รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Playing It Cool (2014) ลุ้นรักเวิ่น นายหล่อเว่อร์

MV5BMjIwMjA2ODU3NF5BMl5BanBnXkFtZTgwMjk2MDA2NTE@._V1_SY1000_SX750_AL_

สำหรับผม Playing It Cool น่าสนใจมากนะครับ อย่างแรกคือรวมดาราระดับเด็ดไว้หลายคน ซึ่งนำโดย Chris Evans และ Michelle Monaghan ครับ

หนังเป็นแนวโรแมนติกผสมตลกครับ ว่าด้วยพระเอก (Evans) ที่เป็นมือเขียนบท ที่กำลังพยายามปั่นบทหนังรักตามใบสั่ง แต่ด้วยความที่เขาไม่เข้าใจและไม่เชื่อในความรักเท่าไร เขาเลยเขียนไม่ออก ก็เลยต้องขอคำปรึกษาจากเพื่อนๆ เป็นหลัก

อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้เจอกับสาวมั่นสุดสวยนางหนึ่ง (Monaghan) และเธอคนนี้นี่แหละครับที่ทำให้เขาสะกดคำว่า “รัก” แบบจริงๆ จังๆ เป็นเสียที

ดาราสมทบผมว่าเด็ดครับ ไม่ว่าจะ Topher Grace, Luke Wilson, Anthony Mackie, Ioan Gruffudd, Philip Baker Hall และ Patrick Warburton แต่ละคนเป็นชูรสที่ไม่เลวเลย

และที่ผมว่าเด็ดมากๆ คือหนังมีประเด็นชวนคิดแทรกลงไปตลอด ส่วนมากก็คือประเด็นความรัก ไม่ว่าจะการวิเคราะห์ตัวละครในหนังหรือนิยาย อย่างการวิพากษ์ว่า โรมิโอกับจูเลียตนั้นคือรักแท้ หรือแค่เด็กวัยรุ่นเอาแต่ใจ 2 คนไม่ได้อย่างใจเลยตายประชดชีวิตกันแน่ อะไรเหล่านี้เป็นต้นครับ ซึ่งฟังแล้วมันก็ขำแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชวนให้คิดอยู่เหมือนกัน

ไหนจะมุขตลกสารพัดที่หนังแทรกลงไป และผมขอชมคนแปลบทครับ แปลได้ดีและทำการบ้านมาดีมาก หรือไม่ก็ต้องอ่านหนังสือและดูหนังมามาก ถึงแปลหลายอย่างได้ลื่น (ผมล่ะชอบมุข “รักเมื่อคราวห่ากิน” มากๆ 5555)

อีกประโยคที่ชอบจัดๆ คือตอนเพื่อนพระเอกบอกในทำนองที่ว่า “หนังรักที่ตัวเอกเอาแต่คิดถึงแต่ตัวเองน่ะ มันไม่สนุกหรอก” วิพากษ์ได้โดนดีจริงๆ ครับ

ครับ หนังมีของดีเยอะ (อย่างลูกเล่นที่ชวนให้นึกถึง The Secret Life of Walter Mitty) แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือการเล่าเรื่องมันยังไม่ลื่นพอ ลูกเล่นยังไม่เยอะ ดังนั้นแม้บทจะน่าสน แม้บทสนทนาและมุขจะเข้าท่า แต่ผลที่ได้เลยทำให้หนังออกมาในระดับเรื่อยๆ ดูได้แต่ก็ไม่ติดใจหรือไม่ประทับใจอะไรมากนัก

จริงๆ หนังมีประเด็นมากกว่าหนังรักเด็ดๆ อย่าง 500 Days of Summer อีกนะครับ ทว่าการเล่าเรื่องมันยังธรรมดาไป ทุกอย่างลงสูตรและไม่มีจุดดึงดูด อาจเพราะนี่เป็นผลงานกำกับครั้งแรกของ Justin Reardon ซึ่งเขาคนนี้ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำหนังมาก่อนเลยครับ มีแค่หนังสั้นเรื่องเดียวเท่านั้น จึงไม่แปลกหากจังหวะจะโคนมันจะยังไม่ลงตัวเต็มที่เท่าที่ควร

แอบเสียดายนิดๆ เหมือนกันครับ เพราะหนังมันสามารถไปได้ไกลกว่าที่เป็นและสนุกได้อีกเยอะเลย เรียกว่าสามารถออกมาเป็น “น้องๆ” หนังสไตล์ Woody Allen ได้เลย แต่หนังก็ไปได้ไม่ถึงจุดนั้นครับ

กระนั้นก็ถือว่าดูได้นะครับ เพียงแต่ยังไม่เด็ดเต็มที่เท่านั้น แต่อย่างน้อยก็เพลินกว่า Song One ครับ

อ้อ ซาวน์แทร็คก็เพราะดีครับ ผมชอบเพลง Hearts and Rainbows ของ Baz Corden มากทีเดียวจังหวะเหมาะแก่การเปิดผ่อนคลายในวันหยุด จะตอนเช้าก็ได้ หรือฟังตอนบ่ายก็ชิลดีครับ (เป็นเพลงที่เปิดตอน End Credits ครับ เพราะจริงๆ ลองหาฟังดูใน Youtube ได้นะครับ ^_^)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)