Action

Spy (2015) สปาย

MV5BNjI5OTQ0MDQxM15BMl5BanBnXkFtZTgwMzcwNjMyNTE@._V1_SY1000_SX675_AL_

ปีนี้ผมถือเป็นปีทองของหนังสายลับครับ ต้นปีฟินกับ Kingsman ไปหนึ่งรอบ มากลางปีผมก็โดนใจกับ Spy อีกเรื่อง (ปลายปีมี Spectre อีกครับ)

ผมชอบนะครับ ในแง่หนังตลกก็ถือว่าดูเพลินดี มีความฮามาเรื่อยๆ แต่สำหรับผม หนังไม่ได้ฮาแตกแบบเล่นมุขตบมุขเหมือนหนังขายฮาเรื่องอื่นๆ แต่มันฮาแบบอมยิ้มเพราะความน่ารักของ ซูซาน (Melissa McCarthy) ตัวเอกของเรื่องทีเป็นเจ้าหน้าที่นั่งโต๊ะของ CIA ซึ่งต้องโดดไปปฏิบัติการภาคสนามเป็นหนแรก

McCarthy เล่นได้ดีมากๆ ครับ เรียกว่าดีมากจนผิดคาด เพราะปกติจะเจอแต่เจ๊แกเล่นบทเกรียนๆ (Bridesmaids, Identity Thief และ The Heat) แต่เรื่องนี้เธอใส่ความน่ารักให้กับตัวละครนี้แบบเต็มเหนี่ยวครับ ทั้งแววตา ท่าทาง กระทั่งคำสบถก็ยังออกแนวสุภาพ (เรื่องก่อนๆ เจ๊แกด่าพ่อล่อแม่หนักกว่านี้เยอะ 555)

ความน่ารักไม่ได้หยุดแค่พฤติกรรม แต่ตัวตนเธอก็น่ารักครับ เธอมีน้ำใจ มองคนในแง่ดี เป็นห่วงเป็นใยคนอื่น กระทั่งเป้าหมายที่เธอต้องประกบอย่างเรย์น่า (Rose Byrne) ที่เป็นสาวร้ายเอาแต่ใจและมุ่งหมายจะขายนิวเคลียร์ แต่เธอก็ยังพยายามทำความเข้าใจและแสดงความเห็นใจเรย์น่าอยู่หลายหน (อันนำมาสู่ฉากเรียกรอยยิ้มในตอนท้ายน่ะครับ ผมชอบจริงๆ นะ)

อีกฉากที่ผมชอบก็ตอนท้ายๆ ที่ซูซานบอกปัดนัดหนุ่มหล่อ แล้วขอไปใช้เวลากับเพื่อนของเธอที่ช่วยเธอตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ มันน่ารักดีน่ะครับ แม้หนังจะไม่ได้เป็นหนังครอบครัวหรือดราม่ากินใจ แต่ฉากที่ว่ามันเติมอารมณ์อบอุ่นสู่หนังได้อย่างดีทีเดียว

McCarthy คือจุดเด่นจริงๆ ในขณะที่ดาราคนอื่นๆ ก็สมทบได้พอเหมาะดี Jude Law ดูไปได้ดีกับบทสายลับพระกาฬมาดดี แต่ก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ทำผิดพลาดได้ (ไม่ได้เซียนแบบบอนด์) แต่รายที่เด่นกว่าคือพี่ Jason Statham ที่เล่นได้รั่วมาก แต่เป็นการรั่วที่พอเหมาะนะครับ คือพี่แกไม่เสียมาดเท่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ยังคงปั้นหน้าเข้มตลอดๆ แต่ผมชม Paul Feig เลยครับที่สามารถสอดแทรกจังหวะซุ่มซ่ามเฟอะฟะลงไปในบทนี้ได้แบบถูกจังหวะ พี่แกเลยเสริมความสนุกให้หนังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

Spy-2015-poster-1-1

Byrne ก็ฉลุยกับบทแบบนี้ครับ เริ่ดๆ เชิ่ดๆ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนแอ และอีกรายที่ฮาแบบเนิ่บๆ คือ Miranda Hart ในบทแนนซี่ เพื่อนของซูซานที่ความเปิ้บป๊าบทำให้หนังฮาได้แบบไม่เลอะเทอะครับ

ผมชื่นชม Paul Feig เลยครับ พี่แกกำกับและเขียนบทได้ดีจริงๆ คือมันไม่ได้สุดยอดไร้ที่ตินะครับ แต่มันพอเหมาะ มันเป็นการยำล้อหนังสายลับแบบมีทิศทาง คือไม่ได้ล้อแบบเลอะเทอะ เพราะโดยโครงของบทจริงๆ แล้ว มันก็คือหนังสายลับจริงจังนี่แหละครับ มีตัวเอก มีตัวร้าย มีการหักหลัง มีภารกิจให้ทำ และมีไคลแม็กซ์ให้ลุ้น เพียงแต่ตัวละครน่ะออกแนวเพี้ยน แล้วสถานการณ์ก็หักมุมไปขำแบบเนียนๆ นั่นเอง

ถือเป็นกรณีที่น่าศึกษาสำหรับการทำหนังตลกนะครับ Feig แกก็ทำหนังตลกมาหลายเรื่อง แล้วก็เข้าเป้าเสมอ ถ้าสังเกตจะพบว่าหนังของเขาไม่ได้เจตนาทำออกมาให้ตลก แต่มันจะมีพล็อตหลัก มีทิศทางชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้หนังมีประเด็นให้คนดูตาม มีปมให้คนดูสนใจใคร่รู้ว่ามันจะดำเนินต่อไปอย่างไร แล้วก็แค่ปรุงเรื่องระหว่างทางให้ขำ เท่านั้นเป็นอันเสร็จพิธี

แต่หนังตลกหลายๆ เรื่องลืมพล็อตไปเลยครับ ใส่แต่ฉากเล่นมุขเพื่อชงไปเล่นอีกมุข หนังเลยเลื่อนลอยจับไม่ติด และถ้าไม่ขำก็ไปกันใหญ่เลย

ทว่ากับ Spy มันก็คือหนังสายลับครับ มีอะไรให้เราลุ้นเป็นพักๆ มีอะไรให้ขำเรื่อยๆ (ผมชอบนะที่หนังเน้นว่าซูซานน่ะช่างสังเกตและหัวไวแค่ไหน จึงทำให้หนังเดินเรื่องลื่นและน่าเชื่อในระดับหนึ่ง)

ผมดีใจกับ Feig เหมือนกันครับ เขาน่ะตั้งใจทำหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งเขียนบทเอง กำกับเอง อำนวยการสร้างเอง ผลักดันเอง นำไปพรีเซนต์กับสตูดิโอเอง เพราะเขาน่ะอยากทำหนังเจมส์ บอนด์มากๆ แต่เขาตระหนักดีว่าชาตินี้ไม่มีทางที่จะได้ทำหนังบอนด์แน่ เลยเดินหน้าจัดเต็มทำหนังบอนด์ในแบบของตัวเองไปเลย

สรุปว่า ถ้าอยากคลายเครียดก็จัดไปเลยครับ สนุกดี และทำให้ผมไว้ใจในตัว Feig สำหรับการกำกับ Ghostbusters รีเมคมากขึ้นอีกเยอะเลย ^_^

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements