รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Daddy’s Home (2015) สงครามป่วน (ตัว)พ่อสุดแสบ

MV5BMTQ0OTE1MTk4N15BMl5BanBnXkFtZTgwMDM5OTk5NjE@._V1_

Will Ferrell กับ Mark Wahlberg มาเจอกันอีกหนครับ หลังจากเคยเป็นคู่บ้าต่างขั้วกันมาแล้วใน The Other Guys ครับ โดยมาเรื่องนี้ก็มาบ้าต่างขั้วกันอีกเหมือนเดิม

Ferrell รับบท แบรด วิเทเกอร์ ชายโลกสวยแสนดีที่แต่งงานกับ ซาร่า (Linda Cardellini) สาวสวยที่มีลูกติด 2 คน โดยที่ลูกๆ ของเธอนั้นก็ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขาสักเท่าไร

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ดัสตี้ (Wahlberg) สามีเก่าของซาร่าก็ปรากฏตัวครับ ทำให้พ่อเลี้ยงอย่างแบรดถึงกับสะท้าน เพราะเอาแค่เวลาปกติลูกๆ ก็ไม่ค่อยจะรักเขาอยู่แล้ว ยิ่งพอดัสตี้มาแล้วก็ทำตัวเป็นฮีโร่สำหรับลูกๆ ขนาดนี้ เลยทำให้แบรดรู้สึกว่าตำแหน่งพ่อเลี้ยงของเขามันสั่นคลอนไปกันใหญ่

แล้วก็ตามสูตรครับ ศึกทวงความสำคัญระหว่างพ่อเลี้ยงกับพ่อจริงเลยบังเกิดด้วยประการละฉะนี้

ถือเป็นหนังตลกสไตล์ Ferrell น่ะครับ ตัวเอกแสนดี เจอกับสถานการณ์ชวนเครียด แล้วก็ต้องหาทางรับมือแบบขำๆ กันไป (ซึ่ง Adam Sandler กับ Ben Stiller ก็มักจะมาในสไตล์นี้เหมือนกัน) ซึ่งหนังแนวนี้ที่ทำกันออกมา ก็จะมีบ้างครับที่ล้ำเส้น เล่นมุกหยาบหรือหนักมากเกินจนแทนที่จะสนุกก็กลายเป็นรู้สึกไม่โอแทน

แต่กับเรื่องนี้ถือว่าทำได้พอเหมาะพอดีครับ คืออาจจะมีบ้างนะในบางมุขที่ดูแรง หรือความขัดแย้งระหว่างพ่อเลี้ยงและพ่อจริงดูเกินไปบ้าง หรือบางฝ่ายโดนแกล้งหนักไปบ้างจนอดหมั่นไส้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่หนังก็รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาให้อารมณ์ไม่ล้ำเส้นเกินไป ควบคุมปริมาณมุกเหล่านี้ให้อยู่ในระดับเพลินๆ ได้

ผมชอบครับ สนุกดี ดูแล้วคลายเครียดดี Ferrell เล่นได้บ๊องแบ้วและฮาตามสไตล์ พอถึงฉากโวยก็โวยได้บ้าบอดี ส่วน Wahlberg ก็ไปได้ดีล่ะครับกับบทตัวกวนหน้านิ่ง แต่ก็มีความน่ารักในแบบของตนเอง ทำให้สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าคนดูน่าจะรักคุณพ่อทั้ง 2 คนนั่นแหละ เพราะแต่ละคนก็มีจุดดีและจุดอ่อนต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วหนังก็สามารถสรุปเรื่องราวให้คุณพ่อทั้ง 2 น่าจดจำ (ในแบบดีๆ น่ะนะครับ)

ในแง่ของสาระก็อาจจะไม่ได้คมลึกอะไรมากครับ แต่ก็มีไม่น้อยนะ ผมชอบฉากตอนที่แบรดกับดัสตี้ต้องสอนให้ลูกชายรู้จักต่อสู้กับคนที่รังแกเขาน่ะครับ ตอนแรกแบรดก็พยายามเล่าเรื่องเหมือนสร้างแรงบันดาลใจ แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็สารภาพว่าจริงๆ แล้วเขาโกหก แล้วก็เล่าเรื่องจริงแทน แต่เรื่องจริงอันนั้นก็บันดาลใจให้เจ้าหนูลุกขึ้นสู้เหมือนกัน

เหมือนจะบอกให้เราตระหนักน่ะครับ ว่าบางทีการพยายามเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา มันก็อาจพาเราไปผิดทาง แต่หากเรารู้ว่าตัวเราเป็นใคร และยอมรับมันอย่างที่เป็น ก็อาจจะนำพาไปสู่บทสรุปที่เหมาะสมกับความเป็นเรามากกว่าก็ได้

อย่างในเรื่องนี้แบรดกับดัสตี้พยายามแข่งกันตลอดครับ บางครั้งก็ทำในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวเองเลย แล้วผลที่เกิดตามมาก็คือความวุ่นวาย เดือดร้อน และเข้ารกเข้าพงกันไป

ดูแล้วก็สะท้อนใจคนเป็นพ่อเหมือนกันล่ะครับ เพราะมันคือหน้าที่ตลอดชีวิตเลยล่ะ เมื่อเรามีเจ้าตัวน้อยแล้ว เราก็ต้องดูแลเขา ประคับประคองเขา ช่วยเหลือเขา (แต่มากเกินไปก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวเขาจะยืนด้วยขาตนเองไม่เป็น) มันย่อมมีวันที่เราทำสิ่งที่ถูกต้อง วันที่ลูกบอกว่ารักเราจนเราตัวลอย แล้วก็มีวันที่เราทำผิดพลาด มีวันที่ลูกร้องไห้และหันหลังให้เรา มันคือชีวิตจริงๆ ของพ่อและแม่ที่ต้องรับมือกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ครับ

ยุคนี้สมัยนี้แล้ว เรื่องการมีลูกก็ถือเป็นทางเลือกมากกว่าจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ว่าง่ายๆ คือหากเราพร้อมจะมีก็มีครับ แต่ถ้าไม่พร้อมแล้วจะอยู่กันแบบหนุ่มสาวไปเรื่อยๆ นั่นก็คือทางที่เราเลือกได้เช่นกัน ดังนั้นเราต้องถามตัวเองก่อนล่ะครับว่าเราพร้อมจะเป็นพ่อคนแม่คนหรือไม่

ผมชอบตอนที่ดัสตี้บอกว่า “ฉันอยู่ในกรวยอย่างนายไม่ได้” คือมันจะมีฉากประมาณว่า ถ้าพ่อแม่จะไปรับลูกหรือส่งลูก จะต้องขับรถตามกฎกติกาแบบเคร่งครัด โดยเส้นทางจะมีกรวยตั้งกั้นไว้จนรถไม่สามารถกระดิกไปไหนได้ ต้องตรงในกรอบแห่งกรวยอย่างเดียว ซึ่งแบรดน่ะทำได้เป็นปกติครับ แต่ดัสตี้ด้วยความเป็นคนเสรีสูง เลยทนไม่ได้ จนในที่สุดเขาก็เปิดใจกับแบรดว่า “ฉันอยู่ในกรวยอย่างนายไม่ได้” เป็นฉากที่สะท้อนอะไรได้ดีเหมือนกัน

สรุปว่าผมชอบกว่าที่คิดครับ สนุกดี ความขำอาจไม่เยอะนะ แต่มันเพลิน ดูกลมกล่อมในแบบของมัน สาระอาจไม่ล้ำลึกแต่ก็ถือว่าชวนคิด และถือว่าโดนใจคนเป็นพ่อในหลายๆ วาระเลยล่ะ ^_^

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements