รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Cool Hand Luke (1967) คนสู้คน

MV5BOWFlNzZhYmYtYTI5YS00MDQyLWIyNTUtNTRjMWUwNTEzNjA0XkEyXkFqcGdeQXVyNjUwNzk3NDc@._V1_

เมื่อก่อนผมมักจะมีอาการเกร็งๆ นิดหน่อยเวลาที่จะเอาหนังระดับคลาสสิกหรือหนังที่เขาว่าดีระดับตำนานมาดู ที่เกร็งก็เพราะกลัวว่าตัวเองดูแล้วจะไม่รู้สึกว่ามันดีแบบที่เขาว่ากัน และยิ่งผมต้องเอามาเขียนแบบนี้ด้วยแล้ว ก็เลยเกร็งหนักขึ้นไปอีก

ครั้นพอเวลาผ่านไป ดูหนังมากขึ้น อายุมากขึ้น ความเกร็งที่ว่าก็ค่อยๆ หายไป เพราะตระหนักได้ว่า “ความชอบของคนเราไม่เหมือนกัน” ดังนั้นมันไม่แปลกเลยหากเราจะไม่ชอบหนังที่คนอื่นเขาชอบกัน หรือเราจะชอบหนังที่คนทั้งโลกก่นด่าประชารุม

อย่าง The Godfather ที่เขาว่าแน่ ก็เห็นมีตั้งเยอะแยะที่เฉยๆ (แต่ผมชอบ The Godfather ครับ) ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดา เราก็แค่บอกไปตามที่คิด สื่อไปตามความรู้สึกที่เกิดแบบนั้นสบายใจกว่าเยอะ

ผลพลอยได้ก็คือผมกล้าดูหนังคลาสสิกหรือหนังเก่าๆ บ่อยขึ้น (จากที่เมื่อก่อนเหมือนต้องทำพิิธีตั้งสติก่อนดู ไหนจะเสียเวลาเลือกอีก สุดท้ายก็ไม่ได้ดูเพราะเอาแต่เตรียมตัวและเลือกหนัง) และรู้สึกมีความสุข มีความเบาสบายในการดูหนังมากขึ้นด้วย

สำหรับเรื่องนี้ ผู้คนชื่นชมกันครับ เนื้อเรื่องหลักๆ ก็ว่าด้วยตัวเอกที่ชื่อ ลุค (Paul Newman) ที่โดนจับเข้าคุก แล้วหนังก็บอกเล่าถึงชีวิตในคุกของเขาพร้อมด้วยผองเพื่อนอย่าง แดร็กไลน์ (George Kennedy) เรื่องย่อก็ประมาณนี้ครับ

ยอมรับว่าผมไม่รู้จะเล่าเรื่องย่ออะไรอีกน่ะนะครับ เพราะตลอดเรื่องหลักๆ แล้วมันคือชีวิตคนคุกจริงๆ ต้องทำงานในคุกบ้าง นอกคุกบ้าง มีทะเลาะกันบ้าง กอดคอกันบ้าง หรืองัดข้อกับพัสดีบ้าง คือมันไม่ได้มีอะไรหวือหวาน่ะครับ ไม่ได้มีเรื่องซ่อนเงื่อนหรือดราม่าเข้มข้นๆ อะไร มันคือการฉายภาพให้เราเห็นว่าคนในคุก (ที่ส่วนใหญ่คนในคุกน่าจะทำผิดแค่โทษเบา) ทำอะไรกันบ้างในแต่ละวันเท่านั้นเอง

ผมดูหนังเรื่องนี้แบบเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้ถึงกับติดใจหรืออะไร บางจังหวะก็แอบรู้สึกเบื่อๆ ด้วย แต่ยอมรับครับว่า Newman แสดงได้ดี เขาดูเป็นพระเอกในสไตล์แอนตี้ฮีโร่ที่เท่ห์มากคนหนึ่ง ซึ่งคาแรคเตอร์นี้อาจสดใหม่สำหรับเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่สำหรับผมซึ่งเป็นคนรุ่นหลัง และดูหนังแอนตี้ฮีโร่มาเยอะ ก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่ก็ยอมรับครับว่าคาแรคเตอร์ของลุคนั้นดูเท่ห์จริง

ส่วนหนึ่งอาจเพราะผมดูหนังคนคุกมากเยอะน่ะครับ และหนังคุกระยะหลังภาพมันก็สมจริงว่า และไม่ต้องพูดถึงว่าโลกนี้ยังมีหนังคนคุกระดับตำนานโคตรๆ อย่าง The Shawshank Redemption ด้วย เลยทำให้การดูหนังเรื่องนี้สำหรับผมแล้ว แม้จะรู้สึกว่าเป็นหนังที่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับกระแทกจิตประทับใจอะไร

cool-hand-luke-1200-1200-675-675-crop-000000

ที่ผมเขียนนี้ก็ถือว่าเป็นมุมมองของนักดูหนังรุ่นหลัง (หมายถึงไม่ใช่รุ่นที่โตมากับหนังยุค 60 – 70) มุมมองก็เลยอาจแตกต่างไป แต่เชื่อว่าคนรุ่นนั้นดูแล้วคงชอบกันครับ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการตั้งคำถามถึงความหมายของการมีชีวิต เราเกิดมาทำไม? เราจะเลือกทางเดินเราได้บ้างไหม? เราต้องเดินตามสังคมอย่างเดียวเท่านั้นหรือ? จะเป็นตัวของตัวเองบ้างได้ไหม?

คำถามเหล่านี้อาจดูสดใหม่ ณ ขณะที่หนังเรื่องนี้ฉายครับ แต่สำหรับผมที่ได้สัมผัสกับหนังรุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมคำถามแบบนี้ (หรือลึกกว่านี้) ก็เลยจะไปอินกับหนังรุ่นใหม่ๆ มากกว่า – มันก็เหมือนช่องว่างระหว่างวัยด้วยล่ะครับ

แต่หากมองในมุมของตัวหนังแล้ว ก็คงต้องยกย่องหนังที่ตั้งคำถามเหล่านี้ล่ะครับ อาจถือได้ว่าเป็นหนังที่เป็นต้นแบบที่ทำให้นักคิดและนักดูหนังสมัยนั้นได้นำมาคิดต่อยอด ผมเชื่อว่าหลายๆ คำถามแห่งชีวิตที่เราได้ยินหรือได้สัมผัสในหนังยุคใหม่ๆ นั้น ก็มีเมล็ดพันธุ์เริ่มต้นมาจากหนังเรื่องนี้ (และหนังหลายๆ เรื่องในยุคนัน) นี่แหละครับ

นอกจาก Newman แล้ว Kennedy ก็แสดงได้อย่างน่าจดจำครับ และเราจะได้เห็น Dennis Hopper กับ Harry Dean Stanton ด้วย

เอาล่ะครับ ถัดจากนี้จะมีส่วนสปอยล์สักหน่อย ใครไม่อยากทราบก็ข้ามไปอ่านดาวเลยแล้วกันนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือตอนท้ายๆ ครับ เมื่อลุคแหกคุกหนีออกไปได้ แล้วก็โดนจับกลับมา แล้วก็หนีอีก แล้วก็โดนจับอีก เป็นแบบนี้หลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายที่หนังทำให้เราเห็นว่า แม้ลุคจะแหกคุกได้ก็ตาม แต่เอาเข้าจริงแล้วเขาก็ไม่รู้จะไปไหนดี แม่เขาก็จากไปแล้ว ชีวิตเขาก็เหมือนจะว่างเปล่า สับสน มันเหมือนแหกคุกออกมาเจอความว่างเปล่าของชีวิต

เขาไม่มีแรงผลักดันหรือเป้าหมายหลังจากหนีออกมา เพราะเมื่อเขาออกจากคุกมาแล้ว เขาก็ต้องมาอยู่ในโลก ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงิน ต้องเจออุปสรรค ต้องหาทางดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กรอบ กติกา และกฎเกณฑ์มากมายที่เขายิ้มเยาะใส่มัน หรือไม่เห็นด้วยกันมัน

นี่ฉันแหกคุกออกมาเพื่ออยู่ในที่แบบนี้หรือ?

ไปๆ มาๆ ในคุกอย่างน้อยก็มีเพื่อน มีอะไรที่ต้องทำ แม้จะขาดอิสรภาพ แต่ก็ยังมีเป้าหมายให้ทำในแต่ละวันโดยที่ไม่ต้องกำหนดเป้าหมายเอง เพราะผู้คุมและพัสดีจะออกคำสั่งและกำหนดเป้าหมายมาให้

ฉากที่ลุคเงยหย้าคุยกับพระเจ้าถึงเรื่องชีวิตนั้น เป็นฉากที่ผมชอบครับ มันทำให้รู้สึกเลยว่าชีวิตเราว่างเปล่าแค่ไหน ทำไมโลกมันถึงดูเวิ่งว้างได้ขนาดนี้

อิสรภาพอาจเป็นสิ่งล้ำค่าที่หลายคนต้องการ แต่ครั้นพอได้มาแล้ว หลายคนกลับไม่รู้จะใช้มันต่อยังไง และดีไม่ดีสำหรับบางคนแล้ว อิสรภาพกลับกลายเป็นภาระความรับผิดชอบอันหนักอึ้งไปเสียอย่างนั้น

คงเพราะแบบนี้ ลุคเลยเลิกหนีในตอนท้าย เขาตัดสินใจที่จะ “แหกคุกชีวิต” ออกไปจากกรงชีวิตที่กักขังไว้เสียที และนั่นแหละที่คงเป็นเหตุผลให้เขายิ้มในตอนท้าย แม้รู้ตัวว่ากำลังจะตายอยู่ร่อมร่อก็ตาม

เพราะเขาได้เป็นอิสระจริงๆ ซะที จะได้ไม่ต้องแหกคุกอะไรอีกต่อไป…

โดยรวมแล้ว ถ้าให้ว่ากันตรงๆ ผมก็ไม่ถึงกับชอบหนังเรื่องนี้มากมายอะไรครับ จริงๆ ระหว่างดูก็แอบเบื่อเหมือนกัน ซึ่งผมไม่มองว่าเป็นที่ตัวหนัง แต่มองว่าเป็นที่ตัวผมที่อาจไม่เหมาะกับหนังเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยพอถึงช่วงท้าย พอได้เห็นสาส์นบางอย่างจากหนัง (ดังที่ผมสปอยล์ไป) มันก็ทำให้ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นเยอะ

มันทำให้ได้มองย้อนมาถึงชีวิตตัวเราเองน่ะครับ บางทีผมก็รู้สึกเหมือนลุคนั้นแหละ

เอาล่ะครับ สรุปว่าหนังเรื่องนี้ จริงๆ ผมว่ามีดีนะ โดยเฉพาะสาระดีๆ และคำถามเกี่ยวกับชีวิตที่หนังนำเสนอ เพียงแต่การเดินเรื่องมันอาจจะเรียบเรื่อย ไม่ได้มีจุดพีค เป็นการนำเสนอเล่าเรื่องชีวิตไปเรื่อยๆ ซึ่งมันอาจสะท้อนถึงชีวิตจริงๆ ของเรา ที่เอาเข้าจริงแล้วส่วนใหญ่มันก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร จนถ้าหากว่ามีคนถ่ายทำชีวิตเราออกมาเป็นหนัง แล้วเราต้องมานั่งดูเอง เราก็อาจเบื่อเองก็ได้

ครับ แม้ผมจะไม่ได้ปลื้มปริ่ม แต่ก็ยอมรับว่าเป็นหนังที่ดี มีดีน่าดู เพียงแต่ต้องทำใจรับนิดหน่อยกับความเรื่อยๆ ของหนัง (เป็นสไตล์ที่หนังเก่าสมัยก่อนมักจะเป็นกันครับ)

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

 

 

 

Advertisements