Animation/Cartoon

Seoul Station (2016) ก่อนนรกซอมบี้คลั่ง

15940637_1475171739180289_3820205482002414351_n

นี่คือแอนิเมชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดก่อนเหตุการณ์ใน Train to Busan ครับ แต่อาจจะไม่ใช่ภาคก่อนแบบตรงๆ เพราะมันไม่ได้มีจุดเชื่อมแบบชัดๆ กับ TtB ครับ แค่เป็นเรื่องเกี่ยวกับซอมบี้ไล่กัดคนในเกาหลีเหมือนกัน อยู่ในจักรวาลเดียวกัน

เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมากครับ มีคนป่วยท่าทางไม่สบายหนักๆ มาเดินป้วนเปี้ยน ก่อนเขาจะกลายเป็นซอมบี้ แล้วจากนั้นก็ไล่กัดไล่กินคนจนส่งผลให้จำนวนซอมบี้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ที่เหลือรอดต้องหนีตายกันไป

ผมเล่าเรื่องย่อนี่ก็เหมือนเดจาวูนะ เพราะหนังซอมบี้ก็ประมาณนี้แหละครับ เปิดเรื่องมาก็นิ่งๆ แนะนำตัวละครกันไป ก่อนจะมีซอมบี้ตัวแรกปรากฏ (ซึ่งหนังหลายเรื่องก็มักไม่ค่อยบอกว่ามันมาจากไหน) แล้วความสยองก็จะเริ่มจากตรงนั้น

ถ้าว่ากันถึงความสนุกแล้ว มันสู้ TtB ไม่ได้ครับ เรื่องราวมันไม่ได้เข้มข้นหรือเร้าใจอะไรแบบนั้น ยิ่งทำออกมาเป็นแอนิเมชั่นแล้ว ความอินหรืออารมณ์ร่วมของคนดูก็ยิ่งน้อยลงไป เพราะระหว่างเห็นตัวการ์ตูนกัดตัวการ์ตูน กับเห็นคนกันคนจริงๆ อารมณ์มันย่อมต่างกันอยู่แล้ว

ว่ากันว่าจริงๆ SS นี่ทำเสร็จออกมาก่อน TtB ครับ แต่บ้างก็ว่าเพราะผู้สร้างกลัวว่าหนังแอนิเมชั่นหากฉายแล้วมันอาจไม่เวิร์ก มีโอกาสไม่ทำเงินสูงมาก ก็เลยมีการให้ทำเป็นฉบับหนังออกมาก่อน แล้วพอหนังจุดติดก็ค่อยเอา SS ออกฉาย

หรือบ้างก็ว่าผู้สร้างมาเห็น SS แล้วเกิดชอบ เลยสั่งให้ผู้กำกับทำออกมาเป็นฉบับหนังใหญ่ ผลที่ได้ก็ออกมาเป็น TtB แล้วจากนั้นก็ค่อยเอา SS เรื่องนี้ฉายตามออกมา

ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด ทั้ง Seoul Station และ Train to Busan ก็ถูกสร้างออกมาให้เราได้ยลโฉมกันเรียบร้อยครับ ผลก็อย่างที่บอกว่า TtB เหนือกว่าจริงๆ แต่กระนั้น Seoul Station ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้พูดถึงเลย

หนังทั้ง 2 เรื่องกำกับและเขียนบทโดย Yeon Sang-ho ซึ่งประเด็นน่าสนใจที่ทั้ง 2 เรื่องมีเหมือนกันคือการสะท้อนสังคม พร้อมทั้งเสียดสี+วิพากษ์สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” แบบค่อนข้างจะตรงไปตรงมาอยู่ไม่น้อย

โดยส่วนตัวผมมองว่า SS สะท้อนด้านมืดของคนได้ชัดและเยอะกว่า TtB เพราะใน TtB แม้จะมีการสะท้อนด้านเห็นแก่ตัวของคน (ผ่านทางคุณลุงเจ้าของบริษัทใหญ่นั่น) แต่ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นด้านดีหรือด้านเสียสละของคนในสัดส่วนที่มากกว่า

แต่สำหรับ SS แล้ว เราจะได้เห็นด้านมืดของคนมากมายเต็มจอไปหมดครับ คนไม่สนใจกัน, คนไม่แคร์กัน, คนเห็นแก่เงิน, คนเอาแต่อารมณ์ หรือคนที่อยากทำอะไรก็ทำตามแต่ใจ โดยไม่สนว่ามันจะถูกหรือผิด ฯลฯ โดยสัดส่วนในหนัง SS แล้ว เราจะเจอคนเหล่านี้มากกว่าจะเจอคนดีมีน้ำใจ

มันคือการวิพากษ์สังคมที่เข้าท่าดีครับ เหมือนผู้กำกับก็ยอมรับกลายๆ ว่าคนในสังคมบ้านเขาเมืองเขาก็เห็นแก่ตัวใส่กันทั่วไปหมด ไหนจะฉากที่ตัวละครหนึ่งป่าวประกาศว่าตัวเองทำดีตั้งเยอะ ทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อประเทศตั้งมาก แต่ทำไมเขาถึงไม่ได้ดี ทำไมเขาต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ก็เป็นการบอกให้คิดแบบตรงๆ ล่ะครับว่าคนที่ทำดี ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้รับผลดีเสมอไป

ทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยครับ ไม่ใช่ “ทำดี 1 แต้ม เอาไปแลกของรางวัลได้ 1 อย่าง” มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในชีวิตจริงน่ะ

เอาเป็นว่าหนังเหมาะให้คนดูที่ดู TtB มาดูต่อให้ครบ Universe ของมันครับ ได้รู้ว่าก่อนจะเกิดเรื่องใน TtB มันเคยเกิดเหตุแบบนี้มาก่อน และได้รู้ว่าโลกนี้ก็เต็มไปด้วยซอมบี้ในร่างมนุษย์ (คนเห็นแก่ตัว) มาตั้งแต่ก่อนซอมบี้ตัวจริงจะออกอาละวาดแล้ว

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements