Action

Everest (2015) เอเวอเรสต์ ไต่ฟ้าท้านรก

12112072_1092804057417061_914334783757405742_n

ถ้าจะให้จำกัดความหนังเรื่อง Everest แบบสั้นๆ ก็คงเป็นว่า “ของเขาดีจริง” ^_^

จัดเป็นหนังที่เวิร์กมากครับ ดีทั้งในแง่การเล่าเรื่อง (ที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง) ก็จัดว่าน่าติดตาม ในแง่ความบันเทิงตื่นเต้นลุ้นระทึกแบบหนังภัยพิบัติ ก็มีจัดมาเสิร์ฟให้ผู้ชมใจหายใจคว่ำเป็นระยะๆ หรือในแง่สาระ หนังก็ถ่ายทอดประเด็นความไม่แน่นอนของชีวิตออกมาได้อย่างน่าจดจำ (และเจือไว้ด้วยความหดหู่)

หนังเล่าถึงเหตุการณ์ในปี 1996 ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์อันเป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย หมุดสำคัญที่นักผจญภัยมากมายต้องการพิชิตให้สำเร็จ ซึ่งหนังก็แนะนำให้เรารู้จักกับเหล่าตัวละครที่กำลังจะปีนให้ถึงยอดเขา ไม่ว่าจะ ร็อบ ฮอลล์ (Jason Clarke), แอนดี้ แฮร์ริส (Martin Henderson), สก็อตต์ ฟิชเชอร์ (Jake Gyllenhaal), ดั๊ก แฮนเซน (John Hawkes) และ เบค เวเธอร์ส (Josh Brolin)

ตอนต้นๆ เราก็จะได้เห็นการฝึกอบรมให้กับเหล่านักปีนเขา ว่าก่อนจะปีนจริงน่ะต้องทำอะไร ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ซึ่งช่วงที่ว่านี่ก็ไม่น่าเบื่อเลยครับ เพราะหนังสามารถสร้างความสนใจให้เราได้ตลอด ไม่ว่าจะด้วยพลังการแสดง, ปมตัวละคร หรือเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ช่วงที่ว่านี่แม้จะเป็นเพียงการปูพื้น แต่ก็เป็นการปูที่มีกึ๋นครับ ไม่เหมือนหนังอีกหลายๆ เรื่องที่พอเข้าช่วงปูพื้นทีไรก็จะดูอืดหรือไม่ค่อยน่าสนใจทุกที

ครั้นมากลางๆ เรื่องหนังก็เริ่มมีฉากให้เราลุ้นเป็นระยะ ก่อนจะไปลุ้นหนักจัดเต็มตอนท้ายเมื่อพายุก่อตัวจู่โจมเหล่านักปีนเขาแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงหลังๆ นี่ก็ลุ้นกันเต็มที่ล่ะครับ

หนังกำกับโดย Baltasar Kormákur แห่ง Contraband และ 2 Guns ซึ่ง 2 เรื่องที่ว่านั่นก็จัดว่าเวิร์กแล้วนะครับ แต่มาตอนนี้บอกได้เลยว่าเรื่อง Everest นี่เวิร์กสุด ลงตัวสุด น่าติดตามสุด เป็นส่วนผสมที่พอเหมาะระหว่างแอ็กชันผจญภัยกับดราม่า ถือว่าไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะในด้านใดก็เถอะ

การแสดงดีๆ ของเหล่าดาราคือพลังสำคัญอีกอย่างที่ทำให้หนังออกมาน่าดูตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้ นอกจากชื่อที่ผมกล่าวไปแล้วก็ยังมี Sam Worthington, Emily Watson, Keira Knightley, Michael Kelly และ Robin Wright มาช่วยเสริมทัพ ความแน่นของหนังมันเลยแน่นแท้แน่นจริงครับ และการบิ้วอารมณ์ให้คนดูอินไปกับเรื่องราว (ทั้งในเชิงสุขและเชิงโศก) เลยได้ผลอย่างน่าพอใจ

ครั้นดูแล้วผมก็เชื่อว่าหลายคนคงมีมุมมองต่อเรื่องที่เกิดต่างกันไปครับ หลายคนมองว่าการปีนเขาพิชิตเอเวอเรสต์มันคือเรื่องเสี่ยงที่ไม่น่าลองทำเลยแม้แต่นิดเดียว เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่สำหรับบางคนแล้ว มันคือเป้าหมายอันมีค่าในชีวิตน่ะครับ มันคืออะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเติมเต็มคุณค่าในตัวเขา มันคืออะไรสักอย่างที่จะทลายขอบเขตขีดจำกัดในชีวิตของเขา

ดังนั้นความชอบของใครก็ต้องแล้วแต่เหตุผลที่มีในส่วนลึกของแต่ละคนครับ เราอาจเอาความคิดเราไปสรุปการกระทำของคนอื่น (ว่าดี-ไม่ดี, เข้าท่า-ไร้สาระ) แต่เอาเข้าจริงมันสรุปอะไรแน่ชัดไม่ได้หรอกครับ เพราะเราและคนอื่นๆ ย่อมมีความต่างกันเสมอ ต่างกันตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ แบบนั้นหากเราและเขาจะชอบอะไรต่างกัน หรือจะมอง “คุณค่า หรือ “ความหมาย” ของชีวิตในแบบที่ต่างกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ผมเชื่อว่าคนเราส่วนใหญ่ ย่อมมีอะไรสักอย่างที่มีค่าพอที่เราจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มันมา เพียงแต่สิ่งนั้นจะเป็นอะไร ก็มีแต่เรานั่นแหละครับที่จะค้นจนเจอ

หรือบางคนค้นทั้งชีวิตก็อาจไม่พบเลยก็ได้… แต่จริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะอย่างน้อยถ้าเราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าสุดๆ แล้ว ต่อให้ไม่เจอยอดเขาเอเวอเรสต์แห่งชีวิต แต่ใครเล่าจะฟันธงว่า การใช้ชีวิตแบบคุ้มค่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะเทียบไม่ได้กับการเจอยอดเขา? โดยรวมๆ มันอาจสุขเท่ากันก็ได้ เพียงแต่ว่ากันใช้ชีวิตให้คุ้มทีละนิดละหน่อย มันอาจไม่มีจุดพีคเท่าตอนทำอะไรสุดๆ เพียงครั้งเดียว

อันว่าความสุขและความสำเร็จนั้น ก็คงมีความลับที่รอให้เราลองค้นพบเกี่ยวกับมันได้ไม่สิ้นสุดจริงๆ ^_^

สรุปครับว่านี่คืองานหนังที่ครบเครื่องทั้งเรื่องบันเทิงตื่นเต้นลุ้นระทึก และถึงพร้อมในแง่ความมีคุณภาพในฐานหนังดีๆ สักเรื่อง แม้มันจะไม่ได้สุดยอด แต่ก็พูดได้เต็มปากครับว่านี่เป็นหนังแนวไต่เขาที่ทำออกมาได้ดีมากๆ เรื่องหนึ่ง เรียกว่าแซงหน้าพวก Vertical Limit, K2 และ Cliffhanger ได้แบบสบายๆ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

โฆษณา