Anthology Movies/Series

Paris, je t’aime (2006) มหานคร “แห่งรัก”

1390561327

ขอบอกครับว่า “รักหนังเรื่องนี้จุงเบย “

แนวคิดของผู้สร้าง Emmanuel Benbihy นี่จัดว่าเวิร์คดีนะครับ นั่นคือการเอาเรื่องสั้นจำนวน 18 เรื่องจากผู้กำกับ 21 คน (คือบางเรื่องผู้กำกับก็มาเป็นคู่น่ะครับ) แล้วก็เอาหนังสั้นทั้งหมดมาฉายเรียงต่อกัน โดยธีมหลักของเรื่องคือ “ความรัก” และมีฉากหลังเป็นมหานครปารีสที่เปี่ยมมนต์ขลัง

ตอนแรกผมกะว่าจะเอาเรื่องย่อของ 18 เรื่องราวนั้นมาพิมพ์บอกเล่า แต่เพียงเสี้ยววินาทีผมก็เปลี่ยนใจครับ เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือการที่เรานั่งดูแบบซึมซับบรรยากาศและอารมณ์ของแต่ละตอนไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ว่าตอนต่อไปคือเรื่องอะไร ใครแสดงหรือใครกำกับ และแนวทางของเรื่องจะพาความรู้สึกเราไปที่อารมณ์ใดบ้าง

ระหว่างดูนี่อารมณ์เหมือนตอนเราเดินชมแกลเลอรี่หรือหอศิลป์ที่แสดงภาพวาดน่ะครับ เราค่อยๆ ย่างก้าวเดินดูไปทีละภาพๆ ดูจบภาพหนึ่งก็เลื่อนสายตาไปมองอีกภาพหนึ่ง โดยที่เราไม่รู้เลยว่าภาพต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเราดูหมดกำแพงด้านนี้แล้ว หัวมุมเลี้ยวถัดไปจะนำพาอารมณ์ของเราไปทางไหนอีก นั่นแหละครับเสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ขลังและน่าจดจำเป็นที่สุด

แต่ที่บอกได้อย่างหนึ่งคือเรื่องสั้นทั้ง 18 เรื่องนั้นล้วนแต่สวยงามครับ มีธีมว่าด้วยความรักซึ่งมีหลายแบบ บ้างก็รักหนุ่มสาว บ้างก็รักแบบคนแปลกหน้า บ้างก็รักแบบพ่อลูก บ้างก็รักแรกพบ บ้างก็รักจวนเลิก ฯลฯ แน่นอนว่าความสนุกแต่ละเรื่องย่อมต่างกัน อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความชอบอีกล่ะครับว่าเราจะชอบสไตล์ไหนมากกว่า อย่างเรื่องที่ผมชอบอาจต่างจากเรื่องที่ท่านชอบก็ได้ แต่ยังไงก็ตาม ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีสักเรื่องที่โดนใจท่าน สักเรื่องที่ดูแล้วใจเรามันตื่นเต้น ตื่นตัน หรือเพลิดเพลินไปกับมัน

อย่างผมนี่ก็ชอบหลายตอนครับ มีดังนี้
+ Tuileries กำกับโดย Joel และ Ethan Coen มีพี่ Steve Buscemi แสดง ก็เป็นตอนที่แสบดีครับ จังหวะอารมณ์นี่ถือว่าโดดจากตอนอื่นๆ แต่เป็นการโดดแบบเปลี่ยนบรรยากาศ เหมือนสร้างเฉดสีสันที่ต่างออกไป เพื่อให้รสชาติมันครบเครื่องกลมกล่อมอะไรประมาณนั้นน่ะครับ ส่วนเนื้อเรื่องก็ขอเล่าสั้นๆ ครับว่าเกี่ยวกับชายที่กำลังนั่งดูภาพวาดอยู่ แต่แล้วก็เกิดเรื่องชวนอึ้งขึ้นมา (เรื่องอะไรไปดูกันต่อได้นะครับ)

+ Tour Eiffel อันนี้ชอบโคตรครับ ตัวเอกแสดงโดย Paul Putner โดยการนำเสนอของตอนนี้ ตัวเอกมาในรูปนักแสดงละครใบ้ ที่ทาหน้าขาวๆ แล้วก็ไม่พูดแต่ทำท่าอย่างเดียวนั่นแหละครับ เป็นตอนที่สุดยอด น่ารัก ฮาอีกต่างหาก บางฉากนี่ผมอุทานออกมาเลยว่า “พี่คิดได้ไงอ้ะ!” ดูแล้วอารมณ์ดีฟินาเล่ไปเลยจริงๆ ครับ (กำกับโดย Sylvain Chomet)

+ Bastille ของ Isabel Coixet เป็นตอนที่ไม่ได้ซับซ้อนหรือหวือหวาอะไร แค่ชายคนหนึ่งนั่งในร้านอาหารและกำลังจะบอกเลิกกับแฟน แต่แล้วเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปแบบไม่คาดฝัน จัดเป็นตอนที่เล่าได้ดีเกินคาดครับ เนิ่บๆ แต่อารมณ์ดันไหลมา ยิ่งตอนจบนี่มันทำให้เราแอบคิดเลยนะ ว่าสุดท้ายชายคนนั้นรู้สึกอย่างไร?

+ Place des fêtes โดยที่หาก Tour Eiffel คือตอนที่ผมชอบเพราะมันแฮ้ปปี้ ดูแล้วมีความสุขล่ะก็ ตอน Place des fêtes นี่คือตอนที่ผมนั่งน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ตัวเอกคือชายผิวดำคนหนึ่ง (Seydou Boro) ที่นอนอยู่บนพื้นน่ะครับ แต่เหตุการณ์หลังจากนี้ขอไม่เล่า บอกได้แค่ว่า ตอนนี้สามารถดึงอารมณ์เราให้ซึ้งตามได้อย่างน่าปรบมือที่สุด (กำกับโดย Oliver Schmitz ครับ)

+ Quartier de la Madeleine ของผู้กำกับ Vincenzo Natali (ต้นตำรับหนังเรื่อง Cube ลูกบาศก์มรณะนั่นเอง) กับตอนที่มี Elijah Wood แสดงนำ ทีเด็ดของตอนคือโทนสีครับ ทำเฉดทำโทนคล้ายๆ Sin City พร้อมเรื่องราวหม่นมืดที่ให้อารมณ์สยอง ทว่าก็รัญจวนใจไปในเวลาเดียวกัน สุดยอดจริงๆ ครับในเรื่องเทคนิคภาพสำหรับตอนนี้

+ Faubourg Saint-Denis นี้ก็ชอบอีก นำแสดงโดย Natalie Portman และ Melchior Beslon กับเรื่องราวความรักที่ออกแบบไม่ได้ แต่มันก็ยังสวยงามอย่างยิ่งอยู่ดี ลีลาการนำเสนอของเรื่องนี้ถือว่าเด่นมากๆ ครับ ฉับไว กระตุ้นเร้า แต่ก็ทำให้เราเข้าถึงความคิดและจิตใจของตัวละครได้อย่างน่าปรบมือ (ตอนนี้กำกับโดย Tom Tykwer)

+ 14e arrondissement ของผู้กำกับ Alexander Payne (Election, About Schmidt, Sideways และ The Descendants) สำหรับตอนนี้ไม่ขอเล่าเรื่อง แต่บอกได้ว่า “นี่คือตอนที่เหมาะสำหรับการสรุปจบเรื่องราวทั้งหมดอย่างที่สุด และเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้หนังได้ตำแหน่งเป็น “สุดยอดหนังโรแมนติก” เรื่องหนึ่งในใจผมไปโดยปริยาย”

อันที่จริงผมไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากมายครับ แค่อยากบอกไปตรงๆ เลยว่า “อยากให้ลองชมกัน” เป็นหนังว่าด้วยความรักและโรแมนติกที่ครบรส ทั้งสนุก เศร้า เหงา สยอง ฮา และตราตรึงใจ สำหรับผมแล้วนี่ชอบไม่น้อยกว่า Midnight in Paris ของลุง Woody Allen เลยครับ แต่จะชอบคนละแบบกัน เรื่องนั้นมันโดนในแง่อารมณ์ขันและลีลาแฟนตาซีที่ทำให้คนรักหนังสือรู้สึกปลื้มไปกับหนัง แต่กับ Paris, je t’aime นี้มันหลากรส อร่อยลิ้น แต่ละตอนมีเสน่ห์และความน่ารักในแบบของตัวเอง ซึ่งจริงๆ ผมชอบทุกตอนน่ะครับ แต่ที่เล่าให้ฟังนั่นคือตอนที่ชอบมาก โดนใจแบบโดดเด้ง แต่ตอนอื่นๆ ก็ทำให้ผมรู้สึกดีและคุ้มค่าที่ได้ดูเหมือนกัน

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

Advertisements