รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Diary of a Wimpy Kid: The Long Haul (2017) ไดอารี่ของเด็กดไม่เอาถ่าน 4 ตะลุยทริปป่วน

21728378_1766104186753708_2103758006590392472_n

Diary of a Wimpy Kid 3 ภาคแรกถือเป็นหนังสนุกสุดเพลินที่ดูได้เรื่อยๆ ครับ ทีมดาราเล่นกันได้พอเหมาะ และแต่ละตอนก็มีครบทั้งอารมณ์ขันและเนื้อหาสาระดีๆ ที่สำคัญคือยิ่งดูก็ยิ่งคุ้นกับทีมดาราหน้าเดิมๆ

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี ดาราเด็กจากหนังชุดแรกก็โตกันหมดแล้วครับ เลยทำให้พอมีโครงการจะทำภาคต่อก็เลยต้องเปลี่ยนดาราใหม่ยกทีม ทำให้นี่กลายเป็นหนังภาคต่อที่ไม่มีดาราชุดเก่ามาโผล่หน้าเลย

จำได้ตอนประกาศสร้างหนังภาคนี้ แฟนหนังภาคเก่าก็ออกมาประท้วงน่ะครับ โดยเฉพาะการแคส Charlie Wright มาเป็นร็อดดริก ซึ่งของเดิมนั้น Devon Bostick เล่นไว้ดีมาก กวนทีนมาก ในขณะที่รูปลักษณ์ของ Wright ดูไม่กวน และไม่ใช่ร็อดดริกเท่าที่ควร

แต่ก็นั่นล่ะครับ ลองว่าเด็กโตกันหมดก็ต้องยกเครื่องเปลี่ยนคนเป็นของธรรมดา ผมนั้นในฐานะแฟนหนังชุดนี้คนหนึ่งก็ยังอยากให้มันออกมาสนุกล่ะครับ จะได้มีตอนต่อให้ดูอีก จะได้มีหนังเพลินๆ เบาๆ ให้ดูอีกต่อไปในอนาคต (ประมาณว่าถ้าภาคนี้ดัง ก็จะได้มีตอนต่อออกมา)

ภาคนี้ครอบครัวเฮฟฟ์ลี่ย์ยกขบวนกันไป Road Trip ครับ โดยคุณแม่ (Alicia Silverstone) หวังเป็นที่ยิ่งว่าการเดินทางหนนี้จะทำให้สายใยในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น ดังนั้นคุณแม่เลยมีกฎระหว่างการเดินทางก็คือ ห้ามทุกคนแตะมือถือเป็นอันขาด

รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยทั้งหลาย หากไม่จำเป็นก็ห้ามใช้ แล้วก็หันไปใช้วิธีเดิมๆ หันมาคุยกันให้มากขึ้นกันดีกว่า แต่เราก็คงพอเดาได้ครับว่าเกร็ก (Jason Drucker) กับร็อดดริก (Wright) ไม่มีวันทำตามแม่บอกแน่นอน และนั่นแหละคือจุดเริ่มของเรื่องวุ่นๆ สารพัดที่ครอบครัวเฮฟฟ์ลี่ย์ต้องเผชิญระหว่าง Road Trip หนนี้

จริงๆ ประเด็นของภาคนี้ถือว่าดีนะครับ เพราะเอาประเด็น “สังคมก้มหน้า” มาเล่ากันแบบตรงๆ ซึ่งมันก็สะท้อนความจริงของสังคมได้ดี ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเราอยู่กับหน้าจอและมือถือมากกว่าอยู่กับคนจริงๆ

แต่เอาเข้าจริงประเด็นนี้ก็ไม่ได้ลึกหรือน่าสนใจอะไรขนาดนั้นครับ ส่วนมากหนังก็จะมาเน้นสถานการณ์ป่วนๆ เรื่องฮาๆ แล้วก็มุกตลกเจ็บตัวทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งถ้าให้บอกตรงๆ ก็คือหนังดูจะเน้นส่วนนี้มากไปหน่อยจนหนังเสียกระบวนไป

ชุดก่อนที่มันดูสนุกก็เพราะตัวละครแม้จะออกแนวการ์ตูนแต่ก็ยังไม่หลุดเกิน ยังพอมีมิติความลึกบ้าง แต่กับฉบับนี้บางทีก็หลุดมากไปหน่อย หรือไม่ก็เน้นเรื่องป่วนมากจนพื้นที่สำหรับประเด็นดีๆ ถูกเบียดบังไปหมด ในขณะที่ถ้าเป็นภาคก่อนๆ สัดส่วนความฮา การ์ตูนและสาระจะไปด้วยกันได้ดีกว่านี้ กลมกล่อมกว่านี้น่ะครับ

ด้านดาราก็กลางๆ ครับ Drucker ก็ถือว่าเรื่อยๆ กับบทเกร็ก แต่ Wright นี่ดูไม่ใช่ร็อดดริกสักเท่าไรครับ ความกวนความฉลาดแกมโกงมันไม่เปล่งรัศมี แต่ก็เข้าใจว่าเขาคงพยายามน่ะครับ แต่มันก็เลยให้ผลแบบ “กวนพยายาม” มากกว่าจะเป็น “กวนทีน”

แต่หนังก็มีประโยคที่ผมชอบนะ อย่างตอนร็อดดริกบอกว่า “เชื่อเถอะว่าการที่แม่ไม่อยากให้นายเล่นมือถือ ก็เพราะอยากให้นายสัมผัสกับชีวิตจริง และมีความสุข แต่ปัญหาคือ แม่ไม่เข้าใจว่ามันยากแค่ไหนกับการเป็นเด็กในศตวรรษที่ 21” จุดนี้ก็ถือว่าน่าคิดอยู่เหมือนกัน

สรุปว่าโดยรวมแล้ว 3 ภาคก่อนประทับใจกว่าครับ ส่วนภาคนี้ที่หลายเสียงบ่นว่าแย่ก็อาจเพราะคาดหวังจากที่ชุดเก่าทำไว้ แต่หากพยายามมองแบบกลางๆ หนังก็ดูได้น่ะครับ เพียงแต่ไม่ได้มีอะไรเด่นหรือน่าจดจำเท่านั้นเอง (รายได้ภาคนี้ลดลงครึ่งต่อครึ่งน่ะครับ)

ดาวกว่าๆ ครับ

Star11

(4.5/10)

 

Advertisements