Action

Logan (2017) โลแกน เดอะ วูล์ฟเวอรีน

Untitle03354

บอกตรงๆ ว่าพอดูหนังจบ ผมรู้สึกได้เลยว่า “ใจผมมันชำรุด” ครับ เล่นเอานั่งนิ่งที่เก้าอี้ไปพักหนึ่ง ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ใช่เพราะหนังไม่ดีนะ จริงๆ ต้องบอกว่ามันดีจนเรารู้สึก Deep และรู้สึก Down ไปกับมันเลยทีเดียว

ภาคนี้โลแกนเป็นวูล์ฟเวอรีนวัยชราครับ พลังเริ่มถดถอย ชีวิตเริ่มขาดความโลดโผน ดังนั้นใครคาดหวังความมันส์สะใจไล่ล่าอลังการแบบภาคก่อนๆ ที่อาคารถล่มเป็นหลังๆ หรือมีฉากระเบิดกับ CG แบบอุดมสมบูรณ์ล่ะขอให้พักความหวังไว้ตรงนั้นเลยครับ

เพราะหนังภาคนี้จะเน้นไปสายดราม่าที่เนื้อหาเครียด ส่วนแอ็กชันก็มีเป็นส่วนเสริมมากกว่า มันไม่เหมือน X-Men ที่มีมิวเตนท์มาอัดพลังกันหรือโชว์เทพ คือถ้าถามว่ามีไหมมันก็พอมีครับ เพราะยังไงมันก็คือเรื่องของเหล่ามิวเตนท์ เพียงแต่ปริมาณมันไม่มากเหมือนเรื่องอื่นๆ ในแฟรนไชส์เท่านั้นเอง

โทนภาคนี้ออกแนวหนังคาวบอยครับ เรื่องของโลกในอนาคตที่โลแกน (Hugh Jackman) ดูแลชาร์ลส์ เซเวียร์ (Patrick Stewart) ในวัยชราประหนึ่งเพื่อนที่คอยดูแลกัน (เพียงแต่ลีลาการดูแลอาจออกแนวฮาร์ดคอร์หน่อยเท่านั้นแหละ)

แล้วเรื่องมันก็มาเกิดเมื่อมีหญิงคนหนึ่งมาขอให้โลแกนช่วยเธอกับลูกที่โดนคนกลุ่มหนึ่งตามล่า ซึ่งตอนแรกโลแกนก็พยายามจะไม่ยุ่งครับ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น อันนำมาสู่การผจญภัยครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนครั้งไหนในหนังชุดนี้

โทนหนังมาแบบดิบๆ ครับ แสดงให้เห็นโลกที่เหลวแหลกในอนาคตที่นายทุนหรือผู้มีอำนาจกุมชะตาคนส่วนใหญ่ และทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามอำเภอใจทั้งอาการกร่างและฆ่าคนเป็นผักปลา ในขณะที่คนทั่วไปก็ปากกัดตีนถีบซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่ามันเหมือนหนังคาวบอยที่มีชาวบ้านโดนผู้มีอิทธิพลตามกดขี่ เพียงแต่เหตุในเรื่องไม่ได้เกิดในอดีต แต่เป็นอนาคต ก็เป็นการเสียดสีเรื่องผู้มีอิทธิพลและทุนนิยมได้เข้าท่าไม่น้อย (ประมาณว่า “นี่โลกเรากำลังย้อนไปสู่ยุคอิทธิพลคับเมืองจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?”)

ตัวหนังไม่เน้นบันเทิงครับ เน้นแต่ความเข้มและความโหด เรื่องราวจริงจังจนยิ้มแทบไม่ออก (ยกเว้นช่วงผ่อนที่หนังใส่ลงไปอย่างมีความหมาย) ในแง่ความโหดก็โหดประเภทเลือดสาดหัวขาดกลิ้งหลุนๆ นี่ได้เห็นกันเพียบชนิดติดเรต R กันไปเลย

ยอมรับว่า ณ จุดหนึ่งตอนดูไปผมนึกว่าดูหนังป๋า Quentin Tarantino น่ะครับ เพราะฉากหลังมันก็รกร้างนะ เหตุไปเกิดที่เท็กซัสด้วย แล้วเลือดยังสาดขนาดนี้ คือถ้าจู่ๆ เจ๊ Uma ถือดาบโผล่มา Kill Bill นี่ผมก็ไม่แปลกใจน่ะครับ มันได้อารมณ์นั้นจริงๆ

องค์ประกอบของหนังถือว่าถึงเครื่องทั้งหมดครับ อาจมีเรื่องบทที่บางครั้งก็ดูตลกหรือมีจุดโหว่อยู่บ้าง แต่ก็พอจะมองข้ามได้ เพราะพลังดารามาเหนืออยู่แล้ว Jackman ก็เป็นพี่วูล์ฟมา 17 ปีแล้วน่ะครับ ครั้งนี้ถือเป็นการทิ้งทวนที่ทรงคุณค่าเพราะเขาประกาศชัดแล้วว่าจะไม่กลับมาเล่นบทนี้อีก

เช่นเดียวกับ Stewart ที่ยืนยันเช่นกันว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายกับการรับบทชาร์ลส์ เซเวียร์ ซึ่งก็เป็นการปิดตำนานของเขาในฐานะโปรเฟสเซอร์ X ที่น่าจดจำเช่นกัน… ผมชอบฉากบนโต๊ะอาหารมากๆ ครับ เป็นหนึ่งในไม่กี่ฉากที่ทำให้ผมยิ้มออกมา แม้บทสนทนามันอาจดูเชยๆ นะ แต่เพราะมันเป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นในหนังชุดนี้ มันเลยโดนที่ความรู้สึกแบบเต็มๆ

ก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมเอา X-Men ตั้งแต่ภาคแรกมาย้อนดู แน่นอนครับว่าจริงๆ ผมผูกพันกับพวกเขาโดยไม่ต้องย้อนดูยังได้เลย มันก็ 17 ปีล่วงมาแล้วตั้งแต่ผมได้รู้จักพวกเขาทั้งสองในบทนี้ ดังนั้นระหว่างดูมันเลยเกิดอารมณ์ “อิน” ขึ้นมา มันใจหายน่ะครับ เหมือนเราเคยเห็นพวกเขาผจญภัยกันมาเยอะต่อเยอะ แต่นี่คือการผจญภัยวัยชราแบบทิ้งทวน และที่สำคัญคือพวกเขาจะไม่กลับมารับบทนี้แล้ว…

ผมเชื่อว่าแฟนหนัง X-Men หลายคนคงรู้สึกแบบเดียวกับผม… มันเป็นความใจหาย แต่แฝงไว้ด้วยอะไรที่สวยงามครับ หนังเรื่อง Logan คือจิ๊กซอว์ส่วนสุดท้ายที่ทำให้ภาพการรับบทวูล์ฟของ Jackman และเซเวียร์ของ Stewart เป็นตำนานได้อย่างสมบูรณ์… ว่าง่ายๆ คือใครเป็นแฟนหนังชุดนี้ต้องอย่าพลาดครับ

อันว่าของดีไม่ได้มีแค่ดาราหน้าเก่า เพราะดาราหน้าใหม่อย่าง Dafne Keen ที่แสดงเป็นลอร่า เด็กน้อยมิวเตนท์ที่โลแกนต้องปกป้อง รายนี้ก็แสดงได้เยี่ยมครับ แววตาท่าทางมันได้เพียงแต่ตอนต้นอาจยังไม่เด่นแบบชัดๆ แต่พอเลยครึ่งหลังมานี่คะแนนเทมาเป็นน้ำป่าหลากเลยครับ หนูน้อยคนนี้แสดงได้จัดจ้านมาก เธอสามารถตีคู่กับ Jackman ได้อย่างยอดเยี่ยม

ในขณะที่ตัวร้ายหลักๆ ในเรื่องก็ไม่ได้มีพลังเยอะอะไรหรอกครับ คือถ้าเป็นสมัยพี่วูล์ฟกับเซเวียร์หนุ่มๆ ล่ะก็ พวกนี้ตายตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ไม่ครณามือหรอก แต่พอพวกเขาแก่แล้วเจ้าพวกนี้เลยเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ที่ไม่ได้เก่งจริงและไม่ได้แน่จริง แต่ใช้อำนาจ+หมาหมู่+เทคโนโลยีทุ่นแรงต่างๆ ในการตามจองล้างจองผลาญพวกโลแกน

Boyd Holbrook รับบทเพียร์ซ ตัวร้ายมือเหล็กที่ไม่ได้เก่ง แต่ Here ครับ อันนี้ขอใช้คำนี้เลย พี่แกกวนโอ๊ยและร้ายแบบ Here มากๆ ออกแนวน่ารำคาญอยู่เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าหนังจงใจสะท้อนภาพสังคมเหลวแหลก ก็ไม่แปลกหากตัวร้ายที่ไม่ได้เก่งกาจ แต่มีเส้นสายและแบ็คดีจะสามารถกร่างสร้างเรื่องได้ขนาดนี้ (บอกตรงๆ ไม่เคยอยากกระทืบตัวร้ายตัวไหนในหนัง Marvel เท่าตัวนี้มาก่อน 555) แล้วก็ยังมี Richard E. Grant ในบทไรซ์ ที่บทไม่ถึงกับเยอะครับ แต่เขาก็แสดงได้ดีตามมาตรฐานนั่นแหละ

ดาราดี ฉากดี โทนดี อารมณ์ได้ และดนตรีของ Marco Beltrami เป็นอะไรที่น่าจดจำมากครับ โทนมันใช่อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสียงเปียโนที่ใช้ตัวโน้ตไม่กี่ตัวสร้างอารมณ์ความเหงา ความอ้างว้าง หรือความเจ็บปวดบาดใจ แบบไม่รุนแรงแต่ลึกล้ำ

ตัวโน้ตบางตัว Beltrami จงใจ “เล่นซ้ำ” จนสร้างอารมณ์โดดขึ้นมาในท่วงทำนอง ซึ่งดนตรีที่ว่าสามารถแทนสภาวะของโลแกนได้อย่างเยี่ยมครับ อย่างที่รู้ว่าภาคนี้โลแกนแก่แล้ว พลังลด ทำอะไรก็ช้าลง การรักษาตัวก็ไม่ไวเหมือนเก่า เจ้าดนตรีที่ว่าก็ให้อารมณ์เหงาผสมด้วยความเจ็บที่ไม่หายไปง่ายๆ

จนกล่าวได้ว่า “ตัวโน้ตโดดอารมณ์บนดนตรี” เปรียบได้กับ “รอยแผลที่ไม่หายบนตัวโลแกน” ซึ่ง Beltrami ทำได้สำเร็จครับ จริงๆ เขาเก่งมานานแล้วล่ะ แต่กับเรื่องนี้ด้วยตัวหนังและหลายๆ อย่างมันส่ง พอมาเจอดนตรีที่ใช่ มันเลยไปกันใหญ่เลย

ผู้กำกับ James Mangold ทำได้สำเร็จครับ เขาคุมหนังภาคนี้ให้ออกมาได้เข้มสมความตั้งใจ ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันใช่อย่างมาก แต่ผมก็มั่นใจครับว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะชอบหนังเรื่องนี้ เพราะแอ็กชันมันไม่กระหน่ำ (แต่ถ้าว่าตามจริง แม้แอ็กชันจะไม่เยอะ แต่ก็ทำออกมาได้สะใจและมันส์อยู่ครับ) หรือโทนเรื่องมันไม่ได้ให้อารมณ์แฟนตาซีอะไรมากมาย

แต่ยังไงก็อยากให้ลองไปดูกันครับ อย่างน้อยก็ไปโบกมืออำลา Jackman และ Stewart ในฐานะ X-men (ว่ากันว่าทั้งสองน้ำตาซึมเลยตอนดูหนังเรื่องนี้แบบเต็มๆ ด้วยกัน) เพราะถ้าไม่ชอบก็แค่ไม่ชอบ แต่ถ้าชอบล่ะก็ มีสิทธิ์มากๆ ครับที่นี่จะกลายเป็นหนังฮีโร่ในดวงใจของใครหลายๆ คน

++++++++++++++++++++++
+++ ถัดจากนี้มีสปอยล์ครับ ++++
+++ ไม่อยากทราบข้ามเลยครับ+++
++++++++++++++++++++++++

1).
จุดที่ผมชอบมากๆ ต้องยกให้การที่หนังประกาศตัวเอกเทศจากหนังสือการ์ตูนแบบสิ้นเชิงครับ คือโลกในเรื่องเนี่ยมันมีหนังสือการ์ตูน X-Men วางขาย ประมาณว่าเรื่องของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์กลายเป็นเรื่องเล่าที่คนเอามาแต่งต่อกันตามจินตนาการ แต่หนังบอกเราว่า สิ่งที่เห็นในคอมมิคน่ะคือจินตนาการที่มันอาจมีความหวังเป็นแกนหลัก แต่กับโลกจริง (ซึ่งผมมองว่าหมายถึงทั้งโลกในหนังและโลกของเรานี้) มันไม่ใช่แบบนั้น

ไม่จำเป็นหรอกที่คนดีจะต้องได้ดี ไม่จำเป็นหรอกที่ฮีโร่ต้องชนะผู้ร้าย ไม่จำเป็นหรอกว่าคนทุกคนจะมีเจตนาที่ดีต่อกัน และไม่จำเป็นหรอกที่อะไรต่อมิอะไรที่คนจินตนาการขึ้นน่ะมันจะเป็นจริงขึ้นมาได้ทั้งหมด

พอตัวหนังเข้มในเชิงดราม่าแล้วบวกกด้วยการบอกใส่หน้าคนดูว่า “นี่ไม่ใช่หนังที่ดัดแปลงจากการ์ตูนแล้วนะ แต่มันคือโลกจริงๆ” ความ Deep มันเลยลึกขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกจริงที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันนี้ มันก็มีเรื่องทุเรศ น่าเกลียด ไร้ความเป็นธรรม และคนดีแพ้คนชั่วเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

หนังมันเลย Deep จนทำให้ความรู้สึก Down และต่อด้วยความรู้สึก “โดน” เพราะมันไม่ใช่หนังแฟนตาซีโลกสวยที่มีฮีโร่มาร่วมกันพิทักษ์ธรรม แต่มันคือโลกที่ผลประโยชน์คือตัวผลักดันการกระทำของคน มันคือโลกที่อำนาจเงินตรามีอิทธิพลและส่งผลต่อทุกชีวิต

และมันคือโลกที่มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้น ที่พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่นแบบยอมตายถวายชีวิต ในขณะที่คนทั่วไปก็คือคนสีเทาที่มีดี-ไม่ดีผสมปนเปกันไป บางนาทีอาจดี บางนาทีอาจเห็นแก่ตัว หรือบางนาทีอาจกลางๆ แล้วแต่โอกาสที่ผ่านเข้ามา

แต่ถ้าถามว่าหนังชี้ชวนให้เราหมดหวังโดยสิ้นเชิงไหม? คำตอบก็คือ “ไม่” ครับ และนั่นก็นำมาสู่จุด “โดน” อีกจุดหนึ่งของผม

2).
จริงที่โลกมันไม่สวย จริงที่เรื่องในหนังสือการ์ตูนมันคือจินตนาการที่บางครั้งมันก็ไม่เป็นจริง แต่มันก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องยอมรับชะตากรรมก้มหน้ายอมแพ้ เราเลือกได้ว่าจะเดินหน้าทำให้ “บางสิ่ง” มันเป็นจริงขึ้นมาด้วยมือตนเองหรือไม่

อย่าง “อีเดน” ในเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วมันไม่มีครับ แต่ในที่สุดเด็กๆ กลุ่มหนึ่งก็ทำให้มันมีขึ้นมา และโลแกนกับชาร์ลส์ก็ใช้ชีวิตเฮือกสุดท้าย เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ “อีเดน” มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

ยอมรับนะว่าโทนจริงจังของหนังมันทำให้เราสิ้นหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อดูจนจบแล้วมันก็ยังมอบพลังความหวังส่งต่อให้กับเราได้อยู่ดีครับ เพียงแต่พลังอันนี้คือพลังในตัวเรา เพราะเรานั่นเองคือผู้กำหนด เรานั้นเองคือเจ้าของพลังชีวิตตน

… เราจะเดินหน้าทำตามสิ่งที่มุ่งหวังฝันใฝ่ หรือจะปล่อยให้ตัวเองเน่าตายไปกับ คุก, ปราการ หรือคอกที่คนบางกลุ่มที่มีอำนาจจองจำเราเอาไว้? เรานั่นเองคือคนเลือก… เรามีพลังในการเลือกว่า “จะทำหรือไม่ทำ”

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ไม่ใช่ทุกจินตนาการและความหวังของคนที่มันจะสัมฤทธิผลขึ้นมาได้ แต่ของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ ไม่พยายามก็ไม่เห็น… ชาติหน้ามีไหมไม่รู้หรอก รู้แต่เรามีชาตินี้ ชีวิตนี้ ดังนั้นถ้าอยากเดินตามฝันไปให้ถึง “อีเดน” มันก็ต้องลอง!

นี่แหละ บทเรียนชีวิตบทสุดท้ายที่โลแกนทิ้งไว้ ถ้าเป็นในหนัง เขาก็ทิ้งไว้ให้กับลูกสาวตัวน้อย ส่วนถ้าเป็นชีวิตจริง เขาก็ทิ้งทวนประเด็นนี้ไว้ให้กับคนดูอย่างเราๆ

3).
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งนะครับ โลแกน… เซเวียร์…

… ผมไม่มีวันลืมพวกคุณแน่นอน ^_^

Untitle03355

4).
เรื่องของชาร์ลส์นั้น ผมมองว่ามันคือบั้นปลายชีวิตที่ไม่ได้มีอะไรเข้มข้นหวือหวา มันไม่เหมือนตอนเพิ่งรู้จักหรือตีกับแม็คนีโต้ ไม่เหมือนตอนเขาทำโรงเรียน ไม่เหมือนตอนเขามีส่วนในศึกสำคัญๆ ของมิวเตนท์ มันเป็นเพียงเรื่องคนแก่ที่รอวันตาย โดยใจเขามุ่งหมายจะไปตายบนเรือสักลำที่โลแกนสัญญาไว้

แต่เขาก็ไปไม่ถึง…

เรื่องปวดหัวจนคุมพลังไม่ได้นั้นผมมองว่าเป็นประเด็นปลีกย่อยครับ ประเด็นหลักคือการเตรียมตัวสู่ความตาย บวกด้วยนั่งรำลึกวันเก่าๆ และใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้ผมยังมองเรื่องของชาร์ลส์ในแง่ของความปลง มันเหมือนคนมากมายที่ขับรถไปเที่ยวแต่รถไปคว่ำตายระหว่างทาง มันเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดฝัน มันไม่มีสาระสำคัญอะไรในความตายนั้น นอกจากว่ามันคือธรรมดาของชีวิต มันคือความจริงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และกระทั่งมิวเตนท์ระดับท็อปอย่างเซเวียร์ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมอันนี้

พูดถึงตรงนี้ผมต้องขอบคุณคุณ Fifa ที่ทำให้ผมนึกอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือเมื่อลองพิจารณาดีๆ แล้วจะพบว่าเซเวียร์พยายามทำตนเป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์ ทำหน้าที่เหมือนอาจารย์พี่เลี้ยงคอยแนะนำโลแกนและคอยสอนลอร่า แต่เขาจะไม่ลงไปกำหนด สั่ง หรือชี้ทางแบบตรงๆ ซึ่งนั่นถือเป็นการทำหน้าที่ Professor X ผู้คอยแนะแนวทางให้กับมิวเตนท์เป็นครั้งสุดท้าย

สิ่งเดียวที่เขากำหนด คือกำหนดว่าจะไปกินข้าวที่บ้านไร่ของครอบครัวที่เขาเจอระหว่างทาง… สำหรับผมแก่นสารเรื่องของเซเวียร์คือฉากกินอาหารน่ะครับ มันทำให้นึกถึงคนเฒ่าคนแก่ที่นั่งรอลูกหลานกินข้าวพร้อมหน้า โดยเราที่ยังหนุ่มยังสาวอาจคิดว่า “ไปกินพร้อมหน้าวันไหนก็ได้ เวลามีถมถืด” แต่สำหรับคนสูงอายุแล้ว ถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็อาจไม่มีวันพรุ่งนี้

แม้เขาจะไปไม่ถึงเรือที่ฝันไว้ แต่ก็ยังได้ทำในสิ่งที่อยากทำอย่างน้อยสักอย่างหนึ่ง

ชวนให้คิดว่าคนเรามีลิสต์สิ่งที่อยากทำเป็นร้อย มีหนังที่อยากดูมากมาย มีกิจกรรมสารพัดที่อยากทำ มีร้านอาหารกี่ร้านที่อยากไป… จะมีสักกี่คนที่ได้ไปจนครบ… บางครั้งเพียงทำได้สำเร็จสักครึ่ง ก็น่าดีใจแล้ว

แต่กระนั้น ในฐานะที่ติดตามเซเวียร์มานานปี ใจก็สลดที่กระทั่งเรือลำเดียวเขายังไปไม่ถึง… เป็นจุดจบที่น่าเศร้าสำหรับคนๆ หนึ่งที่แนะนำมิวเตนท์มานับร้อยพัน

ถ้าเขาเอาเวลาที่สอนคนอื่นไปทุ่มให้กับตนเองมากกว่านี้… มันจะเป็นอย่างไร…

5)่.
ส่วนลอร่านั้น เซเวียร์บอกกับโลแกนว่าสำคัญคือเพราะเธอสำคัญกับโลแกนครับ (เซเวียร์พยายามย้ำว่าเธอสำคัญกับโลแกน มากกว่าจะบอกว่าเธอคือความหวังของโลก) เพราะลูกสาวนั้นมีความสำคัญต่อคนเป็นพ่อเสมอครับ (มากน้อยอาจต่างกันไป) โดยเฉพาะโลแกนที่ตลอดชีวิตก็เจอแต่โศกนาฏกรรม คนรักตายไปก็บ่อย ฆ่าคนที่รักด้วยกรงเล็บตนก็เคยมาแล้ว ความเจ็บของโลแกนมันเยอะจนไม่รู้จะเยอะอย่างไร

และอย่างที่ตัวละครหนึ่งในภาค The Wolverine กล่าวไว้ว่าโลแกนเหมือนโรนิน เป็นซามูไรไร้นายที่ไร้แก่นสาร ได้อยู่นานกว่าชาวบ้าน แต่ถามว่าอยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร โลแกนเองยังตอบไม่ได้ แต่ครั้นอยากจะตายก็ตายไม่ได้อีก

อดคิดไม่ได้ว่าอาการเสื่อมพลังที่เกิด มันเกิดแค่ตามธรรมชาติ หรือมันเพราะความเจ็บช้ำทางใจมันออกฤทธิ์ซ้ำๆ จนร่างกายเกิดภาวะแบบนี้ขึ้น เพราะในการวิจัยระยะหลังก็กล่าวถึงการที่ระบบประสาทส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบภายในร่างกาย กล่าวคือคิดบวกก็ได้ผลลัพธ์อย่างหนึ่ง คิดลบก็ส่งผลกระทบไปอีกอย่างหนึ่ง… ซึ่งเราก็คาดได้ไม่ยากว่าพี่วูล์ฟแกเจอเรื่องเลวร้ายให้คิดลบมามากเพียงไร

ยิ่งถ้าดูจากภาค Days of Future Part จะพบว่ามีเพียงโลแกนและเซเวียร์เท่านั้นที่ยังมีความทรงจำทั้งของโลกก่อนและโลกหลังไทม์ไลน์เปลี่ยนไป… แค่โลกเดียวไทม์ไลน์เดียวก็เจ็บปวดเยอะอยู่แล้ว นี่เจอ 2 ไทม์ไลน์มาตอกย้ำ… ไม่แปลกหากมันจะส่งผลต่อโลแกน

ดังนั้นลอร่าจึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่โลแกนจะทำอะไรสักอย่างอย่างมีความหมาย โอกาสสุดท้ายที่จะทำอะไรอย่างมีเป้าหมาย นั่นคือโอกาสในการเป็นพ่อ และโอกาสที่จะสอน “ใครอีกคนที่เป็นเหมือนเขา” ให้ไม่โตมาเป็นแบบเขา หรืออย่างน้อยก็ได้รู้บทเรียนสำคัญตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่ดีกว่าเขา

ผมเห็นด้วยครับว่าโลแกนกับลอร่ายังไม่มีวาระที่จะสานสายสัมพันธ์ได้อย่างลึกซึ้งในฐานะพ่อลูก เวลาที่พวกเขามีให้กันมันไม่ได้มากอะไร มันเลยอาจไม่ได้มีโมเมนต์ซึ้งกินใจในฐานะพ่อลูกปรากฏในหนัง

แต่… อันนี้ผมมองในฐานะพ่อที่มีลูกสาวน่ะนะครับ การที่พ่ออยากสอนลูก อยากดูแลลูก แต่เวลาเหลือน้อย หรือเราต้องมาตายทั้งที่ยังไม่ได้สอนอะไรลูกเท่าไรเลย นั่นแหละโคตรแห่งความทรมาน มันคือความเจ็บที่เจ็บสุดๆ อย่างหนึ่งเลย

และโลแกนก็จบชีวิตลงแบบนั้นครับ เขาช่วยลูกได้ก็จริง แต่เขาก็ตาย ผมเชื่อว่านาทีนั้นเขาอยากสอนลูก อยากบอกลูก อยากชี้ทางลูก และอยากปกป้องลูกให้มากกว่านี้… แต่ไม่มีโอกาสอีกต่อไป (อาจเพราะแบบนี้ผมเลยนั่งนิ่งหลังดูจบ เหมือนตระหนักถึงความตายไปชั่วขณะ)

แต่กระนั้น อย่างน้อยเขาก็ได้ทำอะไรเพื่อลูกก่อนตาย เซเวียร์บอกว่าลอร่าสำคัญ ผมมองว่าจริงครับ เพราะนอกจากลอร่าคือโอกาสให้โลแกนได้ทำหน้าที่พ่อแล้ว ลองจินตนาการดูว่าถ้าโลแกนไม่สนลอร่า แล้วปล่อยให้เธอตาย… นั่นเท่ากับอีกหนึ่งแผลที่โคตรเจ็บจะประทับลงในร่างของโลแกน แม้โลแกนจะไม่ตาย แต่เขาต้องอยู่กับความเจ็บนั้นไปอีกตลอดชีวิต

ดังนั้นในความเห็นของผมแล้ว ลอร่าไม่ใช่แค่เด็กที่หลุดออกมาครับ แต่เธอคือลูกของโลแกน เธอคือเด็กผู้หญิงคนเดียวที่โลแกนจะรู้สึก “โคตรภูมิใจ” หากช่วยให้เธอรอดได้ (เพราะเชื่อว่าระหว่างโลแกนช่วยลอร่าสำเร็จ กับช่วยลูกคนอื่นสำเร็จ ความ “ภูมิใจ” ต้องต่างกันอย่างหาที่เปรียบมิได้)

6).
และอีกอย่าง ลอร่ายังเป็นลูกศิษย์มิวเตนท์คนสุดท้ายของชาร์ลส์ เซเวียร์

คิดในแง่หนึ่ง จริงๆ เซเวียร์จะบอกให้โลแกนไม่ต้องสนใจลอร่า แล้วก็รีบๆ มุ่งหน้าไปหาเรือล่องทะเล ใช้ชีวิตลอยลำตามฝันเลยก็ได้ เพราะไหนๆ เขาก็ช่วยคนมาไม่รู้เท่าไรแล้ว และไหนๆ เขาก็แก่จะลงโลงอยู่แล้ว จะจัดเต็มเสพสุขแบบไม่สนโลกเลยก็ยังไง… แต่ทำไมเขาไม่ทำแบบนั้น

ก็เพราะเขาคือชาร์ลส์ เซเวียร์…

… ใช่ครับ โลแกนยังคงเป็นโลแกน และเซเวียร์ยังคงเป็นเซเวียร์ คนเดิมที่เราติดตามมานานนับสิบปี พวกเขายังคงความเป็นโลแกนและเซเวียร์ตราบจนลมหายใจสุดท้าย

 

โฆษณา