Adventure

Toy Story (1995) ทอย สตอรี่

Toy-Story-DVD95

รู้ไหมครับ ตอนเป็นเด็ก ผมชอบทำอะไร… ชอบเอาหุ่นเซนต์เซย่ากับตุ๊กตาสิงโตมาสู้กัน

วันดีคืนดี สมัยเด็กๆ ผมจะเอาหุ่นเซนต์เซย่ากับตุ๊กตาของเล่นสารพัดแนวที่มีมาวางเรียงกันครับ แล้วก็นั่งนึกพล็อตเรื่องการผจญภัยขึ้นมา จากนั้นก็จับหุ่นแต่ละตัวมาดำเนินเรื่องตามแต่จินตนาการจะพาไป

ส่วนเวทีการแสดงก็คือเตียงที่หนุนนอนอยู่ทุกวัน ฉากหลังก็สร้างเอาจากผ้าห่ม (ที่บางครั้งก็เป็นภูเขา บางครั้งก็เป็นกำแพงสนามพลัง) หมอน (ที่เป็นยานลำยักษ์ของพวกผู้ร้าย) และหมอนข้าง (สุดยอดค่ายกลที่พวกพระเอกต้องฝ่าเข้าไป ก่อนเจอบอสใหญ่)

… นึกแล้วแฮ้ปปี้จังครับ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกประสาเด็กที่ไม่ต้องยึดเรื่องเหตุผล ไม่ต้องคิดพล็อตหักมุมซับซ้อนให้มากมาย อย่างมากก็แค่ พระเอกตกหน้าผาไป แต่รอดเพราะเจอถ้ำที่มีเคล็ดวิชาเหาะเหินซ่อนอยู่… (ผมก็ไม่รู้น่ะว่าตอนนั้นผูกกันไปได้ยังไง เซย่าไปเจอตำราวิชามังกรหยกเนี่ย )

นี่แหละครับ เวลาแห่งจินตนาการเล็กๆ ที่เด็กทุกคนมี

ผมว่า John Lasseter และทีมงาน Toy Story ก็คงมีวาระคล้ายๆ กันนี้เมื่อตอนเป็นเด็ก ถึงได้คิดพล็อตง่ายๆ แต่โดนใจผู้ใหญ่หลายคน

เรียกว่า เราตอนเป็นเด็ก เล่นกับของเล่นเพื่อเติมเต็มจินตนาการ และชาว Pixar ก็จัดแจงทำการ “ต่อยอด” จินตนาการของเรานั้นให้ไปไกลยิ่งขึ้น

Toy Story ว่าด้วยเหล่าของเล่นของหนูน้อยแอนดี้ที่มีชีวิตมีจิตใจ และของเล่นชิ้นโปรดของแอนดี้ก็คือ วู้ดดี้ (Tom Hanks) หุ่นนายอำเภอพูดได้ แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์วู้ดดี้กลัวที่สุดก็เกิด เมื่อมีหุ่นตัวใหม่ที่ไฮเทค ทันสมัยกว่าอย่าง บัซซ์ ไลท์เยียร์ (Tim Allen) เกิดเข้ามาเป็นหุ่นโปรดของแอนดี้แทนที่เขา…

จากตอนแรกที่วู้ดดี้ทำท่าเหมือนไม่คิดอะไรมาก (แต่ในใจก็อิจฉาอยู่) จนในที่สุดเมื่อความอิจฉาพุ่งถึงขีดสุด วู้ดดี้ก็ลืมตัวทำให้บัซซ์กระเด็นออกนอกบ้านไป ด้วยเหตุนี้วู้ดดี้กับบัซซ์เลยได้ผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ด้วยกัน ค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของมิตรภาพ การเสียสละ ความรัก และคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นของเล่น (นั่นคือการสร้างความสนุก ไม่ใช่พรากความสุขไปจากเจ้าของ)

แล้วคนดูอย่างเราก็ต้องมาลุ้นว่าพวกเขาจะกลับไปหาแอนดี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้พ่อแม่แอนดี้กำลังจะย้ายบ้านแล้วด้วย

maxresdefault0391

ครับ แนวเรื่องง่ายๆ แต่ทำได้สนุกพอเหมาะ มาพร้อมองค์ประกอบแข็งปั๋งของหนังเยี่ยมๆ ไม่ว่าจะเทคนิคภาพที่เนี๊ยบสวย สื่ออารมณ์ ตามด้วยดนตรีดีๆ ฟังสบาย และพล็อตง่ายๆ ที่แฝงสาระชวนให้คิด ตามด้วยน้ำจิ้มรายทางที่เปี่ยมความสนุกกับอารมณ์ขัน ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการ์ตูน Pixar ทุกเรื่องก็ว่าได้

การมาของ Pixar ในตอนนั้น ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับภาพยนตร์การ์ตูนครับ จากเดิมที่เรามักคิดว่าการ์ตูนมีไว้ให้เด็กดู แต่ Pixar กลับมาพร้อมหนังที่เด็กดูได้ แต่เป้าหมายแท้ๆ คือ ผู้ใหญ่ที่มีหัวใจวัยเยาว์แฝงอยู่… ผู้ใหญ่ทุกคนนั่นแหละครับ ล้วนมีมุมเด็กๆ หรือความอยากเป็นเด็กแฝงอยู่เสมอ และการ์ตูนของ Pixar แต่ละเรื่องก็ทำสำเร็จครับ มีพล็อต มีส่วนที่โดนใจผู้ใหญ่เป็นประจำ (ยิ่งเรื่องหลังๆ อย่าง Wall-E และ Up นี่ ซูโก่ยจริงๆ)

จุดที่ถือว่าโดนสำหรับผม ก็คือ เรื่องของวู้ดดี้ แล้วก็บัซซ์นี่แหละ… ปมคาแรคเตอร์ของพวกน่ะครับ มันเป็นภาพสะท้อนให้หันกลับมาย้อนมองตัวเอง

ปมของวู้ดดี้ก็คือ การเป็นที่รักของแอนดี้มานานมากๆ แต่แล้วก็ถูกพรากไป โดนยันลงจากตำแหน่งของเล่นแสนรัก ก็เหมือนกับเราหลายคนที่วันหนึ่งอาจประสบสภาวะที่โดนแย่งความสำคัญไป หรือเคยเป็นที่รักมากๆ ของใครคนหนึ่ง แล้ววันต่อมากลับได้รับความรักน้อยลง

วู้ดดี้ก็เหมือนคนทั่วไปที่เมื่อโดนแย่งความรัก สมอง (หรือจิตใจ) ก็ประมวลทางแก้ไข หาทางทำให้ตัวเองกลับไปเป็นที่รักดังเดิมแต่ทางแก้ที่ว่านั้น มันมีสองแนว คือแนวบวก และแนวลบ… วู้ดดี้ก็ดันเลือกด้วยโทสะและความอิจฉา ออกมาเป็นลบ เรื่องก็ยาวเลยครับทีนี้

วู้ดดี้คิดแบบง่ายๆ ว่า ถ้าไม่มีบัซซ์ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น… แต่ไม่เลยครับ เพราะการทำเช่นนั้น กลับทำให้คนที่รักวู้ดดี้อย่างแอนดี้ ต้องมานอนเสียใจ… อย่างนี้มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยจริงๆ นะ

ในที่สุด วู้ดดี้ก็ได้เข้าใจวิธีทางบวก นั่นคือ ไม่ว่าแอนดี้จะรักเขามากหรือน้อยลง มันไม่สำคัญเท่าว่า เขายังรัก ปรารถนาดีต่อแอนดี้อยู่หรือไม่…

บางครั้งความรักความห่วงใย มันไม่ได้สำคัญตรง “การห่วงตอบรักตอบ” ของอีกฝ่าย แต่มันสำคัญตรง “ตอนที่เรารักเขาห่วงเขา”… นั่นแหละครับ รักบริสุทธิ์

… การให้ความรู้สึกดีๆ ต่อเขาไป ไม่ไปคาดหวังว่าจะต้องได้มา แบบนั้นถือเป็นการป้องกันไม่ให้เราไปเสพติดความสุขที่ได้จากการห่วงตอบรักตอบของอีกฝ่าย… ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่ทุกข์

แล้ววู้ดดี้ก็เข้าใจครับ ว่าการได้ทำเพื่อให้แอนดี้ยิ้มได้ ได้อยู่เคียงข้างเด็กน้อยที่นอนเตียงเดียวกับเขามานาน แบบไม่ต้องหวังผลตอบแทนใดๆ นั่นต่างหากคือความสุขที่แท้

ส่วนบัซซ์ ก็มีปมสำคัญนั่นคือการที่เขาเชื่ออย่างแรงกล้าว่าตัวเองคือนายทหารของสตาร์คอมแมนด์… ทั้งๆ ที่พี่ท่านน่ะเป็นของเล่น

บางครั้งคนเราก็มีปมเหมือนบัซซ์อยู่ในตัวเหมือนกันนะครับ… เราเชื่อในอะไรสักอย่าง เชื่อแบบหลับหูหลับตา เชื่อเพราะชอบ เชื่อๆๆ… โดยไม่เหลียวมองรอบข้างว่าที่เราเชื่อนั้น มันถูกจริงหรือไม่ ใช่จริงหรือเปล่า

ยิ่งเชื่อผิดไปจากความจริงมากเท่าไร วันที่เราได้ทราบความจริงมันก็จะเจ็บหนักมากเท่านั้น

ไม่ผิดครับที่เราจะเชื่อในอะไร แต่อย่าลืมที่จะตรวจสอบความเชื่อนั้น ดูให้ชัด เข้าใจให้ลึก พิสูจน์ให้เห็นจริงว่าความเชื่อนั้นไม่ทำให้เราหรือใครต้องเดือดร้อน

ผมไม่เถียงครับว่าการหลงในอยู่ในโลกแห่งสิ่งที่เราเชื่อ บางครั้งมันก็อร่อยดี… แต่มันจะอร่อยได้อีกนานหรือไม่ ก็น่าคิดเหมือนกันนะครับ

2 ปม 2 สไตล์ของวู้ดดี้และบัซซ์ คือปมเล็กๆ ที่เด็กแต่ละคนเคยมี (หรือไม่ก็ยังมีจนถึงตอนโต) ปมแห่งความอิจฉาและการยื้อแย่งความรักจากคนอื่น กับ ปมแห่งความเชื่อแบบหลับหูหลับตา ปราศจากการไตร่ตรอง…

ตอนเราเป็นเด็ก สองปมนี้อาจสร้างความอร่อยให้เรา แต่ถ้ามันออกฤทธิ์เมื่อไร เป็นอันหนักหนาเมื่อนั้น

ลองให้เวลาตนเองสักนิด ตรวจสอบสักหน่อยนะครับ ว่าปมพวกนี้ยังมีอยู่ในตัวเราหรือไม่… ถ้าเจอแล้ว ลองค่อยๆ คลายปมสักหน่อยก็ไม่เลวนะ

การจัดการปมพวกนี้ คือ จุดเริ่มสู่มิตรภาพที่ยั่งยืนครับ คิดดูสิฮะ มีเพื่อนที่ดี ไม่อิจฉากัน หวังดีต่อกัน ช่วยกันชักนำให้คิดถูก ทำถูก… นี่แหละ ฐานปูนซีเมนต์ชั้นเยี่ยมของเพื่อนซี้ขนานแท้ที่ยิ่งคบยิ่งยาว ไม่ใช่คบไปสั้นไป ทั้งชีวิต อนาคต และความคิด

เอาล่ะ ร่ายเรื่องดีๆ ของวู้ดดี้และบัซซ์ไปแล้ว ความดีของหนังก็ชมแล้ว คงจะครบล่ะนะครับสำหรับการบรรยายสรรพคุณของการ์ตูนในดวงใจอีกหนึ่งเรื่องของผมนี้

ครบเครื่องทั้งแง่คิดของผู้ใหญ่ ความสนุกเพลิดเพลินสำหรับเด็กๆ ถือว่าเป็นก้าวแรกที่มั่นคงของ Pixar จริงๆ

สามดาวครึ่งสิครับ

Star32

(8.5/10)

 

Advertisements