รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Cabaret (1972) คาบาเร่ต์

MV5BNTEyMzc0Mjk5MV5BMl5BanBnXkFtZTgwMjI2NDIwMTE@._V1_

บนเวทีแจกรางวัลออสการ์ประจำปี 1973 มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือเป็นปีที่มีหนังที่ได้รางวัลออสการ์ไปถึง 8 ตัว ซึ่งถือว่ามากที่สุดในปีนั้น แต่หนังเรื่องที่ว่าไม่ได้รางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม… ใช่ครับ เรากำลังพูดถึงหนังเรื่องนั้นกันอยู่

Cabaret คือภาพยนตร์เพลงที่ดัดแปลงจากละครบรอดเวย์ในปี 1966 ชื่อเดียวกันนี้ โดยละครนั้นก็ดัดแปลงมาจากหนังสือ The Berlin Stories ของ Christopher Isherwood อีกที

เรื่องราวว่าด้วยไบรอัน โรเบิร์ตส์ (Michael York) นักเขียนหนุ่มชาวอังกฤษที่เดินทางมาอาศัยในกรุงเบอร์ลิน และที่นั้นเองเขาได้รู้จักกับแซลลี่ โบว์ล (Liza Minnelli) นักเต้นสาวพราวเสน่ห์ชาวอเมริกันที่เต้นหาเลี้ยงชีพอยู่ที่คิทแคทคลับ ซึ่งแซลลี่ก็เสนอจะให้เขาอาศัยอยู่กับเธอ

และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์ในระดับที่มากกว่าคำว่า “มิตรภาพ” และไม่น้อยกว่าคำว่า “ความรัก” ระหว่างเขาและเธอ เพียงแต่ความรักที่ว่านี้อาจไม่ตรงกับนิยามทั่วไปที่เราคุ้นเคยก็ได้

ถ้าจะให้จำกัดความหนังเรื่องนี้ก็ขอบอกว่า “เป็นหนังที่มีพลังอย่างมาก” ครับ การที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ 8 ตัวมาได้นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เพราะหนังมีองค์ประกอบดีๆ รวมตัวกันอยู่เพียบ เรียกว่าถ้าเราจะไล่เรียงพูดถึงว่าหนังคู่ควรกับออสการ์แต่ละตัวที่ได้หรือไม่เนี่ย ก็สามารถพูดได้เต็มปากครับว่า “คู่ควรจริง”

ออสการ์ตัวแรกคือสาขาแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม อันนี้ไร้ข้อกังขาครับ เพราะ Minnelli สุดยอด+สุโค่ย+แซ่บเวอร์ กับบทแซลลี่ บทนี้ถือกำเนิดเพื่อให้เธอมาแสดงเท่านั้นเลยครับ ตั้งแต่ลีลาการเต้นที่พริ้วไหว สวยงาม โดดเด่น ด้านการแสดงอารมณ์ความรู้สึกก็ยอดมากๆ ตอนทำตัวน่ารัก แบ๊วๆ นี่ดูอ่อนโยน สดใส ร่าเริง ยิ้มแต่ละทีนี้เปลี่ยนโลกได้เลยนะครับ แต่พอเข้าโหมดเศร้า เสียใจ หรืออยู่ในโหมด “เด็ดเดี่ยว” ขึ้นมา แววตาของผู้หญิงคนนี้ก็พร้อมจะหันหลังให้โลกทั้งใบ ไม่ยอมลงให้ผู้ใดไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น

1385746534

ว่ากันว่า Christopher Isherwood ผู้แต่งนิยายต้นเรื่องของ Cabaret ให้สัมภาษณ์หลังดูว่าเขารู้สึกชอบหนังเรื่องนี้อย่างที่สุด แต่ติดอย่างเดียวคือ Minnelli “มีความสามารถเปี่ยมล้นเกินไป” เพราะแรกเริ่มเดิมทีเขาจินตนาการตัวละครแซลลี่ไว้ว่ามีความสามารถระดับดาราดวงเด่นซึ่งภาพที่เขานึกไว้นั้น เขาเองก็ว่าเธอน่าจะเด่นพอแล้ว แต่ปรากฏว่า Minnelli สามารถยกระดับตัวละครแซลลี่นี้ให้ไปไกลกว่าที่เขาเคยจินตนาการเอาไว้ เรียกว่าสามารถทำให้แซลลี่เด่นได้ ดูยอดเยี่ยมได้ยิ่งกว่าที่คนให้กำเนิดตัวละครเช่นเขาจะคิดได้ซะอีก

Minnelli ครองหนังเรื่องนี้อยู่จริงๆ ครับ เธอสามารถเข้าคู่กับ York ได้แบบลงตัว ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกครับว่าความสัมพันธ์ระหว่างแซลลี่กับไบรอันนั้นไม่ใช่แบบพระเอกนางเอกหนังรักทั่วๆ ไป แต่จะออกแนวเพื่อนที่สนิทกันมาก คุยได้ทุกเรื่อง คอยเคียงข้างกัน จะว่ารักก็รักเหมือนกันครับ แต่มันเป็นความรักและความผูกพันที่ก้าวพ้นคำว่า “คู่รัก” ไปเลย พวกเขาไม่ได้เป็นแฟนกันแบบนั้น และพวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจหรือรู้ใจกันไปหมดทุกอย่าง แต่พวกเขาคือ คู่ซี้ที่เติมเต็ม “บางส่วน (ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่) ของชีวิต” ให้แก่กันน่ะครับ ซึ่งผมว่ามันงดงามและกินใจมากๆ ทีเดียว ยิ่งเมื่อเรื่องเดินทางมาถึงช่วงท้ายน่ะครับ

ออสการ์ตัวที่ 2 เป็นของ Joel Grey ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เขารับบทเป็นหัวหน้าคณะคาบาเร่ต์ซึ่ง Grey เคยแสดงมาแล้วในฉบับบรอดเวย์ครับ ซึ่งถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมเขาเหมาะกับออสการ์ ก็ขอให้ไปดูหนังเรื่องนี้เลยครับ หรือไม่ก็หาคลิปใน Youtube ที่ชื่อ Willkommen คือเป็นชื่อเพลงน่ะครับ เพลงเปิดของหนัง แค่ฉากแรกฉากเดียวก็สามารถดึงความสนใจคนดูได้อยู่หมัดแล้ว คุณจะได้เห็น Grey ออกลีลาทั้งร้อง ทั้งดัดเสียง ทั้งแสดง และคุมการแสดงบนเวที และเขาทำได้ครับ ดูแล้วเชื่อว่าเขาคือหัวหน้าคณะตัวจริง ยิ่งดูหนังไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นความสามารถอันหลากด้านของพี่แกครับ

แต่สำหรับผม เจอแกแสดงในเพลง Willkommen เพลงเดียว ก็ยอมมอบออสการ์ให้แกไปครองแล้วครับ

1385746420

ออสการ์ตัวที่ 3 คือสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ของ Bob Fosse ซึ่งเขาก็ต้องฟันฝ่าพิสูจน์ตัวเองหลายขั้นครับ กว่าจะได้ทำหนังเรื่องนี้ เพราะตอนแรกทางสตูดิโอเล็ง Billy Wilder มากำกับ แต่ทางนั้นก็บอกปัด พอเรื่องทราบถึง Fosse เขาก็สนใจอยากกำกับทันทีครับ ซึ่ง Cy Feuer ที่เป็นผู้อำนวยการสร้างก็เห็นชอบ แต่ปัญหาติดที่นายทุนซึ่งก็คือ ABC Pictures และ Allied Artists ที่อยากได้ผู้กำกับอย่าง Joseph Mankiewicz หรือไม่ก็ Gene Kelly มาคุมหนังให้ แต่พวกเขาก็บอกปัดอีกเช่นกันครับ

ถึงกระนั้นนายทุนก็ยังไม่ยอมเลือก Fosse เหตุเรื่องมาจากด้วยความที่ผลงานกำกับเรื่องแรกของเขาอย่าง Sweet Charity ไม่ทำเงิน (ลงทุน $20 ล้าน ได้คืนมา $8 ล้าน) ทำให้นายทุนหนักครับ แต่ Fosse ก็ไม่ยอมแพ้นะครับ พยายามพรีเซนต์ตัวเอง และ Feuer ก็ช่วยเขาอีกแรงด้วยการเจรจากับนายทุนโฆษณาว่า Fosse เก่งในด้านการทำหนังเพลง หนังที่มีฉากเต้นหรือคอสตูมสวยๆ แค่ไหน มีผลงานอะไรบ้าง เอาฟิล์มมาให้ดูนำเสนอเต็มพิกัด จนในที่สุดทางนายทุนก็ยอมรับครับ

เมื่อดูหนังแล้วยอมรับครับว่า Fosse คุมหนังได้อยู่ ยิ่งฉากเต้นแต่ละอันนี่ต้องซ้อมต้องวางคิวให้เหมาะ ในด้านเนื้อเรื่องของไบรอันและแซลลี่ก็ถือว่าคุมให้เรื่องดำเนินได้ลื่นดีครับ

… กระนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ถ้าว่ากันถึงเฉพาะรางวัลนี้นะครับ ผมอยากให้ผู้กำกับอีกคนที่ได้เข้าชิงในปีนั้นได้ไปมากกว่า… เขาเป็นใครไว้ว่ากันตอนท้ายครับ แต่ผมว่า “ผู้กำกับคนนั้น” ก็ทุ่มเทไม่น้อยไปกว่ากัน (หรือดีไม่ดีอาจมากกว่า Fosse ด้วย) แต่ยังไงการที่เขาได้ออสการ์ไปก็ไม่น่าเกลียดครับ

ออสการ์ตัวที่ 4 คือกำกับภาพยอดเยี่ยม โดยเป็นผลงานของ Geoffrey Unsworth ที่คร่ำหวอดในวงการมาหลายสิบปี อีกทั้งยังมีผลงานระดับตำนานอย่าง 2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick มาประดับบารมีด้วย ซึ่งถ้าถามว่าจุดเด่นของเขาคืออะไร ก็ตอบได้ว่าเขาสามารถปรับโทนของภาพไปตามสไตล์ของหนังได้ อย่าง 2001 มีหลายโทนมากครับ ตอนถ่ายภาพธรรมชาติ ถ่ายภาพในยาน ถ่ายภาพในอวกาศ หรือถ่ายภาพในตอนไคลแม็กซ์ ในห้องสีขาวโพลน Unsworth ถ่ายทำออกมาในโทนลอยๆ ดูเหมือนจริงแต่ก็เหนือจริงอยู่ในที เข้ากับตัวหนังที่คนดูดูจบแล้วก็อดลอยไม่ได้เหมือนกัน (ลอยเพราะมึนน่ะนะครับ 555)

สำหรับเรื่อง Cabaret เป็นที่กล่าวขวัญกันว่านี่เป็นแนว Dark Musical แม้จะเป็นหนังเพลงแต่ก็แฝงอารมณ์หม่นๆ สิ้นหวัง และสับสนเอาไว้ ซึ่ง Unsworth สามารถถ่ายทอดและถ่ายทำออกมาได้ถึงในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะฉากเต้นในคณะคาบาเร่ต์ หรือยามที่แซลลี่และไบรอันออกไปใช้ชีวิต มันจะมีอารมณ์หม่นๆ ผสมอยู่ ดูจบแล้วคุณจะไม่ได้อารมณ์แบบที่ได้จากหนังเพลงทั่วไป นั่นคือจะไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส… แต่จะได้อารมณ์ “เข้าใจอีกมุมหนึ่ง ของความจริงในชีวิต” แทน

ออสการ์ตัวที่ 5 – 6 – 7 นี่มาเป็นเซ็ทครับ นั่นคือ กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม+บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และตัดต่อยอดเยี่ยม ซึ่งท่านสามารถพิสูจน์ได้จากภาพในหนัง อย่างเรื่องศิลป์นั้นนอกจากในการแสดงคาบาเร่ต์แล้ว ในบ้านของแซลลี่หรือแต่ละสถานที่ที่พวกเขาเดินทางไป จะมีอะไรศิลป์ๆ อาร์ทๆ ชวนให้มองอยู่หลายจุด ด้านบันทึกเสียงและตัดต่อก็เช่นกันครับ ฉากคาบาเร่ต์ถือเป็นตัววัดที่ดี เพราะถ้าตัดต่อไม่ดีและลงเสียงไม่ถูก การแสดงที่ดูสวยและเข้าท่าย่อมกลายเป็นการแสดงที่เละเทะได้ในทันที แต่แน่นอนครับว่าในหนังนั้น มันไม่เละแม้แต่นิดเดียว และมันยังดูลงตัว พอเหมาะ สอดคล้องกับคำว่า “มีพลัง” แบบที่ผมบอกไปนั่นแหละ

1385746582

ออสการ์ตัวที่ 8 เพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมโดย Ralph Burns นี่ก็ไม่อาจบรรยายได้เหมือนกันครับ ต้องไปดู ไปฟังกัน ถึงจะเข้าใจได้ดีที่สุด

8 ตัวครับ 8 สาขาที่ Cabaret ได้ไปถือว่าเหมาะครับ หนังมีดี มีจุดเด่น มีพลัง องค์ประกอบดีๆ มีอยู่ในหนังเรื่องนี้ และในด้านเนื้อหานั้นผมชอบครับ ชอบความสัมพันธ์ระหว่างไบรอันกับแซลลี่ ซึ่งดูไปมันอาจคลุมเครือ แต่จริงๆ มันคือความสัมพันธ์แบบคู่ซี้ (ที่เข้ากันได้เป็นส่วนมาก แต่ไม่ทั้งหมด) มันคือความรักที่เป็นคนละนิยามกับความรักแบบหนุ่มสาวทั่วไป

ถ้าถามว่าจุดที่โดนใจผมมากๆ คืออะไร ตอบได้เลยว่าคือบทสรุปของหนัง ที่มันไม่ได้ลงสูตร มันไม่ได้แฮ้ปปี้ นั่นคือหลังจากไบรอันรู้ว่าแซลลี่ตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าท้องกับใคร เขายินดีรับเป็นพ่อเด็กให้ และสัญญาจะพาแซลลีกับลูกไปอยู่อังกฤษ ไปใช้ชีวิตใหม่ที่สวยงามที่นั่น ซึ่งแซลลี่ก็เหมือนจะยอมรับในทีแรก แต่สุดท้ายแล้ว… แซลลี่เลือกจะอยู่ใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป ที่กรุงเบอร์ลินแห่งนี้

แซลลี่คิดผิดหรือเปล่า? เธอตัดสินใจพลาดหรือไม่? ทางเลือกที่ไบรอันเสนอให้ดีกว่าหรือเปล่า? โดยตรรกะสามัญของเรา ผมเชื่อว่าเราตอบคำถามนี้ได้ไม่ยาก…

แต่ถ้าคุณคือแซลลี่ล่ะครับ? ถ้าคุณคือคนที่เป็นแบบแซลลี่+คิดแบบแซลลี่+ใช้ชีวิตแบบแซลลี่+อร่อยกับความสุขชนิดไม่ผูกมัดหรือมีพิธีรีตรองแบบแซลลี่… แน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่เลือกแบบเธอ?

คนเราต่างกันครับ เพราะโตมาไม่เหมือนกัน ทำให้คิดไม่เหมือนกัน, เพราะถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน ทำให้ปฏิบัติไม่เหมือนกัน, เพราะรู้มาไม่เหมือนกัน ทำให้ตัดสินใจไม่เหมือนกัน และเพราะผ่านโลกในอดีตมาไม่เหมือนกัน ทำให้มองเห็นภาพในอนาคตไม่เหมือนกัน

บทสรุปของเรื่องทำให้ผมนั่งดูด้วยใจสงบ แอบขำให้ตัวเองยามที่อดีตพยายามจะทำให้ใครๆ คิดเหมือนเรา หรือพยายามจะโต้คนที่คิดไม่เหมือนเราว่า “คุณน่ะผิด”… เรามัวทำอย่างนั้นไปทำไมกัน

ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าสุดท้ายแล้วผมเข้าใจแซลลี่ถูกไหม แต่ผมว่าสิ่งที่เธอร้องในฉากสุดท้าย เนื้อความในเพลงสุดท้ายที่ชื่อ Cabaret มันบอกทุกอย่าง (ฉากนี้เป็นอีกหนึ่งฉากที่เน้นย้ำว่า ออสการ์ของ Minnelli นั้น เหมาะกับเธอแบบโคตรๆ แค่ไหน)

MV5BMTg2MzAwMjY1MF5BMl5BanBnXkFtZTgwNDIyNTU5MTE@._V1_SX1777_CR0,0,1777,999_AL_

การที่แซลลี่เลือกจะไม่ไป อาจเพราะเธอไม่อยากไปเป็นภาระให้กับไบรอัน หรืออาจเป็นเพราะเธอกลัวอนาคต กลัวที่แห่งใหม่ กลัวการเริ่มใหม่ สำหรับเธอมันคือพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่อาจคาดเดา… ไม่เหมือนที่เก่าที่เธออยู่ เธอรู้จักมันทุกมุมถนน เธอรู้วิธีก้าวเท้าเต้นพอๆ กับกับก้าวเท้าเดิน… เธอปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ที่นี่

หรืออาจเพราะเธอเห็นภาพตัวเอง… เป็นแม่ เลี้ยงลูก ถักนิตติ้ง อ่านหนังสือ ทำอาหาร กวาดบ้านเช็ดโต๊ะ… เธออาจรู้สึกสยองเมื่อเห็นภาพนั้น… สู้เธออยู่ที่นี่ เต้นต่อไป อยู่ต่อไป ใช้ชีวิตต่อไป บนเส้นทางคุุ้นเคย ทำในสิ่งที่เธอรู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง

หรืออาจง่ายกว่านั้น… เพราะชีวิตคือคาบาเร่ต์ คือการหย่อนใจ คืออิสระ คือความสนุก และตอนนี้เธอมีมันอยู่แล้วนี่… แล้วเธอจะจาก “คาบาเร่ต์อันแสนรื่นเริง” ไปทำไม?

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า… ชีวิตก็เหมือนการแสดงคาบาเรต์ มีเริ่มและหมดรอบ และบางครั้งเราก็มีสิทธิ์แค่รอบเดียว… ก็เล่นให้สนุกสุดชีวิตเท่าที่จะทำได้สิ…

… หนึ่งในสิ่งที่ผมเขียนอาจเป็นสิ่งที่แซลลี่คิด… หรืออาจไม่ใช่เลยก็ได้

แล้วเราก็มาถึงช่วงท้าย ผมควรบอกเสียทีว่าทำไม Cabaret ถึงชวดออสการ์ปีนั้นไป… เพราะหนังเรื่องนี้ฉายปีเดียวกับหนังที่ชื่อว่า The Godfather นั่นเอง และผู้กำกับคนนั้น ที่ผมว่าคู่ควรออสการ์ไม่แพ้ Fosse ก็คือ Francis Ford Coppola

ผมคงไม่สรุปว่าหนังเรื่องไหนดีกว่า เพราะคนย่อมคิดต่างกันได้เสมอ ยิ่งความชอบยิ่งต่างกันได้ง่ายเข้าไปอีก

แต่ผมว่า Cabaret มีคุณค่าคู่ควรกับรางวัล ในขณะที่ The Godfather ก็มีคุณค่าในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีรางวัลมาการันตีให้มากมาย

ในความคิดของผม นั่นแหละครับ คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจบนเวทีออสการ์ประจำปี 1973

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements