Action

The Raid: Redemption (2011) ฉะ! ทะลุตึกนรก

1360137926

ผมเคยจับตาหนังเรื่องนี้มากๆ เมื่อตัวอย่างของหนังได้ไปขึ้นหน้าหนึ่งของ IMDB บ่งบอกชัดว่า The Raid เรื่องนี้ต้องมีดีพอตัว

เมื่อดูจบแล้วรู้สึกอยู่สองอย่าง

อย่างแรกคือ “เหนื่อย” เพราะหนังจัดเต็มคิวบู๊ไม่อั้น ให้พระเอก Iko Uwais โชว์ลีลา ปันจักสีลัต ศิลปะป้องกันตัวของคนเชื้อสายมลายู (ได้แก่ประเทศทางตอนใต้ของไทย อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น) เรียกว่าบู๊กันแทบไม่มีช่วงหยุด นอกจากตอนต้นกับช่วงพักหายใจเล็กๆ ครั้งละไม่เกิน 5 นาที นอกนั้นก็วาดมือซัดกันนัวตั้งแค่ต้นจนจบ… ดูแล้วเลยเหนื่อย แม้จะไม่ได้ไปบู๊กับเขาด้วย แต่แค่เอาใจช่วยก็หอบแล้วครับ

พล็อตเข้าท่านะครับ ง่ายๆ ตรงๆ ให้เหล่าตำรวจยกทีมไปบุกตึกที่มีเจ้าพ่อระดับบิ๊กอาศัยอยู่ แล้วตามชั้นต่างๆ ก็จะมีสมุนเจ้าพ่อคอยต้อนรับ แต่ละคนก็ฝีมือเอาเรื่องทั้งนั้น ผมชอบที่ตอนต้นๆ ของการบุกมันเป็นอะไรที่ดูง่ายมากๆ ค่อยๆ ย่องเชือดสมุนทีละคน ดูหมูสุดๆ เหมือนปล่อยให้เหล่าตำรวจ (และคนดู) ตายใจ แต่พอเกิดความผิดพลาดแค่นิดเดียวเท่านั้นล่ะ อารมณ์หนังเปลี่ยนทันที เพราะต่อจากนั้้นมันมีความตายรอเหล่าตำรวจอยู่ทุกฝีก้าว

ความรู้สึกอย่างที่ 2 คือ “มันดิบ” ภาพที่เห็นจัดว่าโหดพอตัว เลือดเลอะเยอะแยะ ยิ่งความดิบแบบนี้มาเจอกับโทนสีของตึกที่ดูหม่นๆ ฟ้าๆ ยิ่งชวนหดหู่เข้าไปอีก

มันส์ครับ แต่เครียด และผมประเมินตัวเองว่าคงไม่หยิบมาดูซ้ำ ไม่ใช่เพราะไม่สนุก แต่เพราะจุกในความดิบ และตอนดูก็เหมือนโดนริบความสุขไปยังไงก็ไม่รู้ (แสดงว่าของเขา “ถึง” จริง)

The Raid มีองค์ประกอบเจ๋งๆ ตั้งแต่ การปูเรื่อง ที่เล่าแบบสั้นๆ ตรงๆ แต่ครบ ไม่ว่าบรรยายภารกิจ บรรยายสรรพคุณลูกน้องฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายของตัวเจ้าพ่อ ฯลฯ ด้านพวกเจ้าพ่อหนังก็เล่าให้คนดูตระหนักในความอำมหิตของมันโดยใช้แค่ฉากเดียวครับ ฉากเดียวบอกได้ครบว่าเจ้าพวกนี้ไม่น่าเข้าไปข้องแวะแค่ไหน

พวกนี้เป็นการสร้างการรับรู้ให้คนดูครับว่ากำลังจะเจอกับอะไร และเราก็รู้เรื่องเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องมีอะไรอื่นใส่ลงมาให้รุงรังเสียเวลา (และไม่เสียงบ)

ต่อมาก็ คิวบู๊ ที่ยอมรับว่าบางขณะก็ดูเป็นบู๊ประดิษฐ์อยู่นิดๆ แต่โดยรวมนับว่าลื่น ยิ่งตอนตีกับพี่หมาบ้านั่นทั้งมันส์ทั้งลุ้นจริงๆ

กระนั้นก็รู้สึกอยู่นิดๆ ว่าหนังทำออกมามันส์ บู๊จัดเต็ม แต่ลึกๆ แล้วกลับไม่ค่อยรู้สึกเพลิน ไม่ถึงกับรู้สึก “มันส์” แบบสะใจ พอมาลองย้อนคิดถึงหนังบู๊ระดับตำนานอย่าง Die Hard ก็ทำให้คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

อย่าง Die Hard หรือหนังบู๊เด็ดๆ ส่วนใหญ่จะกดดันคนดูแค่ในระดับหนึ่ง หรือจะมีกดดันแรงๆ บ้างแต่แค่ช่วงสั้นๆ จะไม่ทำให้ถึงขั้นเครียดตลอด เพราะถ้าเราเครียดมากเกินไป การจะรับรู้รสสนุกๆ หรือความมันส์ก็จะลดลงไป เหมือนสมองเราตัวเราโดนความกดดันครอบครองน่ะครับ การจะรับรู้ดีกรีความมันส์ก็เลยได้บ้างไม่ได้บ้าง

ที่พล่ามนี่ไม่ได้มีหลักอะไรหรอกนะครับ และผู้ชมท่านอื่นอาจไม่ได้เป็นแบบผมด้วย แต่ก็แค่ประเมินจากตัวเองเพื่อแก้ความสงสัย ว่าทำไมเราถึงไม่รู้สึกมันส์มว๊ากๆ กับThe Raid ทั้งที่จัดเต็มความบู๊มากกว่าพวก Die Hard ซะอีก หรือไม่เราก็อาจจะเสพติดฮอลลีวู้ดหรือหนังบู๊ป็อบคอร์นมากเกินไป 555

หนังยังสะท้อนความจริงที่น่าคิดอีกพอสมควรครับ ไม่ว่าจะเรื่องการโกงกิน คอร์รัปชั่น การปล่อยปละของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จนทำให้เกิดผลพวงตามมาเป็นอาชญากรรม เจ้าพ่อ และความสูญเสียทั้งหลาย

หนึ่งในความหดหู่ที่เกิดระหว่างดูหนังนั้น เกิดเมื่อต้องมาเห็นเจ้าหน้าที่หรือแม้แต่เหล่าผู้ร้ายต้องมาตายไปทีละราย อันเนื่องมาจาก “ความอยาก ความโลภ ความไม่รู้จักพอ” ของคนด้วยกัน

อันที่จริงแล้วตัวเจ้าพ่อไม่ได้มีความร้ายกาจอะไรมากมายนะครับ อาจฉลาดและเอาตัวรอดเก่ง แต่ตัวจริงๆ กลับดูบอบบาง เหมือนกระเทาะเปลือกหอยแล้วเจอตัวมันน่ะครับ นิ่มๆ อ่อนๆ ถูกทำลายได้ง่าย

ชวนให้คิดไปอีกว่าเจ้าพ่อ อันธพาล ผู้ทรงอิทธิพลบางคนมีจุดเริ่มต้นจาก “คนอ่อนแอ” หนึ่งคนที่พยายามเอาตัวรอดจึงพยายามทุกวิถีทางในการสร้างเปลือกหอยหนาๆ มาหุ้มห่อตัว

เจ้าเปลือกที่ว่าจริงๆ ก็มีทั้งเปลือกประเภทที่ก่อตัวขึ้นด้วยพลังของ “ความมั่นใจ ความดี ความขยัน ความมีน้ำใจ มีเมตตา ฯลฯ” แล้วก็มีประเภทสร้างขึ้นมาด้วย “ความเห็นแก่ตัว ความหวาดระแวง ความโหดเหี้ยม ความหลงระเริง ฯลฯ”

ผมว่าเรื่องชวนคิดทำนองนี้น่าเอาไปต่อยอดเพื่อทำอะไรสักอย่างกับสังคมที่มีเจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพลระบาดอยู่

สรุปว่าหนังบู๊เรื่องนี้มีดีที่ลีลาการอัดกันแบบไม่ยั้ง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้โล่งสาระ

แต่ขอแนะนำเล็กๆ ว่าตอนดูให้หา “ลูกบีบสำหรับคลายเครียด” มาใส่มือไว้ เครียดฉากไหนบีบฉากนั้น

สองดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements