Adventure

Hector and the Search for Happiness (2014) เฮคเตอร์ แย้มไว้ให้โลกยิ้ม

11986989_1073227872708013_1026760896891616169_n

Hector and the Search for Happiness เป็นหนังที่น่าสนใจดีครับ เรื่องราวว่าด้วยเฮคเตอร์ (Simon Pegg) จิตแพทย์หนุ่มที่น่าจะมีชีวิตอันแสนสุข เพราะงานที่ทำก็ประสบความสำเร็จ มีคนมาให้บำบัดไม่ขาดสาย อีกทั้งยังได้แต่งงานกับสาวสวยสุดเก่งอย่างคลาร่า (Rosamund Pike) อีกด้วย

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็เกิดคำถามครับว่าเขาน่ะมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า เขาเริ่มถามตัวเองว่าที่เขาบำบัดคนไข้อยู่ทุกวันน่ะ เขาช่วยคนไข้ได้จริงๆ ไหม หรือเขาแค่นั่งๆ ฟังๆ รอให้หมดเวลาแล้วก็ปล่อยให้คนไข้จากไปโดยที่ปัญหาจริงๆ น่ะไม่ได้รับการแก้ไข

และนับแต่นั้นเขาก็รู้สึกอดรนทนไม่ได้ ต้องการออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายอันแท้จริงของคำว่า “ความสุข” อันนำมาสู่การผจญภัยของเฮคเตอร์นี่แหละครับ

ผมว่าถ้าใครชอบหนังอย่าง The Secret Life of Walter Mitty (★★1/2) แล้วล่ะก็ เรื่องนี้จัดว่าน่าลองลิ้มเลยล่ะครับ แม้โดยส่วนตัวแล้วผมจะรู้สึกว่า Mitty จะลงตัวกลมกล่อมกว่าในหลายๆ ส่วน แต่ถ้าว่ากันถึงความเป็นหนังแนวผจญภัยค้นหาความหมายชีวิตสักเรื่องล่ะก็ Hector ก็จัดว่าตอบโจทย์ได้ไม่เลวครับ

และอีกอย่างผมว่าหนังแนวนี้ก็ไม่ค่อยมีออกมาสักเท่าไรด้วย ดังนั้นถ้าใครชอบสไตล์นี้ล่ะก็ ขอแนะนำไว้ก่อนเลยครับ ^_^

ตัวหนังจัดว่าดูได้เพลินๆ ครับ พลังสำคัญที่ทำให้หนังดูสนุกต้องยกให้การแสดงลื่นๆ ของ Pegg ซึ่งพี่เขาเล่นได้ดีทั้งตอนเปิ่นๆ ขำๆ แบบที่เราเห็นบ่อยๆ แล้วก็ยังเล่นได้พอเหมาะในตอนดราม่าๆ ด้วยครับ อย่างตอนที่เขาต้องทำหน้านิ่งๆ มองสรรพสิ่งรอบตัวแล้วค้นหานิยามความหมายแห่งความสุขที่ซ่อนอยู่ ณ ขณะนั้น

ยอมรับว่าผมมีความสุขระหว่างดูก็เพราะ Pegg นี่แหละครับ ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม แต่สำหรับผมแล้ว แค่เห็นหน้าพี่แกกราฟความสุขผมก็ขึ้นแล้วล่ะครับ แล้วนี่พี่เขายังสามารถเล่นแต่ละฉากได้อย่างดี

ที่ว่าดีนี่คือเขาแสดงแบบชวนให้ขำขันนิดๆ เรียกรอยยิ้มคนดูได้ แต่ก็ไม่มีช่วงไหนเลยเถิดจนทำให้หนังเสียกระบวน ไม่ตลกเกินเหตุจนกระเทือนต่ออารมณ์หนัง ตลอดเรื่อง Pegg สามารถคุมลีลาตนเองได้แบบพอดี กระทั่งฉากที่พี่แกอาละวาดน็อตหลุดก็ยังดูขำแบบ “เป็นไปได้” ไม่ได้หลุดโลกเว่อร์อะไรเท่าไร

ผมชอบหลายฉากเลยครับ อย่างฉากที่เขาอยู่กับหยิงลี่ (Ming Zhao) สาวสวยที่เขาไปเจอที่จีน ฉากที่เขาค่อยๆ นอนลงข้างๆ เธอนั้น แววตาสีหน้ามันสื่ออารมณ์ว่าเขาไม่ได้คิดเรื่องเพศหรืออะไรเลย แต่เขากำลังใคร่ครวญถามตัวเองว่า “นี่คือความสุขจริงๆ ใช่ไหม? นี่คืออะไรที่เราต้องการจากผู้หญิงสักคนจริงๆ ใช่ไหม?”

หรือฉากที่เขาไปยืนดูสายลมตรงยอดเขาในทิเบต สีหน้าตอนนั้นบ่งบอกถึงความสับสน บ่งบอกเลยว่าในใจเขามีคำถามเพียงไร

และแน่นอนว่าซีนตอนท้ายที่เขาแสดงอารมณ์แบบเข้มข้นออกมา ตอนนั้น Pegg ก็แสดงได้น่าจดจำครับ

จริงๆ ผมชอบหนังนะ ชอบหลายส่วน ชอบอารมณ์ขันและสาระ ชอบดาราทุกคน แต่กระนั้นก็ยอมรับครับว่าบทอาจยังไม่ลงตัวเต็มที่ อย่างเช่นตอนไคลแม็กซ์ที่จู่ๆ ทุกอย่างในใจเฮคเตอร์ก็เหมือนจะคลี่คลายง่ายเกินคาด ซึ่งแม้จะสมเหตุผล (และกะอยู่แล้วว่าต้องจบแบบนี้) แต่เหตุการณ์ช่วงกลางๆ ของหนังไม่ค่อยได้ปูพื้นเพื่อรองรับอารมณ์สำหรับปมนี้สักเท่าไร ดังนั้นอารมณ์ตอนท้ายมันเลยไม่พีคอย่างที่ควรจะเป็น

แต่เอาเถอะครับ โดยรวมหนังสนุกดี ดูเพลิน และมีแง่มุมเกี่ยวกับความสุขหลากหลายประการ อาทิเช่น

+ คำถามที่สำคัญกว่า “เราตามหาอะไร” คือ “เรากำลังหนีอะไร”

+ หากอยากมีความสุข ต้องดูแลตัวเองให้เป็น

+ นักวิชาการชอบพูดว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แต่พวกคุณอาจอยากรู้ว่าแล้วพวกนักวิชาการน่ะได้เงินเท่าไร

+ อย่ามัวแต่คิดถึงตัวเองยามไล่ตามความสุข แต่จงสุขในใจทุกขณะที่ตามหามัน

+ ข้อดีของการนั่งเครื่องบินที่เก่ามากๆ คือ แน่ใจได้เลยว่า “มันไม่เคยตกหรอก” (555)

หลังจากดูหนังจบแล้ว ผมคิดว่าความสุขก็เหมือนส้มครบ ชื่อเรียกเดียวแต่มีหลายชนิด และเราไม่อาจฟันธงได้ว่าส้มแมนดารินดีกว่าส้มบางมด

… บางคนอาจสุขกับส้มบางมดมากกว่าก็ได้ แต่คนที่โปรดส้มแมนดารินก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร แค่ชอบไม่เหมือนกัน สุขคนละตำแหน่งกัน ก็แค่นั้น

และส้มนั้นเน่าได้ หากปล่อยไว้ไม่กิน… แต่มันก็สามารถปลูกเป็นต้นใหม่เลยก็ได้ หากโรยเมล็ดลงพื้นและดูแลอย่างเหมาะสม

… ความสุขก็คงประมาณนั้นล่ะกระมัง ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements