Action

ใหญ่ ปล้น ฟัด (2016) Railroad Tigers

17855408_1588093901221405_6227048267598789753_o

ดูเรื่องนี้แล้วนึกถึง “ไทยถีบ” ของบ้านเราขึ้นมาเลยครับ ว่าด้วยขบวนการกองโจรที่ปล้นพวกต่างชาติที่เข้ามารุกรานแผ่นดิน แล้วสถานที่ในการก่อการก็คือรถไฟเหมือนกัน

ตอนต้นก็เปิดมาให้เรารู้จักกับตัวละครหลักๆ ก่อนจะนำเสนอให้เห็นกลเม็ดการปล้นและวิธีการเอาตัวรอด (เพื่อไม่ให้โดนจับได้) ของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่าตัวเอกก็คือเฮียเฉินหลงของเรานั่นเองครับ

ส่วนไคลแม็กซ์ของเรื่องก็ว่าด้วยการที่กลุ่มโจรก๊กนี้พยายามจะหาทางถล่มรางรถไฟตรงจุดที่เป็นสะพานข้ามหน้าผาน่ะครับ ประมาณว่าหากทำสำเร็จก็จะตัดกำลังพวกญี่ปุ่นไปได้เยอะทีเดียว

ว่าตามจริงหนังก็น่าสนใจอยู่ครับ เพียงแต่หนังจับหลายทางมากไปจนสุดท้ายก็ไม่สุดสักทาง คือมันมีครับทั้งตลก, แอ็กชัน, ดราม่า แล้วก็ใส่ฉากลุ้นระทึกลงไป แต่โทนหนังมันก้ำกึ่ง ดูทีเล่นทีจริงจนพอดูจบผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมควรจะรู้สึกยังไงดี

คือปมของเรื่องรวมถึงภารกิจของเหล่ากองโจรจริงๆ มันก็คอขาดบาดตายนะ เพราะมันคือการต่อสู้ของชาวจีนกับพวกญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก ซึ่งพวกญี่ปุ่นเองก็โหดอยู่ บทจะฆ่าชาวจีนก็ฆ่าเลย แต่โทนทีเล่นของหนังมันเลยลดทอนในแง่อารมณ์หรือส่วนดราม่าของหนังลงไป

ดูแล้วนึกถึง Ip Man หน่อยๆ เหมือนกันครับ เพราะมันคือการที่ชาวจีนสู้กับญี่ปุ่นเหมือนกัน และคนที่มาแสดงเป็นบอสฝ่ายญี่ปุ่นก็คือคนเดียวกันด้วย Hiroyuki Ikeuchi แต่ในขณะที่เรื่องนั้นตัวร้ายดูมีมิติ ส่วนเรื่องนี้ตัวร้ายออกแนวเรื่อยๆ จะโหดก็ไม่เชิง แต่จะฮาซะทีเดียวก็ไม่ใช่

ตามปกติหนังของเฮียเฉินจะเน้นขำเสมอ ผมเลยไม่แปลกใจที่โทนเรื่องมันจะมีการเล่นมุกหรือแอ็กชันแบบตลกเจ็บตัวเสิร์ฟผู้ชมอยู่เรื่อยๆ แต่ก็อย่างที่บอกครับว่ามันไม่สุด คือถ้าทำออกมาให้ฮาไปเลย มันน่าจะออกมาลื่นกว่านี้ แต่นี่ฮาก็มีแต่ไม่สุด และพยายามใส่ดราม่าลงไปอีก ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ไม่ถึงเช่นกัน

ยิ่งช่วงท้ายนี่ยิ่งเสียดายครับ เพราะมันก็จะลงสูตรหนังแนวนี้ คือต้องมีการสู้กันถึงขั้นแตกหัก และต้องมีการสละชีวิตเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นว่าโทนกึ่งเล่นกึ่งจริงของหนังทำให้ฉากที่ตัวละครต้องเสียสละมันดูไม่ได้อารมณ์เศร้าหรืออารมณ์อาลัยสักเท่าไร

คือสารภาพว่าตอนดูผมแอบสับสนน่ะครับ แม้มันจะมีฉากลุ้นว่าใครจะตายไหมหรืออะไรก็เถอะ แต่ด้วยความเล่นของหนังมันทำให้ผมไม่อินกับการเสียสละของพวกเขา ใจยังแอบคิดเลยว่า “คงไม่ตายจริงหรอกมั้ง” เหมือนหนังเฉินหลงส่วนใหญ่ที่ไม่ว่าจะตีกันระเบิดแค่ไหนก็มักจะไม่ถึงตาย

แต่ถ้าถามว่าโอเคไหม ผมว่าก็ดูได้เรื่อยๆ ครับ แต่การที่หนังยาว 2 ชั่วโมงมันก็ทำให้เกิดความอืดในบางช่วง และถ้าใครหวังจะดูบู๊มันส์ๆ สไตล์เฮียเฉินล่ะก็ อาจต้องเผื่อใจไว้นิดหนึ่งครับ คือมีน่ะมันมี แต่ไม่ได้เยอะเท่าไร ส่วนหนึ่งก็เพราะตัวละครมีหลายคน เลยมีการแบ่งบทกระจายความเด่นจากเฮียเฉินไปเยอะเหมือนกัน (แต่ยังไงๆ เฮียเฉินก็เด่นสุดครับ)

ไปๆ มาๆ ผมดันชอบ Kung Fu Yoga มากกว่า เรื่องนั้นแม้จะโม้และบทโล่งโถง แต่อย่างน้อยมันก็มีฉากตีกันแบบเดิมๆ ที่ยังดูสนุก และหนังมันเน้นฮาอย่างเดียว ทิศทางมันเลยไปในทางเดียวกัน สุดท้ายแม้หนังจะไม่ได้ดีเด่ แต่มันก็ออกมากลมกล่อมดูแล้วได้อารมณ์ไปในทิศทางเดียว

ในขณะที่เรื่องนี้ จริงๆ เนื้อหาดีครับ ดาราก็เล่นกันดี เพียงแต่หนังยังผสม “สายบู๊ฮา” กับ “สายบู๊กึ่งประวัติศาสตร์” ได้ไม่ลงตัวนัก ผลที่ได้เลยออกมากลางๆ แต่ถ้าเป็นแฟนเฮียเฉินก็ยังอยากให้ลองลิ้มครับ เพราะยังไงเฮียเฉินก็ยังเป็นดาราที่เล่นหนังได้ “น่ารัก” ในแบบของเขาเสมอ

แต่พอดูปุ๊บก็พอเข้าใจว่าทำไม Kung Fu Yoga ทำเงินไปมากกว่า เรื่องนั้นทำไป $254 ล้านจากทั่วโลกครับ ในขณะที่เรื่องนี้ได้ไปประมาณ $102 ล้านเท่านั้น

สองดาวครับ

Star21

(6/10)