รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Paper Town (2015) เมืองกระดาษ

poster-780

Paper Towns อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบอะไรมากมายนะครับ แต่มันโดนใจผม เพราะมันมาพร้อมพล็อตแบบที่เข้าทางผมอย่างแรง นั่นคือหนังว่าด้วยการผจญภัยเล็กๆ ในหนึ่งค่ำคืนของหนุ่มสาว (คล้ายๆ Before Sunrise หรือ Before We Go แต่ไมเ่หมือนซะทีเดียว) ผสมเข้ากับประเด็นเกี่ยวกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปทำอะไรสักอย่างด้วยกัน (แบบ Stand By Me)

หนังเล่าถึงชีวิตของพ่อหนุ่มเควนติน (Nat Wolff) ที่แอบชอบสาวข้างบ้านนามว่า มาร์โก้ (Cara Delevingne) มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เธอก็ไม่เคยได้มาข้องแวะกับเขาสักเท่าไร จนกระทั่งคืนหนึ่งมาร์โก้มาชวนเควนตินไปทำภารกิจผจญภัยเล็กๆ ยามค่ำคืนครับ ซึ่งคืนนั้นก็กลายเป็นคืนแห่งความทรงจำของเควนตินไปเลย

ทีนี้พอเช้าวันต่อมา มาร์โก้ก็หายไปครับ เควนตินเลยตัดสินใจตามร่องรอยเธอ เพราะเขาชักจะมั่นใจแล้วล่ะ ว่าเขารักเธอเข้าแล้วแน่ๆ

ผมเคยดู I Love You, Beth Cooper ซึ่งจริงๆ สไตล์มันจะคล้ายๆ กันครับ แต่หนังเรื่องนั้นยังไม่ตอบโจทย์เต็มที่ ในขณะที่เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีกว่ากันเยอะ ซึ่งผมยังไม่ได้อ่านนิยายครับ (แต่ซื้อมาดองกองไว้ตรงโต๊ะนี่แหละ 555) ก็เลยคาดว่านิยายคงครบเครื่องกว่า ว่าจะอ่านอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ขอพูดถึงหนังก่อนน่ะนะครับ

หนังดูเพลินดีครับ ช่วงครึ่งแรกก็ว่าด้วยการผจญภัยเล็กๆ ของเควนตินและมาร์โก้ที่ก็ดูสนุกดีครับ หลายฉากทำออกมาได้น่าสนใจ ผมเองก็ไม่รู้เป็นอะไรน่ะนะครับ ชอบฉากตัวละครไปตระเวนราตรี ฉากที่มีความมืดและถนนไร้ผู้คนเป็นฉากหลัง

ฉากแบบนี้ ในมุมหนึ่งมันได้อารมณ์เปลี่ยวเหงา แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือโลกอีกใบที่รอการค้นพบ มันคือโลกที่หลายสิ่งเกิดขึ้นได้ และหลายนิยามของชีวิตอาจได้รับการเปิดเผย

เพราะในเวลากลางคืนนั้น ความวุ่นวายส่วนใหญ่ของเมือง ได้หลับใหลลง จนเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรบางอย่างที่เราอาจไม่มีวันเห็น แม้จะจับจ้องอย่างตั้งใจในเวลากลางวันที่ผู้คนพลุกพล่าน

ไม่ใช่แค่นิยามของโลก แต่อาจหมายถึงนิยามความเป็นเราด้วย

paper-towns-1280jpg-791c45_1280w

ครึ่งแรกถือว่าทำได้ดูเพลินดีครับ แม้บางจังหวะมันอาจจะดูเพลินได้อีกก็ตาม แต่ก็ถือว่าดูได้เรื่อยๆ ส่วนครึ่งหลังก็คือการที่เควนตินพยายามตามหามาร์โก้ ตอนหลังนี่ก็สนุกดีครับ ได้อารมณ์หนังว่าด้วยมิตรภาพแบบกำลังดี ก่อนที่หนังจะสรุปเรื่องราวได้อย่างพอเหมาะ เป็นการจบเรื่องราวแบบที่อารมณ์ไม่จบได้ดีเหมือนกัน

เอาล่ะครับ เดี๋ยวคงมีสปอยล์เล็กน้อย เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากทราบก็อย่าอ่านต่อนะครับ ขอสรุปตรงนี้แล้วกันว่าถ้าใครชอบหนังชีวิตแนวค้นหาความหมายชีวิตวัยรุ่น บวกด้วยหนังแนวมิตรภาพ และการเดินทางล่ะก็ เรื่องนี้เป็นผลงานที่น่าพอใจและน่าดูมากทีเดียวครับ แต่มันอาจจะไม่ได้เด็ดเท่า The Fault in Our Stars เท่านั้นเอง (เพราะหนังเรื่องนี้และเรื่องนั้น สร้างจากหนังสือของ John Green ด้วยกันทั้งคู่ครับ เลยต้องบอกก่อน เพราะบางคนอาจคาดหวัง เนื่องจากขนาดโปสเตอร์หนังก็ยังเอาเรื่องนั้นมาโฆษณาจั่วหัวเลย)

ผมชอบบทสรุปนะ คือหนังหลายๆ เรื่องมักเชิดชู “ตัวละครผู้แปลกแยก” มักทำให้เขาเป็นฮีโร่ เป็น Idol หรือเป็นอะไรก็ตามที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าเขาเท่ห์ เขาเจ๋ง เขาไม่เหมือนใคร บางครั้งก็ทำให้เขาดูเป็นปูชนียบุคคล ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าบางตัวละครอาจเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกตัวละครที่แปลกแยกจะเป็นแบบนั้นเสมอไป

อย่างมาร์โก้ ที่ดูเป็นสาวแปลกแยก ดูน่าค้นหา และทำให้ใจของเควนตินรู้สึกตื่นเต้นตึกตั้ก และจากการได้ใกล้ชิดเธอจริงๆ เพียงหนึ่งคืน ก็ทำให้เขาฝันใฝ่ถึงเธอไปนานหลายวันทีเดียว

แต่หลังจากการเดินทางทั้งหลาย หลังจากเขาได้พบเธอจริงๆ เขาก็พบว่า จริงๆ เธอไม่ได้พิเศษหรือวิเศษกว่าใครหรอกครับ เธอก็เป็นเพียงวัยรุ่นอีกคนที่พยายามไล่ตามหาอะไรบางอย่าง บางมุมเธอก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง เลยต้องออกเดินทางหาตามหาอะไรสักอย่างที่ว่านั่น

จริงๆ เธอก็อาจไม่ต่างอะไรจากเควนตินที่เดินทางไกลมาเพื่อตามหาเธอ โดยคิดว่าเธอคือที่สุดแล้วสำหรับเขา

ผมว่าคนเราหลายครั้งก็อารมณ์นี้นะครับ เมื่อเรามองอะไรสักอย่างว่ามันพิเศษ ส่วนหนึ่งอาจเพราะมันมาพร้อมความแปลกใหม่แบบที่เราไม่เคยเจอ (จริงๆ มันไม่ได้แปลก แต่เราแค่ไม่เคยเจอ เราเลยละเมอไปกับมัน)

หรือไม่ก็เพราะเราวาดภาพคาดหวัง (หรือมโน) สิ่งนั้นๆ ไปเอง ว่ามันจะต้องดีกว่าอะไรก็ตามที่เราเคยเจอ ประมาณว่าเราเห็น “สิ่งนั้น” แค่ 1 ใน 10 (แต่มันเป็นด้านที่โดนใจเราพอดี) แล้วใจเราได้ทำการมโนสรุปอีก 9 ใน 10 (ที่เรามองไม่เห็น) ว่ามันจะต้องดีเหมือนกัน (หรือดีกว่าที่เราเห็น) แน่นอน

เหตุการณ์แบบนี้ ผมเชื่อว่าเกิดกับทุกคนน่ะครับ ไม่ว่าจะกับคนที่เราแอบชอบ หนังที่เราสนใจ ของที่เราอยากได้ หรือจุดหมายที่เราฝันว่าต้องไปให้ถึง

แต่ก็นั่นล่ะครับ ทางที่เราจะรู้ได้แบบจริงๆ จังๆ คือเราต้องเดินทางไปให้ถึง ต้องเดินไปเห็น เราถึงจะได้คำตอบอย่างแท้จริงว่าจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราตามหานั้นคือสิ่งพิเศษจริงๆ หรือเป็นเพียงสิ่งพิเศษที่เรามโนไปเอง

ที่ผมชอบอีกอย่างคือเรื่องมิตรภาพน่ะครับ ชอบตอนที่พวกเขาคุยกันว่า นี่คือการเดินทางแบบพร้อมหน้าครั้งสุดท้ายแล้วนะ เพราะเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อที่อื่นกันแล้ว มันจะไม่มีอีกแล้วนะ ที่ก๊วนเพื่อกลุ่มนี้จะได้เดินทางสนุกๆ แบบนี้อีก (อารมณ์เหมือนตอนจบ Superbad น่ะครับ)

อารมณ์แบบนี้ ใครผ่านวัยรุ่นมาแล้ว เชื่อว่าน่าจะเข้าใจน่ะครับ สมัยวัยรุ่นเราเรียนกับเพื่อนซี้ ไปไหนไปกัน ค่างไหนก็ค้างกัน บ้าไหนก็บ้ากัน แต่พอถึงเวลาเรียนจบ และถึงวันที่ต้องแยกย้าย มันจะต้องมีการเดินทางส่งท้ายสักครั้งน่ะครับ การเดินทางแห่งความทรงจำที่พอเราไปเรียนที่อื่น หรือพอเราไปทำงานแล้ว เราจะไม่ได้นัดหมายกันมาทำแบบนี้ได้ง่ายๆ อีกต่อไป

คิดถึงเพื่อนเลยครับ ^_^

และแน่นอนว่าผมชอบบทสรุปที่ว่ามิตรภาพคือสิ่งที่มีค่าจริงๆ เพราะตลอดเรื่องเควนตินก็คลั่งแต่จะหามาร์โก้ จนลืมไปว่าจริงๆ แล้วเขาน่ะมีเพื่อนที่อยู่เคียงข้างตลอด พร้อมจะโดดเรียนไปทำอะไรบางอย่างเพื่อเพื่อนอยู่แล้ว ขอเพียงเพื่อนขอและมันสำคัญจริงๆ สำหรับเพื่อน

บางครั้งเราก็มองไม่เห็นของมีค่าที่อยู่ใกล้ตาหรอกครับ

ครับ สรุปว่าผมชอบครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements