Action

Tomorrowland (2015) ผจญแดนอนาคต

MV5BMTQ4OTgzNTkwNF5BMl5BanBnXkFtZTgwMzI3MDE3NDE@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

ผมชอบ Tomorrowland แม้มันจะไม่ได้สนุกมากมายดังที่หวังไว้ แต่สิ่งที่โดนใจคือ จินตนาการ และประเด็นสาระที่หนังต้องการสื่อครับ ^_^

1. สิ่งแรกที่ควรทราบก่อนตัดสินใจชมคือ นี่เป็นหนังไซไฟแฟนตาซีครับ ฉากแอ็กชันมีไม่กี่ฉาก ดังนั้นถ้ามุ่งหมายอะไรมันส์ๆ ล่ะก็ ขอให้ปรับความคาดหวังก่อนดูครับ

2. ในแง่ความสนุกแล้ว ช่วงต้นๆ ถือว่าทำได้ดีเลยครับ หนังแนะนำให้เรารู้จักแฟรงค์ วอลเกอร์ (George Clooney) ตามด้วยเคซี่ย์ นิวตัน (Britt Robertson) สาวน้อยที่ได้เหรียญทูมอร์โรว์แลนด์แบบไม่คาดฝัน

ปมครึ่งแรกก็น่าติดตามดีครับ มันชวนให้เราอยากรู้ว่าทำไมเคซีย์ถึงได้เหรียญ? อะไรคือทูมอร์โรว์แลนด์? และแฟรงค์รู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง ซึ่งหนังก็มีการตามปมและแทรกแอ็กชันแฟนตาซีเป็นพักๆ ครึ่งแรกเลยออกมาเพลิน ดูสนุก

ครั้นพอเรื่องเข้าครึ่งหลัง หนังเริ่มช้าลงครับ บางช่วงก็ช้ามาก ซึ่งผมเองก็แอบรู้สึกเหมือนกันครับว่าถ้ามันกระชับกว่านี้ก็คงดี

ครึ่งหลังนี่จะเน้นไปที่บทสนทนา แนวคิด ผสมปรัชญาและสาระ ซึ่งผมก็ชอบนะครับ ประเด็นต่างๆ มันน่าคิดจริงๆ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ถ้ากระชับกว่านี้ หรือมีลูกเล่นมาแทรกเพื่อดึงความสนใจมากกว่านี้ ก็คงจะแจ๋วขึ้นอีกมากทีเดียว

3. Robertson น่ารักมากครับ เธอแสดงเป็นเคซี่ย์ได้อย่างมีชีวิตชีวา ส่วน Clooney ก็คงเส้นคงวาอยู่แล้ว ตามด้วย Raffey Cassidy ในบทเอธีน่า ซึ่งเธอมีบทบาทใดก็ขอให้ลองตามไปดูกันครับ แต่ก็บอกได้ว่าเธอแสดงได้น่าจดจำไม่น้อยเหมือนกัน

และอีกรายที่มาเนิ่บๆ แต่ก็ได้ใจเช่นเดิมก็คือ Hugh Laurie มาดพี่แกเหมาะกับบทนิกซ์ดีครับ (แต่ก็แอบคิดให้บทพี่แกมีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่เหมือนกัน)

4. ผมพอเข้าใจครับ ว่าทำไม Brad Bird ถึงยอมสละเก้าอี้ผู้กำกับ Star Wars: Episode VII – The Force Awakens (ทั้งที่เขาเป็นตัวเลือกหมายเลข 1) แล้วมากำกับเรื่องนี้แทน

เพราะโดยแนวคิดมันเจ๋งนะครับ พล็อตมันกระตุ้นจินตนาการอย่างมาก เนื้อเรื่องก็มีความหมาย อีกทั้งสาระมันยังสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดี (แบบที่ Bird เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาอยากทำเพราะหนังมันมีความเป็น Original ในตัวเอง)

คิดไปคิดมาก็พอจะเข้าใจในตอนครึ่งหลัง ที่หนังช้าลง ไม่มีอะไรมากมาย ก็คงอยากเน้นและอยากนำเสนอ “สาระสำคัญ” ของหนังนั่นแหละครับ ให้เราพุ่งความสนใจไปที่ประเด็นเหล่านั้นมากกว่าจะแทรกฉากบู๊ล้างผลาญ (ซึ่งการที่หนังมีฉากแอ็กชันน้อยๆ มันก็แอบสอดคล้องกับ “ประเด็นหลัก” ของหนังอยู่เหมือนกัน) แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับครับว่าการเลือกนำเสนอในทิศทางนั้น เป็นการนำเสนอที่เสี่ยงต่อความเนิ่บทางอารมณ์พอสมควร

5. ดนตรีของ Michael Giacchino (The Incredibles, Star Trek, Super 8, Ratatouille และ Star Trek Into Darkness) โดดเด่นน่าจดจำและสร้างอารมณ์ได้ดีเช่นเคย กลิ่นอายดนตรีเหมือน Danny Elfman มาเจอกับ Alan Silvestri น่ะครับ ให้อารมณ์ลึกลับบวกผจญภัยและเรทโทรนิดๆ

(ถัดจากนี้คงสปอยล์แล้วล่ะครับ ไม่อยากทราบหยุดการอ่าน ณ ตรงนี้ได้เลยครับ)

6. ผมโดนใจกับหลายอย่างในเรื่อง อย่างแรกคือชอบ “ที่มา” ของทูมอร์โรว์แลนด์ครับ มันเจ๋งนะ เมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดยการร่วมมือกันของอัจฉริยะระดับโลก ผมชอบประโยคที่ว่า “สมมติว่าคนเก่งที่สุดของโลกมาร่วมมือกันทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อกู้โลกให้ได้ผลจริงๆ น่ะ มันจะเป็นยังไง” แค่คิดก็ขนลุกแล้ว

ประเด็นต่อมาก็เรื่องการคิดบวกคิดลบนี่แหละครับ เหมือนที่เขาบอกว่าเห็นน้ำครึ่งแก้วแล้วคุณมองว่ามัน “เหลือแค่ครึ่ง” หรือ “ยังเหลืออีกตั้งครึ่ง” นั่นแหละ

ในสถานการณ์เดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน หรือปัญหาเดียวกัน แต่ละคนก็ย่อมมองมันต่างกันไป ตามแต่ทัศนคติประจำตน บางคนสู้ บางคนถอย บางคนยอม บางคนพยายามหาทางอื่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าบางปัญหาเราอาจแก้ไม่ได้จริงๆ ต่อให้คิดบวกแค่ไหนก็เถอะ

แต่กระนั้นหากเราลองพยายามทำอะไรสักอย่างที่จะแก้ปัญหา โอกาสที่เราจะเอาชนะได้ก็อาจเพิ่มขึ้น จาก 0% เป็น 1% อะไรทำนองนี้ (ว่าง่ายๆ คือลองทำอะไรสักอย่าง ดีกว่ายอมแพ้แต่เริ่ม โดยไม่พยายามทำอะไรเลย)

ขณะเดียวกันผมก็ชอบที่นิกซ์เสียดสีมนุษย์โลก คือจริงๆ พวกเรารู้ทั้งรู้ว่าโลกกำลังต้องการความช่วยเหลือ ภัยธรรมชาติเริ่มเกิดบ่อย ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มร่อยหรอ จิตใจคนตกต่ำ เศรษฐกิจบางครั้งก็กลายเป็นโซ่ล่ามคน ฯลฯ แต่คนส่วนใหญ่ก็ทำทองไม่รู้ร้อน โลกจะแตกก็แตกไปสิ (หรือไม่ก็เอาประเด็นโลกแตกมาทำหนังโกยเงินซะ 555)

ลองว่ามนุษย์ตอบสนองต่อ “อนาคต” ของตนเองแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่นิกซ์จะมองมนุษย์ว่าเป็นตัวหายนะที่ไร้โอกาสรอด (ก็ไม่ต่างจากที่หนัง I, Robot หรือ Eagle Eye เคยเล่นประเด็นนี้ไว้นั่นแหละครับ) ดังนั้นจะอยู่หรือตายก็แล้วแต่เถอะ

7. ประเด็นถัดมาที่น่าคิดก็คือคำถามที่เคซี่ย์คิดน่ะครับ ว่าโลกทุกวันนี้มันถูกล้อมด้วยแนวคิดเชิงลบ แนวคิดแง่ร้าย แนวคิดถึงเรื่องหายนะและจุดจบมากเกินไป ซึ่งการที่โลกที่รายล้อมด้วยเรื่องลบๆ แบบนี้ มนุษย์ก็มีปฏิกิริยาได้หลายแง่ล่ะครับ แง่หนึ่งอาจตื่นตัวแล้วก็หาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อปรับอนาคต ไม่ให้ลงเอยแบบนั้น

แต่อีกแง่ก็คือ มนุษย์เลือกที่จะ “ปรับตัว” เข้ากับเรื่องหายนะเหล่านั้น (ว่าง่ายๆ คือ “ชิน” นั่นแหละครับ) จนลงเอยด้วยการรู้สึกรู้สากับเรื่องพวกนี้น้อยลงไปเรื่อยๆ

เหมือนเวลานั่งมอเตอร์ไซค์แล้ว “ควรใส่หมวกกันน็อกหากไม่อยากตาย” ทีนี้พอนานๆ ไปไม่เกิดอะไร ไม่ยักกะตาย ก็ไม่แปลกที่หลายคนจะเลิกสวม เพราะ “ชิน” แล้ว และสมองก็โดนปรับความคิดจนกลายเป็นว่า “ไม่เป็นไรหรอก”

“ปรับตัวเพื่อเปลี่ยน” กับ “ปรับตัวเพื่อชิน” นี่มันให้ผลลัพธ์ไปคนละลู่เลยครับ… ประเด็นคือเรากำลังทำแบบไหนกันล่ะนี่

8. นิกซ์ก็กัดมนุษย์ได้เจ็บไม่น้อย โดยการบอกในทำนองว่า “ก็เพราะมันคืออนาคตที่ยังมาไม่ถึงไง คนเลยไม่ตื่นเต้นมากมาย เพราะมันไม่ใช่ตอนนี้สักหน่อย” จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองอนาคตแบบไม่จริงจังอะไรกับมันมาก

9. แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำให้โลกนี้รายล้อมด้วยความคิดบวกล่ะ ชักชวนให้คนมีความหวังแล้วก็มีแรงเดินหน้าทำตามที่หวังล่ะ โลกจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่นี่ไหม?

จริงๆ เป็นแนวคิดที่สวยงามนะครับ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ชีวิตคนล้อมรอบด้วยข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ดูจากข่าว หนังสือพิมพ์ รวมถึงเรื่องที่คนชอบดราม่าในโซเชียลก็ได้

เพราะอย่างนี้หรือเปล่าโลกมันเลยน่าอยู่น้อยลง เพราะคนคุ้นกับอะไรร้ายๆ มีข้ออ้างในการทำสิ่งเลวร้าย (เพราะคนอื่นก็ทำ ทั้งที่จริงๆ มันอาจเป็นแค่คนส่วนน้อยมากๆ ก็ได้)

อีกทั้งแนวโน้มของคนยังดูเหมือนจะยอมรับเรื่องร้ายๆ แย่ๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อน ซึ่งมันไม่ได้เป็นการยอมรับแบบปล่อยวางด้วย แต่เป็นการยอมรับแบบหลับๆ ส่งๆ ไป คือถ้าเจอเรื่องแย่ๆ ก็ยังบ่นอยู่ ยังไม่ชอบอยู่ แต่ก็ก้มหน้า “ยอมรับ” ไม่ทำอะไร จนถึงจุดหนึ่งก็ชิน ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมออกแนวแย่มากขึ้น

เพราะการทำอะไรส่งๆ ไม่ใส่ใจ หรือทำอะไรตามใจตัวเองนั้นมันง่ายสำหรับทุกคนอยู่แล้วครับ (ทิ้งขยะตรงไหนก็ได้ ข้ามถนนตรงไหนก็ได้ หมวกกันน็อกไม่ต้อง ฯลฯ) ลองว่าสังคมไม่ว่าอะไรแบบนี้ คนก็จะทำกันมากขึ้นอยู่แล้วเป็นธรรมดา (เพราะการตามใจฉันมันแสนสบาย ทำได้ก็ทำสิ)

10. คำถามที่น่าสนใจคือ มันจะดีกว่าไหม ถ้ามีข่าวดีให้มากๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอยากทำสิ่งดีๆ อยากเปลี่ยนแปลงตนเอง หรืออยากเดินตามฝัน

ต้องยอมรับครับว่าฟันธงไม่ได้หรอก เพราะหากมองในมุมหนึ่ง การทำให้โลกเต็มไปด้วยข่าวดี ก็อาจทำให้คนหลับใหล ลุ่มหลง และระเริงจนไม่ทำอะไรอีกก็ได้ (ประมาณว่าดีเกินไป ไร้แรงกระตุ้น ก็เลยหลงคิดว่าทุกอย่างในชีวิตมันดีแล้ว สวยแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว)

เราคงต้องหาจุดกึ่งกลางในส่วนนี้ให้เจอครับ ซึ่งโลกจะรายล้อมด้วยเรื่องร้ายมากไปก็คงไม่ดี ต้องมีเรื่องดีๆ แทรกบ้างกระตุ้นความหวัง แต่ก็ต้องไม่ให้ดีเยอะเกินไป จนเราชะล่าใจ

… อะไรคือธรรมชาติของมนุษย์กันหนอ? นี่ก็น่าคิดเหมือนกัน (คิดเพื่อจะได้รู้แนวทางว่าควรทำอย่างไรดีกับอนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเราๆ)

11. สรุปว่าผมชอบสาระดีๆ และครึ่งแรกครับ เสียดายที่ครึ่งหลังยังไม่เพลินขนาดนั้น แต่ก็ถือเป็นหนังที่เข้าท่าอีกเรื่องหนึ่งครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements