Adventure

Goosebumps (2015) คืนอัศจรรย์ขนหัวลุก

10689515_1131050323592434_2628419479540673399_n.jpg

ตอน Goosebumps เปิดตัวที่อเมริกาในเดือนตุลาคม ผมก็แปลกใจที่หนังไม่ยักกะมีโปรแกรมเข้าฉายในไทยในตอนนั้นเลยทั้งที่หนังก็ทำเงินในระดับที่น่าพอใจไม่น้อยและหนังน่าจะขายได้ในบ้านเรา เพราะ Effect มาเต็มและแนวหนังเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวซะขนาดนั้น

ครั้นพอรู้ว่าหนังมาลงโปรแกรมปลายปีก็ถึงบางอ้อล่ะครับ เพราะว่าหน้าหนังน่ะมาแนว Night at the Museum (ที่ภาค 1 กับ 3 ฉายปลายปีแบบนี้เหมือนกัน) และหนังแนวนี้ฉายปลายปีทีไรก็มักได้สตางค์บ่อยๆ… บางทีจังหวะก็สำคัญน่ะนะครับ ^_^

Goosebumps คือชื่อของวรรณกรรมแนวสยองขวัญสำหรับเยาวชนที่ประพันธ์โดย R. L. Stine ครับ สไตล์ก็มาในแนวทาง Tales From the Crypt แต่จะไม่โหดเท่า (เพราะเน้นให้เด็กอ่าน) เนื้อเรื่องแต่ละตอนก็ว่าด้วยเรื่องลี้ลับ สยองขวัญ แฟนตาซี แล้วก็มักจะมีการหักมุมเสมอ ซึ่งการหักมุมนี่แหละครับที่เป็นเสน่ห์สำคัญของวรรณกรรมชุดนี้

Goosebumps ขายได้กว่า 400 ล้านเล่มทั่วโลกครับ แล้วก็ได้รับการทำเป็นซีรี่ส์อยู่ 4 ปี ส่วนในบ้านเราก็มีฉบับวรรณกรรมแปลออกมา (โดยนานมี) และมีวีดีโอออกมาด้วย แต่กระนั้นก็ไม่แปลกครับหากคนไทยส่วนใหญ่จะไม่คุ้นกับมันนัก เพราะมันอาจไม่ถึงกับดังในวงกว้างขนาดนั้น

แต่สำหรับฉบับหนังนี่ ไม่ได้เป็นการจับเอาวรรณกรรมเล่มหนึ่งเล่มใดมาทำ แต่เป็นการเอา R. L. Stine มาเป็นตัวเอกเลยครับ

เรื่องประมาณว่ามีเด็กหนุ่มนามว่า แซค (Dylan Minnette) ที่เพิ่งย้ายบ้านหลังจากพ่อเสียชีวิต และบ้านใหม่ของเขาก็อยู่ติดกับบ้านของตาลุงขี้โมโหคนหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาแซคก็ได้รู้ว่าเขาคนนี้คือ อาร์.แอล. สไตน์ (Jack Black) นักเขียนชื่อดังคนนั้นนั่นเอง

แต่ก่อนจะรู้ความจริง เขาก็ดันทำเรื่องวุ่น ไปเปิดหนังสือที่ไม่ควรเปิดในบ้านของสไตน์ ซึ่งหนังสือที่ว่าได้กักปีศาจที่อยู่ในนิยายเอาไว้ครับ พอเปิดปุ๊บมันก็ทยอยออกมากัน และสร้างความเสียหายอย่างแรงให้กับเมือง ทำให้แซค, สไตน์ และแฮนน่าห์ (Odeya Rush) ลูกของสไตน์ต้องร่วมมือกันหยุดหายนะครั้งนี้

ผมชอบครับ หนังอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือเป็นแนวแฟนตาซี ผจญภัยที่สนุกไม่เลว มันคือส่วนผสมของ Night at the Museum, Jumanji และ Gremlins ครับ ซึ่งผสมออกมาได้ไม่เลวเลย มีอารมณ์ขันหยอดเป็นพักๆ แม้ตอนต้นๆ อาจจะดูเดินเรื่องช้าอยู่บ้าง และตอนจบอาจจบง่ายไปหน่อย แต่ช่วงกลางๆ เรื่องถือว่าดูเอาบันเทิงได้สบายๆ ครับ มีอะไรให้ลุ้นให้สนุกอยู่เรื่อยๆ เลย

ดาราแสดงกันได้ลื่นครับ ถือเป็นงานคืนฟอร์มของ Black หลังจากล่มไปกับ Year One, Gulliver’s Travels, The Big Year (เรื่องนี้ผมว่าโอเคนะ แต่ก็ยังไม่สุด) และ The D Train

ผมว่า Black เหมาะกับบทแบบนี้น่ะครับ ตัวละครกวนๆ เกรียนๆ แต่มีจิตใจดี และมีปมบางอย่างให้แก้ คือไม่ต้องหลุดโลกมากมาย ไม่ต้องพล่ามเยอะ หรือไม่ต้องเพี้ยนอะไรครับ แค่เก๊กๆ กวนๆ ขำๆ แบบที่เป็นนี่ก็นับว่าพอเหมาะมากมายแล้ว

Minnette กับ Rush ก็เป็นตัวละครพระ-นางรุ่นเยาว์ที่เราเดาได้ไม่ยากว่าสุดท้ายพวกเขาต้องลงเอยกัน ตามด้วย Ryan Lee ในบทเพื่อนตัวฮาของแซค ทุกคนเล่นได้พอเหมาะดีครับ

อย่างหนึ่งที่ผมชอบคือหนังมีการแทรกปมดราม่าลงไปแบบพอดีๆ ไม่ว่าจะเรื่องที่แซคสูญเสียพ่อ หรือปมในใจของสไตน์ที่กลายเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องราว แม้หนังจะไม่ได้ขยายความหรือขยี้อะไรเหล่านี้ (จนบังเกิดความซึ้ง) แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนดราม่าที่ไม่เลวล่ะครับสำหรับหนังแฟนตาซีเน้นบันเทิงแบบนี้

ผมชอบอารมณ์ขันหลายๆ อันในหนัง โดยเฉพาะมุกจิกป๋า King น่ะครับ ฮาหลายดอกเลย แต่อันนี้ต้องบอกก่อนว่า Stine กับป๋า King ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะครับ ในความจริงแล้วพวกเขาไม่เคยพบกันเลย จนกระทั่งต้นปีที่ผ่านมา (2015) ที่พวกเขาได้พบกัน เลยได้สนทนาพูดคุยกัน แนะนำภรรยาของตนให้ได้รู้จักกัน เป็นบรรยากาศฉันท์มิตรระหว่างนักเขียนครับ

แต่ที่หนังเอามาแซวก็เพราะ Stine น่ะได้รับฉายาว่า “สตีเฟน คิงแห่งวรรณกรรมเยาวชน” หลายคนเลยชอบมองว่า Stine อาจไม่โอเคกับฉายานี้ แต่เท่าที่ทราบ Stine ไม่คิดอะไรขนาดนั้น อีกอย่างงานของเขาก็ขายดีไม่น้อยหน้าป๋า King ด้วย

(บางกระแสบอกขายได้มากกว่าด้วยครับ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วงานของ Stine ราคาต่อเล่มถูกกว่า ความยาวน้อยกว่า และเน้นตลาดเยาวชนซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่เอาเรื่อง ยังไม่รวมการซื้อเข้าห้องสมุดอีกนะ)

สรุปว่าถ้าใครอยากดูหนังแฟนตาซีสนุกๆ เพลินๆ ส่งท้ายปลายปีล่ะก็ ผมแนะนำเลยครับ หนังสนุกดี (ต้องบอกว่าสนุกกว่าที่ผมคาดไว้ตอนแรก) ดูเพลิน Effect มาเรื่อยๆ มีจุด “หักมุม” สไตล์ Stine ที่น่าสนใจ แม้ตอนต้นอาจอืดและตอนจบอาจง่ายไป แต่โดยรวมก็ตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดีครับ

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements