Action

Hard Target 2 (2016) ฮาร์ด ทาร์เก็ต คนแกร่งทะลวงเดี่ยว 2

14224963_1315567281807403_5432580163790962562_n

Hard Target ภาคแรกมีความหมายต่อผมในฐานะเป็นหนังแอ็กชันเรื่องแรกที่ John Woo ทำให้กับ Hollywood แม้ตัวหนังจะไม่ได้เด็ดขาดอะไรมาก แต่ก็ถือว่ามันส์ครับ อีกอย่างคือหนังจัดเต็มลีลาแบบ Woo แบบเต็มพิกัดไม่ว่าจะสโลว์, สไลด์ยิง, ถือปืนสองมือ หรือเอาปืนมาจ่อใส่กัน

สำหรับภาคต่อนี่ก็ถือกำเนิดในฐานะหนังแผ่นครับ ทำส่งตรงลงแผ่นไปเลย ซึ่งก็เป็นปกติของค่าย Universal ที่เอาหนังในอดีตมาทำภาคต่อลงแผ่นบ่อยกว่าใคร (ขนาด The Birds 2 ยังกล้าทำออกมาเลย คิดดู)

แต่ก็เหมือนทุกครั้งครับ เอาเข้าจริงมันคือการเอาพล็อตภาคแรกมาทำใหม่ ตัวเอกในเรื่องคือ เวส เบย์เลอร์ (Scott Adkins) อดีตนักชกที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพ ทีนี้เขาได้เจอกับอัลดริช (Robert Knepper) ที่ชักชวนให้เขารับข้อเสนอเพื่อเงินสด 1 ล้านเหรียญ

แต่ที่เขาไม่รู้คือ ข้อเสนอที่ว่าคือการพาเขาไปปล่อยในป่าแถบพม่า เพื่อให้เหล่านักล่าที่จ่ายเงินมาเพื่อเล่นเกม “ล่ามนุษย์” คอยไล่ฆ่าเขาเพื่อความสนุก ซึ่งเวสก็ต้องเอาตัวรอดครับ และเอาเข้าจริงแล้วเขาเองก็ไม่ธรรมดา มีฝีมือเพียงพอที่จะเล่นงานพวกนักล่านั่นเหมือนกัน

งานนี้เหล่านักล่าเลยเจอของแข็งครับ แทนที่จะได้ล่าก็กลายเป็นโดนเล่นเองแทน ซึ่งผมว่าหลายท่านคงเดาได้ไม่ยากนะว่าสุดท้ายใครจะรอดชีวิต ^_^

ครับ ว่าตรงๆ เลยคือ Hard Target ภาคแรกทำได้สนุกกว่ากันเยอะ อย่างน้อยลีลาแบบ John Woo ก็ทำให้หนังมีลูกเล่นและความน่าสนใจ ในขณะที่ภาคนี้ลีลาบู๊ชวนให้นึกถึง Rambo น่ะครับ ประเภทซุ่มล่า ซุ่มฆ่า และเอาตัวรอดโดยใช้สรรพสิ่งในป่ามารับมือพวกนักล่า

แต่ลีลาการนำเสนอไม่ได้เด่นอะไรครับ ดูเรื่อยๆ ไม่ได้มีช็อตที่มันส์จนสัมผัสได้ขนาดนั้น แม้ Adkins จะโชว์บู๊ได้ไม่เลวก็เถอะ (เพราะจริงๆ พี่แกก็เก่งในสายนี้อยู่แล้วล่ะ) แต่พอลูกเล่นไม่เยอะ คิวบู๊ไม่ถึงเครื่อง ความสนุกมันเลยไม่ได้มากสักเท่าไร

หนังกำกับโดย Roel Reiné คนที่คอหนังภาคต่อลงแผ่นน่าจะคุ้น เพราะพี่แกกำกับตั้งแต่ The Marine 2, Death Race 2 – 3, The Scorpion King 3: Battle for Redemption, 12 Rounds 2: Reloaded และ The Man with the Iron Fists 2 ซึ่งกับเรื่องนี้ก็อยู่ในระดับประมาณเรื่องที่ผมกล่าวถึงนั่นแหละครับ (แต่ถ้านึกดีๆ ผมว่า Death Race 2 – 3 ออกมามันส์กว่าเรื่องนี้นะ)

แต่กระนั้นผมก็มีจุดที่ชอบนะครับ พลังสำคัญเลยที่ทำให้ผมโอเคที่จะดูหนังไปจนจบไม่ใช่เนื้อเรื่องหรือคิวบู๊ แต่เป็นประเทศไทยของเราครับ ใช่ครับ หนังถ่ายในไทยนี่แหละ ไม่ว่าจะกรุงเทพหรือฉากในป่าก็ใช้บริการกองถ่ายในไทยเรานี่แหละ

ซึ่งอยากจะบอกว่าบ้านเราสวยจริงๆ นะครับ ป่าเขาในเรื่องมันเขียวสดและสวยงาม ฉากน้ำตกต่างๆ มันเวิร์กจริงๆ วิวงามๆ ช็อตดีๆ มีเยอะนะ จนผมรู้สึกตลกในใจเลยล่ะว่าทำไมฉากสวยๆ แบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในหนังไทยบ้านเรา แต่ไปปรากฏในหนังแผ่น (ส่วนใหญ่ก็เกรดบีหรือไม่ก็ซี) ของบ้านเขาแทน

ใจหนึ่งก็รู้สึกดีครับที่ได้เห็นวิวดีๆ ป่าสวยๆ ในบ้านเรา ส่วนหนึ่งผมว่าทีมงานก็ถือว่าเก่งล่ะครับ ที่จับภาพมุมกล้องได้พอเหมาะ จนได้บรรยากาศสวยๆ ไปหลายฉาก แม้ตัวหนังจะไม่ได้เจ๋ง แต่ป่าของบ้านเรานี่แหละเจ๋งได้ใจ

เอาล่ะครับ สรุปว่าจริงๆ ก็ดูเอาเพลินได้นะ เพียงแต่อย่าเอาภาคแรกมาเป็นบรรทัดฐาน ความมันส์ไม่ได้มากมายอะไร อ้อ เราจะได้เจอจีจ้าด้วยครับ โผล่นิดหนึ่งตอนท้ายด้วยครับ (แต่มานิดหนึ่งจริงๆ นะ 555)

แล้วตอน End Credits ก็มีฉากแถมเป็นฉากที่ Adkins เดินเที่ยวเยาวราช ซึ่งอาจดูไม่มีความหมายอะไรมาก แต่ผมกลับชอบแฮะ มันก็ดีเหมือนกันนะ ไม่รู้สิ เวลาเห็นบ้านเราขึ้นจอหนังเมืองนอกมันก็แอบรู้สึกดีอยู่ลึกๆ นั่นแหละ ไม่ว่าจะหนังเกรดอะไรก็เถอะ

ดาวครึ่งได้ครับ

Star12

(5/10)

 

Advertisements