รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

บุญชู 2 น้องใหม่ (1989)

1495173810

ภาคนี้ทำเงินมากกว่าและได้รับการขนานนามว่าดีกว่าภาคแรก ในแง่คุณภาพ อาจเรียกได้ว่าดีที่สุดในหนังชุดนี้!

บุญชูสร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ดี และความนิยมมหาศาล ภาคสองจึงเกิดตามมาโดยทีมงานและดาราชุดเดิมกลับมาเล่นเกือบครบ มีการเปลี่ยนตัวนิดหน่อย ในบทพี่บุญช่วย กลายเป็นคุณสุเทพ ประยูรพิทักษ์ ที่ออกลีลาเจ้าชู้ได้ฮากว่าเก่า ส่วนบทเฉื่อยได้ นฤพนธ์ ไชยยศมาสวมบทแทน (ซึ่งเล่นบทเฉื่อยได้น่าจดจำและได้ใจมากๆ)

เหตุการณ์ภาคนี้เป็นเรื่องปีต่อมา หลังจากพ่อหนุ่มบุญชูของเรา (คุณสันติสุข พรหมศิริ) พลาดหวังในการสอบเอนทรานซ์ ก็ตัดสินใจเอาใหม่อีกสักหน โดยครั้งนี้แม่บุญล้อม (ป้าจุ๊ จุรี โอศิริ)ได้ฝากฝังลูกไว้กับคุณแจ่มใส (ท่าน ส. อาสนจินดา) บรรณารักษ์ห้องสมุดอดีตมหาเก่า ให้ช่วยขัดเกลาเสริมความรู้ให้ลูกชายด้วย

ส่วนพล็อตรองก็ยังคงเดิมครับ เมื่อบุญชูได้กลับมาเจอเพื่อนก๊วนเก่าที่ต่างก็สอบติดมหาวิทยาลัยตามความตั้งใจไปเมื่อภาคที่แล้ว งานนี้ทั้งโมลี (คุณจินตหรา สุขพัฒน์), หยอย (เกียรติ กิจเจริญ), คำมูล (กฤษณ์ ศุกระมงคล) , นรา (อรุณ ภาวิไล), ไวยากรณ์ (วัชระ ปานเอี่ยม) และเฉื่อยก็ยกขบวนมาเป็นกำลังใจให้ เสริมด้วยตัวละครใหม่อย่างประพันธ์ (เกรียงไกร อมาตยกุล) เพื่อนใหม่ของโมลี เป็นชาวระยองแต่สำเนียงเหน่อสุพรรณเฉยเลย พร้อมประโยคเด็ดตอนโดนถามว่าเกิดที่ไหน พี่แกตอบว่า “อ้อ เราเกิดหลายจังหวัด” มันเป็นยังไงไปฟังเอาเองในหนังครับ

และยังเป็นการเปิดตัวพี่ปองปากหมา (สมเกียรติ คุณานิธิพงษ์ ที่เคยโผล่ในภาคแรกมาก่อน ในบทพ่อค้าร้านข้าวที่ถามคำมูลกับเฉื่อยว่า “เส้นใหญ่รึเปล่า” ไงครับ) พี่ท่านคือตัวชูรสที่ฮาโคตรอีกหนึ่ง มาทีไรกัดกับหยอยทุกที และกัดกันมันมากๆ ฮาอย่างแรง โดยเฉพาะเมนูพิสดารที่หยอยช่างคิด พี่ปองก็ช่างปั้น

และตัวละครที่สำคัญอีกหนึ่งคือบุญมา (ธงชัย ประสงค์สันติ) ที่มาจากบ้านนอกเหมือนบุญชู แต่ด้วยความหลงผิดชั่วขณะทำให้อนาคตต้องเสียไปอย่างน่าสงสาร (ผมยังสะเทือนใจอยู่เลยครับ) นอกจากนี้ยังมีดาราสมทบอย่าง ดร.เสรี วงศ์มณฑา ในบทอาจารย์ผู้คอยประสานงานเรื่องชมรมกับพวกโมลี ภาคนี้ดารามากันเยอะดีนะครับ

ความสนุกของภาคนี้ถือว่ามากครับ ผมชอบกว่าภาคแรกเยอะ และชอบที่สุดในบรรดาหนังบุญชูทั้งหมด เพราะดาราต่างก็เล่นกันอย่างลงตัว มุกก็กระหน่ำกันเรียกได้ว่ามีทุกฉากและฮายิ่งกว่าเดิม เหมือนกับรู้น่ะครับว่านี่คือจุดขายที่คนประทับใจเลยใส่กันมาแบบจุใจไปเลย ด้านเนื้อหาก็ยังมีเรื่องความรักของบุญชู เรื่องของบุญมา และเรื่องการไปออกค่ายของโมลี แต่การเดินเรื่องก็เนียนเป็นเนื้อเดียวและน่าติดตามมาก สาระยังอุดมยิ่งกว่าเดิมซะอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ

Untitled0313

ขอไล่ความยอดของหนังทีละประเด็นนะครับ เรื่องดารานักแสดงน่ะหายห่วง บทนั้นแน่นขึ้น รู้สึกว่าบุญชูและผองเพื่อนเติบโตขึ้น มิตรภาพแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจุดที่คนดูประทับใจแบบเต็มๆ คือ หนังมีความนุ่มนวล ซาบซึ้งถึงอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่าฉากไหนฮาก็ฮาแตก แต่ฉากไหนออกโทนเศร้าก็เล่นเอาคนดูน้ำตาซึมได้เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น การที่บุญชูยังคงสานต่อความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อคุณโมต่อไป ไม่ว่าจะการดูแลเอาใจใส่ รวมถึงการช่วยคุณโมตอนลำบาก ไม่ว่าจะตอนหาทุนหรือตอนท้ายเรื่องที่เกิดเหตุให้เงินของชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่คุณโมร่วมอยู่หายไป ดูแล้วเชื่อได้เลยครับว่าบุญชูจริงใจต่อคุณโมแค่ไหน แต่หนังก็ยังไม่ทำให้เขาสมหวังครับ กับฉากวันวาเลนไทน์ที่อาจจะสะเทือนใจใครหลายคนก็ได้… ใครเคยเจอเรื่องแบบนี้ในวันวาเลนไทน์ล่ะก็ มีซึมแน่นอนครับ

หรือตอนท้ายที่บุญมา ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นคนดีครับ แต่ด้วยเหตุจำเป็นเขาเลยต้องขโมยเงินจนพวกบุญชูต้องตามไปจับและเอาเงินคืนมา แล้วความจริงก็เปิดเผยว่าทางบ้านบุญมานั้นมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ยากจนข้นแค้นถึงขั้นไม่มีบ้านอยู่ พ่อแม่มีแต่หนี้ น้องชายก็ไม่ได้เรียนหนังสือ พอทุกอย่างถึงขีดสุดเลยตัดสินใจทำเรื่องที่ผิดต่อกฎหมายเช่นนี้… โกรธไม่ลงครับ ซ้ำยังจะเสียน้ำตาให้บุญมาอีกด้วยนี่สิ

และฉากตอนท้าย เมื่อถึงเวลาประกาศผลเอนทรานซ์ ทุกคนพากันมาให้กำลังใจ รอถามผลการสอบ… คุณเอ้ย มันออกมาลุ้นดีแท้จริงๆ ให้ตายเถอะ อารมณ์ยังกับฟังผลสอบตัวเองแน่ะ

องค์ประกอบสำคัญที่เสริมพลังให้หนัง ได้แก่เพลงครับ คนทำก็คือคู่เดิม เสียงร้องก็เป็นของคุณอาจรัลผู้ล่วงลับคนเดิม ที่ได้เพลงใหม่ความหมายงดงาม ผมยังจำเนื้อได้เลยครับ “รับรู้กันเมื่อเย็นร้อน คิดถึงตอนสับสน โหยหาใครสักคน ก็คือเพื่อน …ไม่เคยหนีหายทิ้งให้เป็นกังวลเนิ่นนาน ไม่เคยหวานแล้วขมข้างใน จริงใจทุกห้อง ดูแลกันและทุ่มเท จะเวลาใดไม่ข้อง ดีร้ายซึมซาบมอง ก็รู้กัน…” เนื้อสื่อถึงเรื่องเพื่อนได้แบบเห็นภาพจริงๆ ครับ

อ่านๆ ไปเหมือนผมจะมาโฆษณาหนัง ก็ต้องแล้วแต่จะคาดคิดกันนะครับ แต่ทั้งหมดคือความรู้สึกดีๆ ผม มีต่อหนังชุดเรื่องบุญชู มันไม่ใช่แค่หนังฮาที่ดูจบแล้วจบกัน แต่มันทำให้คนดูผูกพันกับเหล่าตัวละครทั้งหลาย วันไหนเหงาๆ ก็เอามาเปิดดูจะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนกลุ่มใหญ่มาอยู่ด้วย ช่วยขับไล่ความเศร้าไปได้ อีกอย่างจะว่าไปหนังไทยนั้น ที่บันเทิงไปด้วย มีสาระไปด้วย ดูได้ทุกวัยด้วย และดาราดีๆเล่นแบบอัดแน่นด้วยนี่มีไม่บ่อยครับ โดยส่วนตัวแล้วจนปัจจุบันยังไม่มีเรื่องไหนทำได้กินใจเท่าภาคสองของบุญชูนี้เลย

16 ล้านบาทคือรายได้ของหนังภาคนี้ครับ ตัวหนังยังคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากเวทีรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดีหรือตุ๊กตาทองก็มาการันตีคุณภาพและความดีของหนังได้อีกระดับหนึ่ง

หนังชุดบุญชูมีความหมายพิเศษต่อผมอยู่สองประการ อย่างแรกคือได้เห็นภาพมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งเกษตรที่ผมเรียนมาหรือธรรมศาสตร์แล้วก็รามคำแหงกับศิลปากร มันให้ความรู้สึกดีนะครับ

อย่างที่สองคือ ประเด็นต่างๆ ในบุญชูเป็นเหมือนบันทึกเหตุการณ์และสภาพสังคมในยุคนั้นๆ ภาคแรกก็สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์เด็กต่างจังหวัดที่ต้องการศึกษาต่อในเมืองกรุง แล้วก็ต้องเจอกับอุปสรรค พอมาภาคสองก็เห็นถึงรูปแบบการแสดงความรักของวัยรุ่นในยุคนั้น เช่น การมอบดอกกุหลายสีแดงจนกลายเป็นแฟชั่น มีการลงยันต์ปลุกเสกกุหลาบอีกน่ะ หรือการบอกรักต้องวันวาเลนไทน์เท่านั้น แล้วก็เรื่องความยากจนของคน ความจนตรอกที่บีบคั้นให้คนที่ไร้โอกาสทางการศึกษาต้องทำสิ่งผิด เป็นหนังชุดที่บันทึกสภาพสังคม ทั้งในด้านสว่างและมืดในเวลาเดียวกัน

อยากรู้ว่าเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นเช่นไร ลองย้อนดูสองภาคแรกอีกทีก็ไม่เสียหลายครับ …

ไม่รู้สิครับ… ผมรู้สึกว่ายุคนั้นบ้านเมืองมันสงบกว่าตอนนี้ เยอะ … เยอะเลย

บุญชูภาคนี้ผมทั้งชอบ ทั้งรักเลยล่ะครับ ทำได้ครบเครื่องจริงๆ

สี่ดาวครับ

Star41

(9/10)

Advertisements