รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Danny Collins (2015) จดหมายจากจอห์น เลนนอน

item_XL_8741117_8807208

Danny Collins จัดเป็นเหล้าเก่าในขวดเก่าครับ แต่เผอิญว่าเหล้าที่ว่านี่เป็นเหล้าดี รสอร่อย และเสริมสมุนไพรอีกต่างหาก ผมเลยเพลินในการลองลิ้มเหล้าเก่าที่ว่านี่ไปตั้งแต่ต้นจนจบ

(สิ่งที่ผมเขียนอาจมีสปอยล์ แต่ผมมองว่ามันเป็นสปอยล์ที่ไม่ได้ทำให้ดูหนังสนุกน้อยลง และในทางกลับกันมันอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าหนังน่าดูขึ้นด้วย แต่หากใครไม่ต้องการสปอยล์จริงๆ ก็ควรหยุดอ่านครับ ^_^)

ที่บอกว่า “เหล้าเก่า” ก็เพราะหนังลงสูตร “เปลี่ยนชีวิต” ที่ว่าด้วยตัวเอกที่ใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสีเหล้ายามานาน จนชักเริ่มสงสัยในคุณค่าของตนเอง แล้วทีนี้เขาก็ไปเจอจุดเปลี่ยนเข้า ก็เลยอยากหันไปใช้ชีวิตแบบมีคุณค่า อยากให้เวลากับครอบครัวที่เขาทิ้งมานาน หรืออยากทำสิ่งดีๆ เพื่อคนอื่นบ้างอะไรประมาณนั้น

ครับ สูตรหนังดราม่าฟีลกู๊ดสไตล์คนกลับตัวกลับใจ เปลี่ยนชีวิตใหม่ ซึ่งผมนั้นก็ชอบอยู่แล้วล่ะครับ ขอให้ทำออกมาดีและพอเหมาะเถอะ และผลที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจเลยล่ะครับ ดูเพลินดี

ส่วนที่บอกว่า “ขวดเก่า” ก็เพราะดารานำตัวหลักๆ ก็รุ่นเก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ Al Pacino ในบทแดนนี่ คอลลินส์ ร็อคสตาร์ยอดนิยมอมตะที่พบว่า จอห์น เลนนอนเคยเขียนจดหมายถึงเขาเมื่อ 40 ปีก่อน (แต่พอดีจดหมายมันมาไม่ถึงมือเขาเมื่อตอนนั้นน่ะครับ กว่าจะมาถึงก็ผ่านมา 4 ทศวรรษแล้ว) ครั้นพออ่านแล้วเขาก็เหมือนเห็นทางธรรม ย้อนมองชีวิตตนเอง แล้วก็เมียงมองไปที่สิ่งดีๆ ที่เขาเคยทิ้งไป (เช่น ลูกชายที่ทอม ซึ่งรับบทโดย Bobby Cannavale ที่รู้สึกว่าระยะหลังนี่จะเห็นหน้าพี่แกบ่อยมากๆ)

ดาราร่วมจอส่วนมากก็ลายครามทั้งสิ้นครับ อย่าง Annette Bening หวานใจตัวจริงของ Warren Beatty ก็มาแสดงเป็น แมรี่ ซินแคลร์ ผู้จัดการโรงแรมฮิลตันที่แดนนี่ไปพักระหว่างพยายามคืนดีกับลูกชาย รายนี้ก็เล่นหนังดีเสมอครับ โดยหนนี้เธอต้องแสดงอารมณ์ผ่านหน้าตาท่าทางที่ค่อนข้างนิ่งจนดูเหมือนไม่ยินดียินร้ายกับอะไร แต่แท้จริงที่ภายในน่ะมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นตลอด เป็นบทที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จะเล่นให้ได้อย่างที่ Bening เล่นล่ะก็ ไม่ใช่ของง่ายเหมือนกันครับ และเธอดูเข้ากับ Pacino ได้ดีด้วย

Christopher Plummer ก็มาเป็น แฟรงค์ กรับบ์แมน เพื่อนและผู้ดูแลคนสนิทของแดนนี่ แม้บทบาทของเขาจะไม่เยอะ แต่ก็แสดงได้ใจในหลายฉากหลายตอน โดยเฉพาะตอนเขาเล่าเรื่องเลิกเหล้าให้ลูกชายของแดนนี่ฟัง นอกจากเรื่องเล่าจะน่ารักแล้ว ท่าทางของเขายังบ่งบอกว่าเขาสำนึกในบุญคุณของแดนนี่แค่ไหน

ส่วนดารารุ่นใหม่แต่เห็นหน้าบ่อย (จนไม่น่าจะใช้คำว่ารุ่นใหม่แล้ว) อย่าง Cannavale และ Jennifer Garner ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ทุกคนช่วยเสริมความดีให้กับหนังได้อย่างดี

เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกดีครับ และที่ผมชอบมากๆ คือมันไม่ใช่หนังฟีลกู๊ดแบบหลับหูหลับตา อย่างการที่แดนนี่พยายามจะหันมาดูแลครอบครัวและหันหลังให้กับวงการมายา มันไม่ได้ลงเอยด้วยการที่เขาทำสำเร็จ เขาหันหลังให้วงการมายาได้ 100% แล้วลูกชายก็กลับมารักเขาประหนึ่งจบเล่มเทพนิยาย

ผมชอบตอนที่ทอมพูดกับแดนนี่ว่า “คุณคิดว่าคุณกลับเข้ามาในชีวิตผม มาช่วยผม มาห่วงผม แล้ว End Credits มันจะขึ้น แล้วหนังก็จะจบแบบ Happy Ending งั้นหรือ? … เสียใจด้วยนะ แต่นี่มันชีวิตจริง!” เป็นประโยคที่ใช่มากๆ เลยล่ะครับ

นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบหนังนะ คือมันไม่ได้ดูฟีลกู๊ดแบบหนังจนเกินไป คือมันก็ยังมีความเป็นหนังน่ะครับ มีการปรุงบ้าง ไม่ถึงขั้น Feel Real สมจริงอะไรมากมาย แต่มันเป็นการปรุงที่พอเหมาะ ดูแล้วรู้สึกดี แล้วก็รู้สึกจริง

นอกจากนี้ผมรู้สึกว่าหนังสอนให้เราเข้าใจสถานการณ์นี้ในหลายแง่มุม คือหนังไม่ได้บอกกับเราว่า ทุกคนที่เปลี่ยนชีวิตตนเองแล้วจะต้องได้รับแต่ผลที่ดีเสมอไป มันก็อาจมีทั้งแรงต้านที่ทำลายความตั้งใจของเรา หรือไม่ก็มีผลในด้านที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามมาด้วย

อย่างการที่แดนนี่พยายามจะเปลี่ยนแนวเพลงมาทำในแบบที่ตนต้องการจริงๆ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า ยังไงแฟนๆ ก็ยังชอบผลงานเดิมๆ ของเขามากกว่า ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ผิดนะครับ ก็แดนนี่ร้องป็อบร็อคมาตั้ง 4 ทศวรรษ แฟนๆ ที่รักเขาก็ล้วนเป็นคนรักร็อค ครั้นพอจะเปลี่ยนโทนเป็นแนวอื่น มันก็ไม่แปลกที่แฟนๆ จะเรียกร้องถึง “แนวเพลงที่ทำให้พวกเขารักแดนนี่ คอลลินส์มากกว่า 40 ปี” มากกว่าแนวใหม่ (แม้มันจะกลั่นมาจากใจของแดนนี่ก็เถอะ)

ฉากที่ว่านี่ดูแล้วนึกถึงงานคอนเสิร์ตหลายๆ งาน ผมก็เพิ่งมานั่งสังเกตว่าศิลปินส่วนมากเขาจะเอาผลงานใหม่ๆ หรือสิ่งที่เขาอยากร้องจริงๆ (แต่ไม่ใช่แนวที่ทำให้เขามีชื่อเสียง) ไปไว้กลางๆ งาน หรือไม่ก็ท้ายงานเลย ประมาณว่าใช้เพลงดังๆ เดิมๆ ดึงแฟนๆ มาสู่โลกของเขาก่อน แล้วค่อยเอาเพลงที่เป็นตัวเขาจริงๆ นำเสนอไป แบบนี้คนดูคนฟังจะรับได้ดีกว่าที่จู่ๆ เปิดคอนเสิร์ตแล้วไปด้นเพลงใหม่แต่เริ่มเลย (แบบที่แดนนี่ทำ)

อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าแดนนี่เล่นเพลงเดินที่แฟนๆ รักก่อน แล้วค่อยเล่นเพลงแต่งเองที่เขาอยากเล่นจริงๆ อารมณ์ของผู้ฟังอาจเปิดรับมากกว่าที่เป็นก็ได้

และผลลัพธ์หลายๆ อย่างก็อาจจะดีกว่าที่เป็นก็ได้

หนังเขียนบทและกำกับโดย Dan Fogelman ที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เขียนบทมานาน (Crazy, Stupid, Love., Last Vegas) มาคราวนี้กำกับเป็นหนแรก ก็ถือว่าสอบผ่านครับ แม้หลายๆ อย่างจะไม่สุดยอด แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ หนังดูสนุก มีสาระ ดาราดี เพลงเพราะๆ อัดแน่นตลอด ถือเป็นงานที่แจ้งเกิดให้พี่แกได้เลย (เสียดายหนังไม่ทำเงินเท่าไร ลงทุนไป $10 ล้าน ได้คืนมาประมาณ $5 ล้านเห็นจะได้)

สรุปว่าเป็นหนังดราม่าที่น่าสนใจครับ สาระสำคัญที่ผมชอบที่สุดคือการบอกกับเราตรงๆ ว่าหากคุณเจอจุดเปลี่ยนของชีวิต หรือคุณต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิต ก็อย่ารอช้าที่จะคว้ามันไว้ ลองเปลี่ยนชีวิตดูครับ ลองทำตามใจเรียกร้องให้เต็มที่ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมที่จะเผื่อใจยามอะไรๆ ไม่เป็นไปดังหวัง

อย่างเรื่องของแดนนี่นี่ก็สอนเราได้ดีครับ ในบทสรุปหนังก็ทำให้เราเห็นว่าการเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ของเขานั้น ก็มีทั้งที่สำเร็จเข้าเป้า, บางอันก็พอกล้อมแกล้มผ่านไปได้ และที่พังไม่เป็นท่าเลยก็มีเหมือนกัน

แต่ผมชอบบทสรุปนะ คือมันจบแบบไม่ได้จบน่ะครับ จบแบบทิ้งให้เราตระหนักว่าเรื่องของพวกเขายังไม่จบหรอก มันยังเกิดอะไรต่อได้อีกมาก นี่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ (ในวัยใกล้ฝั่ง) ของแดนนี่เท่านั้นเอง

ใครอยากเริ่มอะไรใหม่ๆ ดูเรื่องนี้เข้าไป น่าจะได้อะไรดีๆ เยอะครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements