รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Lost River (2014) ฝันร้ายเมืองร้าง

MV5BMTc4MzU4NDA2M15BMl5BanBnXkFtZTgwNTM3MDMzNDE@._V1_SY1000_CR0,0,674,1000_AL_

Lost River เป็นหนังแนวๆ ที่ผสมพล็อตดราม่าเข้ากับความหลอน ซึ่งพล็อตจริงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ มันคือเรื่องของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกชาย 2 คน ที่พยายามดำรงชีวิตให้ได้ ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้

ดำรงชีวิตที่ว่าก็คือหางานทำ หาเงินใช้ และปลดหนี้ให้ตัวเอง

ครับ พล็อตจริงๆ ก็คือเรื่องของคนเดินดินนี่แหละครับ แต่จุดที่ผิดแผกจากหนังดราม่าทั่วไป ก็คือหนังไม่ได้แค่เล่าที่เรื่องชีวิตแบบธรรมดาๆ แต่หนังใช้แสง สี งานด้านภาพ บรรยากาศแบบหลอนๆ อาร์ทๆ มานำเสนอ ในโทนอารมณ์ที่บิดเบี้ยว

สไตล์ของหนังชวนให้นึกถึงงานกำกับของ David Lynch ครับ แกชอบเอาเรื่องชีวิตมนุษย์มาเล่าแบบบิดๆ เบี้ยวๆ เสมอ (แนะนำให้เอา Blue Velvet, Lost Highway และ Mulholland Dr. มาดูครับ รับรองว่าถ้าชอบแนวนี้ ท่านต้องฟิน ^_^)

ถ้าถามว่าชอบไหม ผมชอบภาพครับ ภาพในหนังมันสวยและเล่นกับเฉดสีได้ดี แต่ที่ชอบกว่าคืออารมณ์บิดเบี้ยว หลอนๆ ที่หนังมีอยู่ตลอดทั้งเรื่อง หลายๆ ฉากตัวละครก็แค่เดินไปตามถนนหรือไม่ก็เดินตัดทุ่งหญ้า ซึ่งมันไม่มีอะไรแปลกประหลาดน่ะครับ แต่หนังสามารถใช้มุมกล้องและใช้ดนตรี มาสร้างอารมณ์ “หลอน” ให้กับฉากที่ว่าอย่างน่าสนใจ

ในแง่ความหลอน ในแง่ความบิดเบี้ยว ผมว่าหนังนำเสนอได้ดีครับ มันได้อารมณ์อึดอัด มันชวนให้เรากดดัน อันนี้ขอชม Ryan Gosling ครับ เพราะพี่แกกำกับเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าคุมงานภาพได้ดีมากทีเดียวสำหรับคนที่เพิ่งกำกับหนังจริงจังเป็นครั้งแรกแบบนี้

แต่ขณะเดียวกัน ในแง่ของบทหนัง (ที่ Gosling เขียนเหมือนกัน) มันอาจจะยังไม่เด็ดเต็มที่ครับ อย่างที่บอกว่าพล็อตมันไม่มีอะไรมาก มันยังขาดรายละเอียดบางอย่างระหว่างทางที่จะช่วยให้หนังดูแน่นและดูกลมกล่อมขึ้น

โดยรวมผมเลยรู้สึกกลางๆ กับหนังครับ คือเฉยๆ กับเรื่องบท เฉยๆ กับพล็อต แต่จุดที่โดนผมแบบเต็มบาทาคืองานภาพ การสร้างอารมณ์หลอน ดนตรีโทนจี๊ดๆ เชือดดวงจิตให้หวิวเป็นพักๆ (ดนตรีมันบิ้วจนเราอดคิดไม่ได้ว่ามีอะไรกำลังจ้องเราอยู่หรือเปล่าฟะ)

ผมชอบไอเดีย “เมืองใต้น้ำ” นะครับ แค่เห็นเสาไฟโผล่มาจากแม่น้ำมันก็ขนลุกแล้วน่ะ อารมณ์ลึกลับมาดั่งน้ำหลาก มันทำให้แม่น้ำสายนั้นดูหลอนขึ้น ดังนั้นฉากใดก็ตามที่ตัวเอกต้องไปล่องเรือและส่องดูใต้น้ำนั่น มันสร้างความหลอนแบบได้ผลครับ (เป็นผม ผมไม่ไปนะครับ… มันหลอนประมาณแม่น้ำอะเมซอนใน Anaconda ก็ว่าได้ 555)

ในแง่ของสาระแล้ว หนังก็จิกกัดโลกได้ไม่เลวครับ โลกใบนี้อาจดูสวยงามหากมองในมุมหนึ่ง แต่หากเราลองมองโลกผ่านเลนส์ของหนังเรื่องนี้ เราก็จะพบว่าโลกมันน่ากลัวและน่าขัน คนเห็นแก่ตัว คนเอาเปรียบกัน หรือไม่ก็มัวแต่สนตัวเองจนไม่สนกันและกัน ซึ่งบางคนก็เป็นมาก (หมายถึงเห็นแก่ตัวมาก) แต่บางคนก็เป็นน้อย

และโลกอันน่าขันนั้นก็ “ส่งผล” ต่อตัวเรานี่แหละครับ บางครั้งเราก็โดนโลกกระทำจนซวนเซ ค่อยๆ เปลี่ยนเราให้เป็นอะไรก็ตามที่เราอาจเกลียดชังเมื่อวันวาน

ตัวละครใน Lost River ล้วนสับสนและหลงทางไม่มากก็น้อยครับ… เหมือนเราหลายๆ คน ในหลายๆ วาระนั่นแหละ

สิ่งที่น่าพิจารณาคือ เมื่อหลงทางแล้ว เราทำยังไง…

บางคนหลงแล้วหลงอีก

บางคนหลงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหลง

บางคนหลงทาง และรู้ว่าตัวเองหลงทาง… แต่ก็หลงต่อไป

และบางคนหลงทางแล้ว ก็พยายามหาอะไรสักอย่างมายึดเหนี่ยว ซึ่งบางครั้งสิ่งที่เอามายึดเหนี่ยวก็ไม่ใช่แนวคิดสูงส่ง หรือปรัชญาสูงล้ำ แต่เป็นเพียงอะไรก็ตามที่เราได้ยิน อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามา

และบางครั้งเราก็ไม่มีวันรู้ว่าสิ่งที่เรายึดเหนี่ยว จะทำให้เราหลงทางน้อยลง… หรือมากขึ้น ^_^

แต่จะยังไงก็เถอะ… เมื่อเราอยู่ในแม่น้ำ เราก็ต้องว่ายต่อไป

ไม่งั้นก็จม… ไม่งั้นก็ตาย…

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements