Adventure

The Martian (2015) เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์

the-martian-main

The Martian ไม่ใช่หนังแอ็กชันเร้าระทึกครับ ต้องบอกก่อนเลยเพื่อปรับความคาดหวัง แล้วมันก็ไม่ใช่หนังไซไฟล้ำจินตนาการแบบ Interstellar ด้วย

ถ้าให้จำกัดความแล้ว หนังก็มาในสไตล์ Apollo 13 น่ะครับ ว่าด้วยนักบินอวกาศไปตกระกำลำบากอยู่นอกโลก โอกาสรอดกลับมาก็น้อยอย่างแรง แต่ถึงโอกาสจะน้อยแค่ไหนตัวเอกก็ยังพยายามหาทางแก้ปัญหาแบบสุดกำลัง เพื่อนำพาตัวเองให้กลับมายังโลกโดยสวัสดิภาพ

The Martian จัดเป็นหนังไซไฟที่ไม่ได้หวือหวาอะไรครับ แต่ทำออกมาได้น่าติดตาม ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าความสนุกในการชมจะมากขึ้นหากเราพอมีพื้นทางวิทยาศาสตร์บ้างครับ เพราะจะได้ตามทันตอนตัวเอกใช้สมองแก้ปัญหาสารพัดที่เขาต้องเผชิญ (ไม่งั้นความงงอาจจะเกิดแทนความเพลินก็ได้ 5555)

ถือเป็นงานกำกับที่เข้าท่ามากๆ เรื่องหนึ่งของ Ridley Scott (Alien, Blade Runner, Gladiator) ลีลาการปรุงของพี่แกจะไม่ค่อยปรุงความตื่นเต้นลุ้นระทึกลงไปเท่าไร แต่จะเล่าเรื่องแบบให้พลังดาราและพลังเรื่องราวนำพาไป

และกับเรื่องนี้ Scott ก็เล่าแบบติดดิน เป็นไซไฟที่พยายามใกล้เคียงความเป็นจริงให้มากที่สุด เราจึงจะไม่ได้เห็นฉากลุ้นๆ ตื่นเต้นๆ แบบ Armageddon และหนังก็ไม่ได้โชว์ Effect อะไรมากมาย เพราะส่วนมากหนังเน้นไปที่ดราม่าความพยายามเอาตัวรอดของมาร์ค วัทนี่ย์ (Matt Damon) ตัดสลับการเหตุการณ์บนโลกที่ชาวโลกที่หลายๆ คนก็มาช่วยกันหาทางช่วยมาร์คให้กลับมา แล้วก็จะมีประเด็นทางสังคม-การเมือง-ผลประโยชน์ สอดแทรกลงมาแบบประปราย

Damon ยังคงเล่นได้ดีครับ ฝีมือพี่แกได้อยู่แล้วล่ะ (บอกก่อนนะครับว่านี่คนละบทกับใน Interstellar นะ 555) ผมชอบสีหน้าแววตาตอนพี่แกทำอะไรสำเร็จสักอย่างน่ะครับ คืออารมณ์มันได้นะ ยิ่งตอนกลางๆ นี่ยิ่งชัด แววตาตอนดีใจมันทำให้เราอินไปด้วยเลย

ส่วนดารารายอื่นๆ ออกแนวสมทบเพื่อเสริมเรื่องราวให้สมบูรณ์ ไม่ว่าจะ Jessica Chastain ในบทกัปตันยานที่จำต้องตัดสินใจเดินทางออกจากดาวอังคาร เพราะคิดไปว่ามาร์คตายแล้ว, Kristen Wiig, Jeff Daniels, Sean Bean, Chiwetel Ejiofor และ Mackenzie Davis 5 รายหลังนี่มาแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ภาคพื้นของนาซ่าที่ต้องคอยรับมือทั้งภารกิจช่วยชีวิตมาร์ค, รับมือกับสื่อจากทั่วโลก และรับมือสภาวะอารมณ์ที่ผันผวนของกันและกัน

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับครับหนังไม่ได้เดินเรื่องแบบเร่งเร้าฉับไวครับ ส่วนหนึ่งเพราะเหตุการณ์ในเรื่องมันนานมากๆ ไม่เหมือน Apollo 13 ที่เหตุเกิดในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ การเดินเรื่องหรือเหตุการณ์มันเลยดูเร่ง ดูกระชับ แต่กระนั้นก็ขอชมทีมงานล่ะครับที่ทำให้ผลที่ได้ออกมาน่าติดตาม ไม่น่าเบื่อ แต่ก็ต้องแล้วแต่คอด้วยล่ะครับ ถ้าใครไม่ถนัดหนังไซไฟที่ไร้ความเร้าตื่นเต้นระทึกแบบว่องไว ก็อาจต้องปรับใจก่อนดู เพราะไม่งั้นมันอาจจะกลายเป็นหนังน่าเบื่อสำหรับท่านไปก็ได้

แต่การดูเรื่องนี้ก็คิดถึงความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างเหมือนกันนะครับ อย่างถ้าเมื่อก่อนเป็นหนังออกนอกอวกาศหรือกู้โลกเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะวนอยู่แต่ในอเมริกานี่แหละ ตัวเอก คนช่วย หรือคนห่วงใยก็อเมริกาทั้งหมด แต่หลังๆ นี่ชาวต่างชาติเริ่มมีบทบาทมากขึ้น อันนี้โลกคงไร้พรมแดนมากขึ้นจริงๆ ล่ะครับ (อีกนัยหนึ่งก็คือ ตลาดเอเชียเป็นแหล่งโกยเงินสำคัญ เลยทำให้ตัวละครจากฝั่งเอเชียมีบทมากขึ้นนั่นเอง)

สรุปว่าดูแล้วไม่ผิดหวังครับ ดูแล้วได้แง่คิดสำคัญมากๆ ก็คือ หากเราเจอปัญหา ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก เราก็ต้องเดินหน้าแก้ไปทีละอย่าง ทำไปทีละน้อย กัดไปทีละคำ อย่าหยุดแก้ อย่ายอมแพ้ แล้วในที่สุดเราก็อาจได้เห็นความสำเร็จรออยู่ที่ปลายทาง ^_^

ปล. แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าเราไปติดบนดาวบ้างเราจะรอดได้สักกี่วัน (แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอย่าว่าแต่ไปติดดาวเลย เอาแค่ไปทำงานในนาซ่าสมองผมก็ไม่ถึงแล้ว 555)

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements