่กระตุ้นให้เรารักธรรมชาติและเอื้อเฟื้อต่อสัตว์ร่วมโลก ในแง่หนังก็ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ คืออาจไม่ลงตัวสุดยอดนัก แต่ก็ถือว่าน่าพอใจแล้วล่ะครับสำหรับหนังแนวนี้ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements