รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

August: Osage County (2013) ออกัส: โอเซจ เคาน์ตี้

MV5BNzQ5ODE4NTcxNV5BMl5BanBnXkFtZTgwNjkyNDQ0MDE@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

August: Osage County อาจอยู่ในหมวดหนังน้ำเน่าที่ว่าด้วยครอบครัวเวสตันที่เต็มไปด้วยปัญหา ทั้งคนรุ่นพ่อรุ่นแม่และรุ่นลูก แต่ละคนล้วนมีปมในใจ อีกทั้งช่องว่างระหว่างวัยก็ทำให้คนแต่ละรุ่นห่างไกลกันออกไปเรื่อยๆ

มิหนำซ้ำแต่ละคนยังตั้งกำแพงหนาๆ ใส่กันอีกต่างหาก… ครอบครัวนี้เลยอุดมไปด้วยดราม่า และสารพัดดราม่าที่ว่าก็กลายมาเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ

ผมขอไม่แจกแจงพล็อตนะครับว่าใครมีปัญหากับใคร หรือมันเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวนี้บ้าง นอกจากบอกคร่าวๆ ว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องก็เกิดจากเบเวอร์ลี่ (Sam Shepard) หัวหน้าครอบครัวเวสตันได้หายตัวไป เลยทำให้ลูกสาวทั้งสาม (Julia Roberts, Julianne Nicholson และ Juliette Lewis) ต้องกลับมาช่วยดูแลแม่ (Meryl Streep) ที่แสนดื้อรั้นและมีอาการทางประสาท ส่วนเนื้อเรื่องถัดจากนั้น ไปดูเองย่อมสนุกกว่าครับ ^_^

ไฮไลท์สำคัญคือดารานี่แหละครับ รวมตัวพ่อตัวแม่มาแบบจัดเต็ม เอาแค่ Streep คนเดียวจริงๆ ก็เหลือแหล่แล้ว นี่ยังได้ Roberts ที่แสดงได้เข้มมากๆ มาร่วมประชันกัน ไหนจะมี Lewis, Chris Cooper, Ewan McGregor, Dermot Mulroney, Margo Martindale, Abigail Breslin และ Benedict Cumberbatch แต่ละคนมาผลัดกันปล่อยของตลอดทั้งเรื่อง ดังนั้นถ้าใครชอบหนังที่มีนักแสดงเด็ดๆ มาโชว์ฝีมือกันล่ะก็ เรื่องนี้ถือว่าห้ามพลาดเลยล่ะครับ

ในแง่ของปมตัวละครก็ชวนให้ติดตามดี อย่างที่บอกครับว่าจริงๆ แล้วมันก็น้ำเน่านั่นแหละ แม่ไม่ถูกกับลูก แม่มีปม ลูกก็มีปม ผลัดกันใส่อารมณ์ทะเลาะกัน บ้างก็โทษกันไปกันมา แต่จังหวะการนำเสนอมันพอเหมาะ ซึ่งก็ต้องขอชม Tracy Letts เจ้าของบทละครดั้งเดิมที่สร้างเรื่องได้อย่างน่าสนใจ แล้วเขาก็ลงมือดัดแปลงมันมาเป็นบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเพราะเขาคือเจ้าของเรื่องราวแต่แรก เลยทำให้บทมันดูแน่น เข้มข้น และแต่ละเรื่องราวที่เกิดมันก็มีเหตุผลรองรับในแบบของมัน ว่าง่ายๆ คือมันดูน่าเชื่อน่ะครับ เชื่อว่าคนนั้นเป็นแบบนี้ คนนี้เป็นแบบนั้น หรือเชื่อว่าคนนั้นตัดสินใจแบบนี้เพราะอย่างนี้ ทุกอย่างมันดูกลมกลืนดีทีเดียว

ฉากที่ถือว่าเป็นฉากเด่นของเรื่องคงต้องยกให้ฉากบนโต๊ะอาหารน่ะครับ ดารารับส่งพลังกันได้ดีมากๆ จากจุดธรรมดาๆ (ที่แอบมาคุ) เรื่องมาจนถึงจุดพีค อารมณ์มันได้จริงๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าอีกคนที่ควรได้รับคำชมคือผู้กำกับ John Wells ที่เคยกำกับ ER อยู่หลายตอน แล้วก็งานก่อนหน้านี้คือ The Company Men ที่เป็นดราม่ารวมดาราเหมือนกัน แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว August: Osage County ถือว่าจัดจ้านเข้มข้นกว่า ส่วนหนึ่งก็เพราะพลังดาราที่จัดเต็มกว่า และบทที่มันกว่านั่นเอง

สรุปเบื้องต้นได้เลยว่าผมชอบครับ ดาราดี หนังน่าติดตาม เป็นดราม่าน้ำเน่าที่เข้าท่ามากๆ ถ้าใครชอบหนังที่พลังดารามาเยอะๆ หรือชอบหนังว่าด้วยปัญหาครอบครัวล่ะก็ ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ

+++++ ถัดจากนี้มีสปอยล์ครับ ไม่อยากทราบข้ามได้เลยครับ +++++

การดู August: Osage County ทำให้คิดถึงความจริงง่ายๆ ครับ ว่าครอบครัวคือเบ้าหลอมคน อันว่าเราเป็นเช่นไรนั้นก็เกิดจากการหล่อหลอมของคนในครอบครัวนั่นเอง ซึ่งแต่ละตัวละครที่เราเห็นในเรื่องนั้น การที่เขาเป็นคนแบบไหนนั่นก็เพราะครอบครัวส่งผลต่อพวกเขา เช่น ตัวละครอย่างลิตเติ้ล ชาร์ลส (Cumberbatch แสดงได้ดีมากๆ) เขาเป็นคนขาดความมั่นใจ ก็เพราะแม่ชอบสั่งและบงการชีวิตตลอด ชอบบ่นว่าหาว่าเขาไม่ได้เรื่องอยู่เสมอ พอเจอแบบนี้มากๆ เข้าเลยไม่แปลกหากตัวละครนี้จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า สุดท้ายก็พลอยหมดความมั่นใจในตัวเองไป

หรือบทบาร์บาร่า (Roberts) ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่โดยตลอด เพราะเธอต้องทนแม่มานาน ไม่ว่าแม่จะทำอะไรที่มันเอาแต่ใจหรือไร้สาระแค่ไหน จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อเธอโตพอและหมดความอดทน เธอเลยประกาศต่อหน้าทุกคนเลยว่า เธอขอยึดอำนาจการตัดสินใจในบ้านทั้งหมด เธอจะไม่ให้แม่ใช้อำนาจตัดสินใจบ้าๆ หรือตั้งตัวเป็นใหญ่คอยกำหนดชีวิตใครอีกแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเธอหลายครั้งก็มีที่หักหาญน้ำใจพี่น้อง มีบ้างที่เธอเอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่ฟังใคร ซึ่งถ้ามองดีๆ ก็จะพบว่าเธอซึมซับสิ่งที่แม่เคยเป็นมาสู่ตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

นี่แหละครับ ที่บอกว่าคนในครอบครัวมีผลต่อตัวตนของเรา ก็เพราะเราจะซึมซับ เรียนรู้ หรือจดจำสิ่งที่คนรอบตัวของเราเป็น (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) แล้วในที่สุดเราก็จะกลายเป็นสิ่งที่เราพบเจอเป็นประจำนั่นเอง

ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมคือเบ้าหลอมคนจริงๆ ครับ

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ยังไม่สายครับ หากเรารู้ตัวว่าสิ่งที่เราเป็นบางอย่างมันคือสิ่งที่ไม่ดี หรือมันคือสิ่งที่เราเองก็เคยเกลียดเมื่อในอดีต เราก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ ไม่ว่าจะพยายามเปลี่ยนตัวเองหรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อฟอร์มตัวตนขึ้นใหม่ (เท่าที่ทำได้) ซึ่งถึงแม้สุดท้ายเราจะเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละครับที่เราสามารถเปลี่ยนหรือพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นได้

การที่เรารู้จักตนเองจากอดีตถึงปัจจุบัน จะเป็นประโยชน์มากต่อเราในอนาคตครับ

แต่มีข้อแม้เล็กๆ ว่า พอรู้จักแล้ว อย่าเอาแต่โทษตัวเอง หรือโทษคนอื่นที่ทำให้เราเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทว่าเราควรหาทางเปลี่ยนอะไรที่ไม่ดีจะดีกว่า และมีประโยชน์กว่ามากครับ (โทษอดีตก็เท่านั้นครับ มาสร้างปัจจุบัน อันเป็นการกำหนดเข็มทิศให้อนาคตดีกว่า) ^_^

สรุปอีกทีว่าเรื่องนี้ดีครับ ดูแล้วเอามาย้อนดูตัวได้ด้วย

สามดาวครับ

Star31

(8/10)