รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Merchants of Doubt (2014) ตีแสกหน้า องค์กรลวงโลก

MV5BMTA0MDMzMzU2ODJeQTJeQWpwZ15BbWU4MDQxMTE4NTQx._V1_

Merchants of Doubt คือสารคดีอร่อยๆ ที่น่าลองลื้มไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ

โดยหนังได้นำเสนอเพื่อตีแผ่เรื่องราวขององค์กรธุรกิจบางแห่งอยู่เบื้องหลังคนบางกลุ่ม แล้วคนบางกลุ่มที่ว่านี่ก็จะออกมารณรงค์หรือไม่ก็พูดในเชิง “ค้านข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อองค์กรธุรกิจนั้นๆ”

ตัวอย่างเช่น “บุหรี่” ที่ว่าเป็นยาเสพติดและเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม ปรากฎว่าในยุคสมัยหนึ่งเหล่าผู้บริหารออกมาปฏิเสธกันแบบเป็นล่ำเป็นสันเลยนะครับ ประมาณว่าบุหรี่ไม่ใช่ยาเสพติดซะหน่อย มันไม่ได้อันตรายหรอก หรือไม่ก็แก้ต่างในเชิงที่ว่า ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าบุหรี่เป็นพิษต่อร่างกาย อะไรประมาณนั้น

หากใครบอกว่าสูบบุหรี่มากๆ มันไม่ดี ก็จะมีนักวิชาการออกมาแก้ต่างประเภท “อะไรที่เราบริโภคมากๆ มันก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละคุณ เช่น ถ้าคุณรับประทานซอสแอปเปิ้ลมากเกินไป มันก็ไม่ดีต่อร่างกายเหมือนกันนั่นแหละ”

… ดริฟท์ตัวพ่อขนานแท้

สิ่งที่หนังนำเสนอก็คือ นักวิชาการที่คอยออกมาแก้ต่างหรือให้ข้อมูลค้านนักวิชาการ “ที่ทำอะไรบางอย่างที่กระทบต่อธุรกิจบางตัว” มักได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะแบบลับๆ หรือแบบเปิดเผยก็ตาม และหน้าที่ของนักวิชาการเหล่านี้ก็คือดริฟท์ให้เต็มที่ เบี่ยงประเด็นเท่าที่ทำได้ และแถเท่าที่กำลังภายในจะทำไหว

ข้อมูลที่ได้จากสารคดีทำให้ผมตกใจเหมือนกันนะครับ ประมาณว่าพวกบริษัทยาสูบในอเมริกาน่ะ เถียงแก้ต่างว่าบุหรี่ไม่ได้อันตราย หรือไม่ก็แถไปเรื่องอื่นๆ เช่น การทำโฆษณาออกมาในเชิงว่า “นักวิชาการมาบอกให้เราเลิกบุหรี่ แบบนั้นมันจำกัดเสรีภาพชัดๆ คุณจะทำอะไรมันคือเรื่องของคุณ มันคือสิทธิ์ของคุณ พวกเขาไม่มีสิทธิ์จะมาบอกคุณให้บริโภคหรือไม่บริโภคอะไร ดังนั้นคุณต้องรักษาสิทธิเสรีภาพของคุณเอาไว้ อย่าให้ใครมาเอามันไป!”

… ตอนดูนี่อุทาน “เช็ดเด้” ในใจเลยนะครับ คือพวกพี่นักวิชาการที่ทำหน้าที่นี้ก็โคตรเยี่ยมวรยุทธ์มากมายอ้ะ

สิ่งที่น่าตกใจคือ นักวิชาการกลุ่มนี้ อีกทั้งบริษัทยาสูบเดินหน้าทำอะไรแบบนี้มานานตั้งแต่ยุค 60 จนมาถึงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเองครับที่พวกเขาออกมายอมรับว่า “ใช่ครับ บุหรี่มีอันตรายจริงๆ”

สรุปคือพวกพี่เขาพยายามแถเพื่อประหนึ่งซื้อเวลาให้นานที่สุด รักษากลุ่มผู้บริโภคอัดควันให้นานที่สุด พอถึงจุดๆ หนึ่งแถไม่ได้ก็ยอมรับ

… แต่ประเด็นคือ… มันยังไม่จบนะครับ

เพราะจริงๆ ที่ยอมรับน่ะ ก็เพราะพวกเขามีแผนดริฟท์รองรับอยู่แล้ว เช่น การอ้างว่าการแพทย์ก้าวหน้าแล้วนะ มะเร็งมีทางรักษาแล้วนะ ก็เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคสบายใจ ประมาณว่าเสพไปแล้วเป็นมะเร็งก็ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ เพราะการแพทย์สมัยใหม่พัฒนากว่าเดิมเยอะ ดังนั้นสูบต่อเถอะ หากอยากสูบล่ะก็

… กลยุทธ์น่าศึกษาจริงๆ (แต่ผมไม่รู้ว่าจะชมหรือจะอะไรดีนะ 555)

นอกจากเรื่องบุหรี่ก็ยังมีอีกหลายองค์กรและหลายภาคส่วนธุรกิจที่ทำอะไรแบบนี้ อย่างล่าสุดก็มีนักวิชาการมาบอกว่า “ที่โลกเราเสื่อมโทรมลงทุกวันนี้ (หมายถึงสารพัดมลพิษทั้งทางน้ำ ทางอากาศ และสารพัดภัยพิบัติต่างๆ) ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์เลย แต่มันเป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น”

กล่าวคือใช้น้ำมันให้เยอะๆ ใช้สารเคมีให้มากๆ เสพนวัตกรรมไฮเทคกันเข้าไป ไม่ต้องกลัว มันไม่ได้ส่งผลอะไรต่อโลกหรอก พวกนักวิชาการที่บอกว่าผลิตภัณฑ์ทางเคมีส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของโลกน่ะ เป็นพวกนอยด์เท่านั้นเอง เชื่อไม่ได้หรอก

แล้วประเด็นคือมีคนเชื่อในมุมนี้กันไม่น้อยนะครับ เชื่อถึงขนาดตามไปด่าทอพวกนักวิชาการที่เห็นตรงข้าม ซึ่งก็คือนักวิชาการประเภทที่ให้เราตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมได้แล้ว “มาช่วยกันก่อนจะสายเกิน” พวกนี้แหละครับ ที่โดนด่า หรือไม่ก็โดนส่งเมลล์มาสาปแช่งกันเลยก็มี

จัดเป็นสารคดีที่เข้าท่ามากๆ ครับ แน่นอนว่าผมจะไม่บอกให้คุณเชื่อทุกเรื่องราวในสารคดีนี้ทั้งหมด แต่เราดูเพื่อไตร่ตรอง เพื่อลองมอง ลองพิจารณาดูครับ หากเราจะเห็นต่างก็คือเรื่องปกติ ส่วนผมนั้นการดูสารคดีนี้ก็กระตุ้นให้ผมไปหาข้อมูลเพิ่ม ไปตามดูตามสืบหลายๆ มุม จนรู้สึกสนุกอยู่เหมือนกัน

และที่ชอบมากๆ คือหนังนำเสนอโดยเปรียบเทียบเหตุการณ์ต่างๆ เข้ากับ “มายากล” ครับ ประมาณว่าองค์กรหรือนักวิชาการกลุ่มนี้เล่นกล เหมือนสับไพ่หลอกให้เราหลง หรือไม่ก็ดึงความสนใจเราไปทางหนึ่ง เพื่ออีกทางหนึ่งจะได้ทำอะไรอย่างอื่น เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคอสารคดีล่ะก็ เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชมครับ ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)