รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

คู่กรรม (2013) Sunset at Chaophraya

1377965905

คู่กรรมฉบับนี้มีกระแสแง่ลบเกิดขึ้นจนน่าตกใจ โดยผมเองก็ไม่ได้ไปพิสูจน์ในโรงครับ ต้องรอออกแผ่นแล้วค่อยว่ากัน (เป็นไปได้ว่ารีวิวนี้จะสปอยล์ครับ ดังนั้นถ้าไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวสรุปได้นะครับ)

สำหรับผมนั้นพูดแบบไม่อ้อมค้อมเลยครับว่ารู้สึกโอเคนะ อันที่จริงคือ “ชอบ” หลายๆ อย่างในคู่กรรมฉบับนี้

ชอบหมายเลข 1 คือ การตีความใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งมันอาจไม่ได้ลึกซึ้งสุดยอดมากมายครับ แต่มันก็สนุกดีที่ได้เห็นโกโบริเวอร์ชั่นเริงร่า อารมณ์ดี พยายามสร้างรอยยิ้มให้กับหญิงไทยนามว่าอังศุมาลิน แม้ว่าสาวเจ้าจะไม่สนใจ ทำหน้ามุ่ยใส่ หรือแสดงออกว่าเกลียดทหารญี่ปุ่นหน้าเป็นคนนี้แค่ไหน แต่เขาก็ยังพยายามเอาใจดูแล นาทีไหนที่ได้ยินเสียงหวอเตือนภัยก็จะวิ่งไปหาฮิเดโกะทันทีไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมือง ครั้นพอต้องแต่งงานเป็นสามีภรรยาก็ยังพยายามทำหน้าที่สามีให้ดีที่สุด ห่วงใยใส่ใจปกป้องแบบสุดกำลัง ทั้งที่สาวเจ้าก็ไม่แสดงท่าทีว่าจะใจอ่อนรับรักเขาเลย

ส่วนแม่สาวอังศุมาลินก็มาในแนว “สตรีวัยเยาว์ผู้สับสน” ขัดแย้งในหลายระดับของความคิดและจิตใจ ไม่ว่าจะ

ด้านความรัก (คนรักเก่าที่จากไป ใจก็ยังค้างคา vs คนรักใหม่ที่แสนดี ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งพิสูจน์ว่าเขาดีจริง)
ด้านชาติและบ้านเมือง (ทหารญี่ปุ่นเป็นคนไม่ดีและควรถูกจัดการให้พ้นไปจากประเทศ vs โกโบริคนนี้ก็ไม่มีพิษภัย ซ้ำยังดีต่อเราและแม่อีก)
ด้านความรู้สึก (เราจะไม่รักโกโบริ vs อานาตะโอะ ไอชิเตะอิมัตสึ)

ดูแล้วเห็นใจโกโบริครับ มากขึ้นและมากขึ้นในตอนท้าย ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเข้าใจความรู้สึกเลยว่าหากเราพยายามทำสิ่งที่ดีเพื่อผู้หญิงสักคนแบบเต็มที่แล้ว แต่กลับไร้ผลสะท้อนที่จะช่วยให้ใจเราชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง (ยิ้มให้สักนิด รักตอบสักหน่อยก็ไม่มี) สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะชุ่มใบหน้าด้วยหยดน้ำตาของตนแทน

กับอังศุมาลินเองก็น่าเห็นใจเหมือนกันครับ ไม่แปลกเหมือนกันหากเธอจะเกิดความสับสนท่ามกลางไฟสงคราม เพราะภาวะวุ่นวายแบบนี้มันทำให้โลกและสังคมไม่ปกติ หากเป็นภาวะทั่วไปในสมการก็จะมีแค่เธอกับชายสองคนสองสัญชาติที่เข้ามาในชีวิต แต่เมื่อมีภาวะสงครามมาครอบวงเล็บให้สมการนี้ ตัวแปรอื่นๆ ก็จะแทรกเข้ามาเพียบ ตั้งแต่พวกทหารญี่ปุ่นคนอื่นที่เกะกะระราน, ผู้ใหญ่หลายคนก็สอนให้ต่อต้านญี่ปุ่น, การแต่งงานที่เกิดเพราะทางการสั่งมิใช่เกิดเพราะใจสมัคร, ระเบิดรอบด้านทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน และกลางสะพาน ฯลฯ ผู้หญิงที่ต้องเจออะไรแบบนี้ ย่อมยากที่จะเปิดใจ “รัก” ได้ง่ายเหมือนคนทั่วไป

โกโบริและอังศุมาลินในเรื่องนี้จึงสมกับเป็น คู่กรรม ครับ เป็นคู่ที่มีอุปสรรคในรักหลายด้าน ทั้งอุปสรรคจากตนเองและสิ่งรอบตัวอื่นๆ เป็นคู่รักที่น่าเห็นใจทีเดียว

ชอบหมายเลข 2 คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ กับบทโกโบริเวอร์ชั่นร่าเริง อารมณ์ดี ซึ่งการตีความใหม่ในแนวนี้อาจดูขัดตาบ้างสำหรับคนที่เคยผ่านเวอร์ชั่นพี่โอ วรุฒ หรือพี่เบิร์ด ธงไชย ที่โกโบริจะออกแนวองอาจ เด็ดขาด แต่กระนั้นณเดชน์ก็คุมทิศทางตัวโกโบริให้ออกมาพอเหมาะครับ อารมณ์ดี แจ่มใสแต่ก็ไม่ได้ต๊องจนเกินงาม เป็นหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหวังและการมองอะไรในด้านที่ดี แต่ครั้นพอต้องมาพบกับความจริงอันเจ็บปวด (บนซองโบตัน) โลกที่เขามีก็เหมือนพังทลาย ความร่าเริงที่มีก็โดนกลืนหายไปหมด

ณเดชน์เล่นได้ดีทั้งตอนร่าเริงและหมดอาลัยครับ อันที่จริงหนังได้รับการช่วยชีวิตจากหนุ่มคนนี้เยอะ เพราะการสื่ออารมณ์ของณเดชน์นั้นมันแผ่รัศมีถึงโทนหนังในตอนนั้นๆ ด้วย ตอนไหนร่าเริงโทนหนังก็ร่าเริง ตอนไหนหม่นหมองโทนหนังก็อารมณ์มืดสลัว เราเองก็อดสงสารทหารญี่ปุ่นคนนี้ไม่ได้…

อยู่กลางสงครามว่าแย่และทรมาน แต่ยังไงใจก็ยังอยากเอาตัวรอดเมื่อภัยมาใกล้ตัว แต่การอยู่กลางความความผิดหวังในรักนั้น แม้ระเบิดมาลงตรงหน้า ก็ไม่มีความคิดอยากหลบลี้ไปไหน… เพราะกายใจคิดว่ารอดไปก็ไร้ความหมาย…

พอดูถึงตอนท้ายจึงเข้าใจมากขึ้นครับว่าการที่หนังกำหนดโกโบริให้ออกมาในโทนนี้แทนที่จะองอาจเหมือนเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็เพื่อให้รับกับอารมณ์สุดท้ายในเรื่องนั่นเอง

ชอบหมายเลข 3 จัดภาพได้ดี ถ่ายภาพได้สวย ซึ่งคำว่า “สวย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสวยแบบอาร์ต งามแบบศิลป์อะไรขนาดนั้นนะครับ แต่มันสวยแบบพอดีพอเหมาะกับฉากและเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ชอบหมายเลข 4 ดนตรีประกอบน่าพอใจครับ เพลงประกอบก็เพราะดี ทั้งเพลงอังศุมาลิน และฮิเดโกะ (ทำนองเดียวกัน แต่คนละภาษา) ซึ่งจริงๆ ผมชอบเป็นสิ่งแรกๆ ของหนังเลยครับ ตั้งแต่สมัยดูตัวอย่างแล้ว ทำนองกินใจดีจริงๆ

ครับ ผมชอบหลายอย่าง… แต่ (มาแล้วครับ คำว่า แต่ มาแล้ว ) แต่หนังก็มีจุดน่าเสียดายอยู่ 2 หมายเลขโดยประมาณครับ

“แต่” หมายเลข 1 คือ การเล่าเรื่องที่ยังดีได้อีก หลายครั้งหลายฉากที่มันมีเรื่องราวภายใน มีอารมณ์ความรู้สึกและความหมายอยู่ภายใน แต่บางช่วงกลับเล่าเร็วไป ไม่บิ้วอารมณ์ให้ไหล ทำให้ความ “อิน” ที่พึงมีพลอยลดปริมาณลงไป ยิ่งหนังเจตนาถ่ายทอดคู่กรรมในมุมใหม่ การบอกเล่าให้อารมณ์ครบสมบูรณ์ในตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะจะไปอิงอาศัยให้ฉบับอื่นช่วยอธิบายหนังฉบับนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คู่กรรม 2013 นี่แหละต้องเล่าให้ชัดโดยเฉพาะความคิด-การกระทำ-ความรู้สึก-เหตุผลข้างในของทั้งพี่โกและน้องอัง

ซึ่งในรายพี่โกนั้นได้ณเดชน์ช่วยไว้เยอะครับ สื่ออารมณ์ ส่งความนัยได้เรื่อยๆ ยิ่งเพลงประกอบทั้งเพลงอังศุมาลินและฮิเดโกะที่ออกสื่อมาก่อนใครนั่นก็ช่วยให้คนดูอินไปกับพี่โกได้ง่ายเข้า เพราะเราเข้าใจเก็ทในอารมณ์ของพี่โกมากอยู่แล้ว แต่กับรายของน้องอังนี่สิครับ พอขาดในส่วนการเล่าถึงสิ่งที่เธอคิด อารมณ์ที่เธอมี หรือความรู้สึกภายใน ทำให้อารมณ์หนังยังไม่ถึงจุดพีคอย่างที่มันควรเป็น

ยิ่งการลดบทบาทของบทสมทบอย่างแม่ของหนูอัง ลงไป ทำให้โอกาสที่หนูอังจะได้แสดงความรู้สึกผ่านคำพูด (เช่น ปรึกษาแม่) พลอยหายไป ซึ่งพี่โกยังพอมีวาระได้ระบายสิ่งที่เขาคิดบ้าง แต่หนูอังนั้นต้องรับภาระหนักเลยครับ ซึ่งก็พอเข้าใจว่าหนังเจตนาจะเล่าโฟกัสไปที่ 2 ตัวละครหลัก แต่การเลือกทางนี้จะทำให้ตัวละครหลักต้องทำงานหนักโดยเฉพาะหนูอังที่เรียกว่า “หนักเกินไป” อันนำมาสู่ “แต่ หมายเลข 2”

“แต่” หมายเลข 2 คือ น้องริชชี่ อมราวดี ดีคาบาเลส ก่อนอื่นกรุณาสังเกตนะครับ ผมบอกว่า “จุดน่าเสียดาย” เพราะอังศุมาลินเวอร์ชั่นใหม่นี้จริงๆ มีความน่าสนใจหลายอย่าง เช่นการเก็บงำคำว่า “รัก” ของเธอไว้ภายในนั้นก็ถือเป็นประเด็นอมตะของ คู่กรรม ที่ทำให้คนดูบ่อน้ำตาแตกได้ง่ายๆ ไหนจะประเด็นมุมใหม่ๆ อย่างความสับสนที่เธอมี ความทรมานของการรอคอย การยึดมองแต่อดีต (หรืออนาคต) โดยมองข้ามปัจจุบันอันมีค่าไป อะไรเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งที่จะทำให้บทอังศุมาลินเวอร์ชั่นนี้มีดีและน่าจดจำ

แต่… ลองว่าบทอังศุมาลินมี “ของ” ให้เล่นขนาดนี้ มี “วิญญาณ” ให้สื่อถึงเพียงนี้ และมี “หัวใจ” ให้ถ่ายทอดตั้งปานนี้ ดังนั้นคนที่จะมารับบทนี้ต้อง “แข็ง” พอที่จะรองรับ “ของ วิญญาณ และหัวใจ” ของอังศุมาลิน 2013 ให้อยู่

ณเดชน์ คือตัวอย่างที่น่าพอใจสำหรับการเลือกมารับบทโกโบริครับ พี่เขาเอาอยู่ ดูกระปรี้กระเปร่าเข้ากับบทโกโบริลัลล้า แต่สำหรับน้องริชชี่นั้น สารภาพตามตรงว่าเห็นใจมาก และรู้สึกว่าทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังออกจะใจร้ายกับน้องเขาเกินไป ที่ให้มารับบทที่หนักขนาดนี้

เปรียบได้กับครูที่ผลักดันให้เด็กไปสอบโอลิมปิกวิชาการ ทั้งที่เด็กคนนั้นเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้วิชาได้ไม่ถึงครึ่งเทอม

โหดร้ายมากครับ บทนี้ขนาดจะเลือกนางเอกมืออาชีพมาก็ยังต้องพิจารณาให้ดี (เพราะไม่ใช่นางเอกทุกคนจะรับ “ของ” ของอังศุมาลิน 2013 ไหว) แต่นี่โยนของหนักให้น้องริชชี่เลย… ไม่สงสารน้องเขาบ้างหรือครับนี่

ในเมื่อทีมงานโหดร้ายกับน้องเขาขนาดนี้ ผมจึงรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่คนดูอย่างเราๆ จะไปโหดร้ายกับน้องเขาอีก เขาเป็นเพียงนักแสดงที่พยายามทำอย่างเต็มที่ ซึ่งผมว่าน้องเขาก็พยายามล่ะครับ ผมชอบฉากตรงสะพาน (นาทีที่อังศุมาลินอิงแอบโกโบริขณะที่ตาลอยบนจักรยาน) กับฉากสุดท้ายของเรื่อง (อานาตะโอะ ไอชิเตะอิมัตสึ) สองฉากเล็กๆ นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าน้องเขาพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ

โดยรวมๆ แล้วผมรู้สึกโอเคกับคู่กรรมฉบับนี้นะครับ อย่างที่บอกว่าชอบในหลายส่วน และหากดูจากตัวเลขแล้ว ผมชอบตั้ง 4 อย่าง ในขณะที่ไม่ชอบ (หรือเสียดาย) เพียง 2 อย่าง… อีกแบบนี้ผมน่าจะพูดได้เต็มปากว่าชอบหนังเรื่องนี้ อย่างนั้นหรือเปล่า?

ก็ไม่เชิงหรอกครับ เพราะ 2 จุดที่เสียดายนั้นถือเป็นจุดสำคัญและมีผลต่อหนังเยอะอยู่ น่าจะบอกได้ว่าถ้า 2 จุดน่าเสียดายนั้นได้รับการแก้ไข ต่อให้จุดที่ “ชอบหมายเลข 3 – 4” จะไม่โอเคเท่าไร ผมก็ยังพูดได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้

แต่พอมีจุดน่าเสียดาย 2 จุดสำคัญขึ้นมา มันก็ถัวคะแนนและความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไปไม่ใช่น้อย เหมือนกับฟินไปกับพี่โกแต่ยังไม่สมหวังกับหนูอัง

สรุปตรงนี้คร่าวๆ ครับ ว่าชอบการตีความใหม่ ชอบเพลง ชอบการถ่ายภาพ ชอบโกโบริ (ณเดชน์) แต่เสียดายตรงการเล่าเรื่องและเสียดายที่น้องริชชี่ต้องมาเจอบทที่หินแบบนี้ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ และดันเป็นบทสำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์หนัง คือถ้าบทหนูอังออกมาดีก็เสริมบารมีพี่โกโบริให้ดูเด่นจับตา ชวนให้คนดูอยากเอาใจช่วยให้คู่รักคู่นี้ไม่ต้องเป็นคู่กรรมตามชื่อเรื่อง

ผมว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเรื่องคู่กรรมนะครับ นั่นคือเรารู้ตอนจบ รู้อยู่แล้วล่ะว่าไม่สมหวัง แต่ความลุ้นความพีคก็อยู่ตรงที่เราเข้าไปรับรู้ความสวยงามแห่งรักระหว่างพ่อดอกมะลิกับหนูฮิเดโกะ แล้วก็นั่งเอาผ้าเช็ดหน้าตาเตรียมซับน้ำตาในตอนท้าย

หนังหลายเรื่องทำออกมาให้เราซึ้งเต็มที่กับความสมหวังแห่งรัก แต่คู่กรรมคือหนึ่งในไม่กี่เรื่อง ที่ทำให้เปิดโอกาสให้เราได้ซึ้งอย่างสุดกำลัง กับรักที่ไม่มีวันจะสมหวังได้ ไม่ว่าจะเอามาสร้างใหม่กี่รอบหรืออ่านนิยายกี่หนก็ตาม

และลองว่าเป็นเรื่องราวแห่งรัก พระ-นาง จึงเป็นแรงสำคัญที่สุดที่จะทำให้หนังพีคหรือไม่พีค ให้เรารู้สึกได้ว่าคู่นี้รักกัน แต่หากเราเห็นแค่ว่ารักของฝ่ายหนึ่งชัดเจน ส่วนอีกฝ่ายคลุมเครือ การจะให้เราคล้อยตามในรักย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย… เพราะนี่เป็นคู่กรรมเราจึงเดาอารมณ์ได้ว่าหนูอังต้องรักพี่โกแน่นอนแบบภาคบังคับ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าโลกนี้ไม่เคยมีคู่กรรมมาก่อน แล้วคนดูจะยังสัมผัสได้ไหมว่าหนูอังรักพี่โกมากขนาดไหน

สำหรับผมนั้น จึงอยู่ในระดับชอบพอประมาณ แล้วก็มีส่วน “น่าเสียดาย” มาหักกลบลบกันไป แม้จะสนุกไปกับการคิดและการตีความใหม่ แต่การนำเสนอยังไม่ “ถึง”

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)