Anthology Movies/Series

เลิฟ จุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก (2011) Love Julinsee

1308556239

รักมันใหญ่มาก ก็เป็นหนังแนวรักแบบ 4 in 1 นั่นแหละครับ ซึ่งสรุปคร่าวๆ ได้ตรงนี้เลยว่าทำออกมาได้ไม่เลว ดูได้เพลินๆ ตามมาตรฐานหนังแนวนี้น่ะนะครับ

ยอมรับครับว่าผมนั้น ดูไปแบบเรื่อยๆ เพลินๆ ครับ สำหรับนักแสดง งานภาพ หรือพล็อตเรื่อง ก็โอเคแต่ไม่ถึงกันเด่นมาก แต่ที่ติดใจก็คือสาระดีๆ ที่น่าคิดสำหรับเรื่องของความรัก… ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ลองว่าเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้ว จะเล็กใหญ่ดีแย่แค่ไหน ก็มีอะไรให้เอามาขบคิดเป็นบทเรียนชีวิตทั้งนั้นแหละ

เริ่มจากตอนที่ 1 “รักข้ามรุ่น” ที่จับเอา น้องสายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข มาแสดงเป็นฝน รุ่นพี่ทรงเสน่ห์ ที่ทำให้หนุ่มน้อยนามว่า โบ๊ท (ณัฐพงศ์ พิบูลธนเกียรติ) อดใจไม่ไหวที่จะเข้าไปจีบสร้างความสนิทสนม

ในตอนที่ 1 นี้ถือว่าเป็นตอนเบาๆ เน้นฮาเป็นหลัก มีส่วนผสมนิดๆ แบบ American Pie ที่ดูแบบเพลินๆ (แต่ก็ยังทำให้เพลินได้อีก) สาระประจำตอนก็ถือว่าสอนวัยรุ่นริรักแบบตรงๆ ล่ะครับ ว่าความรักมันไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งวัยรุ่นไม่น้อยกลับเข้าใจเช่นนั้นครับ ว่าถ้ารักแล้วต้องอย่างว่า ถ้าไม่อย่างว่าก็แสดงว่าไม่รัก

แต่ความรักที่แท้จริง มันสวยงามกว่านั้นครับ ในขณะที่เรื่องอย่างว่าคือผลพวงที่จะตามมาเมื่อความรักที่แท้ดำเนินไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว… ว่าแต่รักแท้มันเป็นยังไงน่ะเหรอครับ… ไว้อ่านต่อจากอีก 3 ตอนที่เหลือนะครับ

ตอนที่ 2 “รักกับการรอคอย” ว่าด้วยเรื่องของปลา (ไอรดา ศิริวุฒิ) สาวน้อยที่มีความรักให้กับแฟนหนุ่ม (ณัฐชา จันทพันธ์) อย่างเต็มหัวใจ และเมื่อเขาต้องไปเรียนต่อเมืองนอก เธอก็พร้อมจะรอเขาไม่ว่าจะนานแค่ไหน… แต่แล้วเธอก็ต้องมาพบกับการตอบแทนที่แสนเจ็บปวด จากคนที่เธอรอ

ตอนที่ 2 นี้โดยส่วนตัวแล้ว ค่อนข้างราบเรื่อย เอื่อยจนเกินไปหน่อย พอเข้าใจครับว่าคงทำเพื่อให้คนดูสัมผัสถึงอารมณ์คนรอ แต่มันคงจะแจ๋วเลยครับ หากคนดูได้สัมผัสอารมณ์อื่นบ้าง เพื่อไม่ให้อารมณ์มันเอื่อยเกินไป

แม้รสชาติอาจไม่สนุกมากมาย แต่ผมชอบบทสรุปนะ อ้าว เดี๋ยวจะมีสปอยล์นะครับ ใครไม่อยากรู้ ข้ามย่อหน้าที่เป็นตัวเอนไปนะครับ

ผมชอบที่สุดท้ายแล้ว เมื่อปลารู้ความจริง แทนที่เธอจะจมกับความเศร้าหรือหมดอาลัยตายอยาก แต่เธอกลับฮึดสู้ยอมรับความจริง และเพลงที่เธอร้องให้แฟนหนุ่มจอมเจ้าชู้เป็นการบอกลานั่น ก็สะใจดีไม่น้อยครับ

ในตอนนี้หนังก็ได้กระซิบบอกความหมายของความรักไว้อีกหนึ่งอย่าง ว่ารักที่ราบรื่นและมั่นคงนั้น เกิดได้โดยมีพื้นฐานสำคัญอย่างความจริงใจ ความรักเดียวใจเดียว ความซื่อสัตย์ และที่สำคัญคือ รักคนที่เขารักเราครับ คนที่ดีต่อเรา และเราก็ต้องไม่ลืมตอบแทนความดีนั้นให้กับเขาด้วย

และเมื่อใดที่เราต้องเจ็บช้ำเพราะความรัก ก็อย่าทำร้ายตนเอง แต่ควรจะลุกขึ้นก้าวต่อไปครับ แม้จะไม่มีคนรัก เราก็ต้องไม่ลืมรักตัวเอง จะรักใครมากๆ ก็ได้ แต่อย่ารักตัวเองให้น้อยลง และที่สำคัญคือ เรายังมีพ่อแม่ครับ มีคนอื่นที่ยังรักเรา เพียงแต่อาจจะไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว ไม่ว่าจะรักบริสุทธิ์จากพ่อแม่ หรือรักแห่งมิตรภาพแบบเพื่อน…

แล้วก็มาถึงตอนที่ 3 ครับ เรื่องความรักแบบ “เล่นตัว” ระหว่าง นาว (ทิสานาฏ ศรศึก) กับ โย (อเล็กซ์ เรนเดลล์) ที่แม้ทั้งคู่จะมีใจให้กัน แต่ก็ดันเป็นรักที่เต็มไปด้วยฟอร์มครับ ปากหนักบ้างล่ะ ทำผิดแล้วไม่อยากจะขอโทษบ้างล่ะ หรือไม่ก็ประชดกันบ้างล่ะ เฮ่อ กว่าจะลงเอยกันได้ก็ต้องข้ามอัตตากับทิฐิหลายด้านทีเดียว

เรื่องราวของนาวกับโยนั้นเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ของชีวิตรักหลายคู่ครับ การเล่นตัวกัน การวางฟอร์ม การรอให้อีกฝ่ายมาง้อก่อน การที่คิดอะไรแล้วไม่ค่อยพูดสื่อสารให้เข้าใจกัน ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเลยครับ ไอ้การวางฟอร์มแบบเนี้ย… เพราะมันเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับตัวเข้าหากันไงล่ะครับ

ฟอร์มที่หนุ่มสาวหลายคนชอบไว้ จนกลายเป็นชนวนผิดใจระหว่างตนกับแฟน คือคือตัวตนแบบข้นคลั่กที่เราทุกคนล้วนมี เรามีโลกในแบบของเรา เรามีความคาดหวังในแบบของเรากันทั้งนั้นครับ ยิ่งพอมีแฟนแล้ว เราก็หวังว่าจะให้คนรักทำแบบนั้น ทำแบบนี้ พอไม่ทำก็หน้านิ่วหรือผิดหวัง

บางครั้งการแก้ปัญหาพวกนี้ มันทำได้ไม่ยากหรอกครับ แค่วางฟอร์มลงบ้าง ยอมกันบ้าง คุยเปิดใจกันบ้าง (และเมื่ออีกฝ่ายเปิดใจ อีกฝ่ายก็ต้องเปิดใจด้วยนะครับ ไม่ใช่ไปนั่งตั้งป้อมปิดตัวเอง)

ตอนที่ 3 นี้เป็นตอนที่ผมชอบนะ อะไรต่างๆ มันลงตัว สนุก เพลิน ฮา โดยเฉพาะฉากเอาปากปิดโพสต์อิทนั่น ยอมรับเลยครับว่าเข้าใจคิดมาก และข้อความก็มีความหมายดีมากซะด้วย

สำหรับนิยามรักที่ตอนนี้กระซิบบอกเรา ก็คือเรื่องการปรับตัวเข้าหากันนั่นแหละครับ… ความรักนั้นคือการที่โลกสองใบ ค่อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แน่นอนครับว่าโลกแต่ละใบมันก็มีทั้งส่วนที่เข้ากันได้และไม่ได้ ซึ่งหากโลกสองใบเอาแต่จะยัดเยียดโลกในแบบตัวเองลงไปให้กับโลกอีกใบ แล้วก็ไม่ยอมปรับตนเองเลย มันก็เท่ากับเอาโลกไปโลก เอาดาวไปชนดาวน่ะครับ มีแต่จะแตกเท่านั้นแหละ

โลก 2 ใบจึงต้องปรับและเรียนรู้ต่อกันครับ ค่อยๆ ช้าๆ ก็ได้ แต่ต้องสื่อสารกัน ไม่งั้นไม่รู้เรื่องกันหรอก… แม้ถึงที่สุดแล้วโลก 2 ใบจะไม่อาจรวมกันได้แบบเต็ม 100 แต่อย่างน้อยให้มันอยู่ใกล้ๆ กันได้ แบบไม่กระทบไม่ทำร้ายต่อกัน ก็นับว่าสวยงามแล้วล่ะครับ

และตอนสุดท้าย “รักแบบเพื่อนที่เลื่อนมาเป็นแฟน” ก็ถือเป็นตอนที่เข้าท่าอีกเหมือนกันครับ หยก (เก้า จิรายุ ละอองมณี) กับ เอื้อ (มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ) คือเพื่อนซี้ที่ผันตัวเองมาเป็นแฟน ก็แน่ล่ะครับ ว่าอารมณ์ตอนเป็นเพื่อนกับตอนเป็นแฟนมันย่อมไม่เหมือนกัน ซึ่งสำหรับคู่นี้แล้ว พวกเขากลับมีความสุขกันน้อยลง… ทำไมล่ะ

ตอนนี้ก็สื่อสารเรื่องของความรักในแบบคล้ายๆ กับตอนที่แล้วครับ การปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งประเด็นใหญ่เลยที่ทำให้คู่รักคู่นี้มีปัญหาคือ การวาดหวังนิยามคำว่าแฟนดันไม่ตรงกัน อย่างการเอาใจ… ทำไมมันไม่มากขึ้น, การพูดจากัน… ทำไมกลับดูเหมือนจะพูดกันได้น้อยลง ไม่สามารถพูดได้ทุกเรื่องแบบตอนเป็นเพื่อน หรือการจูบ… ทำไมต้องจูบ… ทำไม ทำไม ทำไม

การคาดหวังในรัก การวาดนิยามแห่งรักที่ต่างกัน นำมาซึ่งความเข้าใจไม่ตรงกันได้ง่ายๆ ครับ และพอเข้าใจไม่ตรงกันมากขึ้นๆ ปัญหาก็สะสมจนทำให้เส้นทางรักมีปัญหา ทีนี้พอจะตกลงกลับมาเป็นเพื่อน… มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน

ความรักหลายครั้งเกิดจากความสนิทสนมครับ แต่ใช่ว่าทุกความสนิทสนมจะเป็นความรักเสมอไป

สำหรับหยกและเอื้อ ทั้งสองได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการตัดสินใจคบกันนี้… เรียนรู้ว่ารักแบบคนรักนั้นต่างจากรักแบบเพื่อนเช่นไรบ้าง

ต่างกันตรงความคาดหวัง ต่างกันตรงการกระทำ ต่างกันตรงระดับการเอาใจ ต่างกันตรงการพูดจา (ตอนเป็นเพื่อนพูดกรูมรึงได้ แต่พอเป็นแฟน คำนี้อาจเป็นชนวนทะเลาะได้)

เผินๆ อาจรู้สึกราวกับว่าความรักดูเข้าใจยาก แต่จริงๆ มันก็มีเหตุผลของมันน่ะครับ มันแค่รอให้คนค้นพบและเข้าใจเท่านั้น

ก็อย่างที่บอกครับ หน้าหนังนั้นอาจจะไม่ได้เด่น สนุกเป็นพิเศษเหมือนพวกปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น หรือ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก แต่อย่างน้อยหนังก็แอบนำเอา “สาระดีๆ แห่งรัก” มากระซิบบอกให้เราลองทำความเข้าใจในหลากหลายมุมมากขึ้น

ก็อย่าคาดหวังครับ ดูแบบเพลินๆ เก็บสาระไปคิด นิดๆ หน่อยๆ

และ… แน่นอนครับ เพลงพี่ๆ วง Paradox ช่วยให้หนังดูลงล็อคขึ้นเยอะทีเดียว

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements