รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

John Dies at the End (2012) นายจอห์นตายตอนจบ

12321606_1129301733767293_2643645628122381785_n

หนังจัดว่ามาในแนวซีรี่ส์ Supernatural แต่ทำออกมาแบบเพี้ยนมากมายครับ ซึ่งหนังก็ดัดแปลงจากนิยาย (ที่จัดว่าเพี้ยนมากมายอีกเช่นกัน) ของ David Wong อีกที

พล็อตก็คือ 2 หนุ่ม (Chase Williamson และ Rob Mayes) มีพลังพิเศษสามารถเห็นผีและทะลุมิติได้หลังเสพสารเคมี (หรือยาเสพติด) ที่ชื่อซีอิ๊ว (Soy Sauce) เข้าไป แล้วพวกเขาก็ต้องต่อสู้กับผีร้าย และปกป้องโลกจากแผนของปีศาจและสิ่งมีชีวิตต่างมิติอื่นๆ น่ะครับ

หนังออกแนวเพี้ยนจริงๆ ครับ แต่ก็ไม่ได้หลุดโลกมากมาย ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ไม่เลวสำหรับหนังสยองและหนังเพี้ยนๆ ซึ่งถ้าใครชอบอะไรแปลกๆ ก็อาจจะโอเคกับเรื่องนี้ครับ แต่หากใครไม่ชอบก็อาจเฉยๆ หรือไม่ก็ถึงขั้นมึนได้ เพราะเนื้อเรื่องมันก็ซับซ้อนอยู่สักนิด เล่ายอกย้อนอยู่สักหน่อย เลยทำให้คนที่ไม่คุ้นกับหนังแนวนี้อาจงงได้ว่าในหนังมันเกิดเรื่องอะไรของมันกันแน่

แต่สำหรับผมนั้น ผมดูเรื่องนี้เพราะมันกำกับโดย Don Coscarelli แห่ง Phantasm หนังชุดสยองที่ว่าด้วยลูกเหล็กต่างมิติที่ทำออกมา 4 ภาคแล้ว (และภาค 5 ก็น่าจะได้ฉายในปี 2016 นี้แหละครับ ไม่ต้นก็กลางปี) และหนังสยองแสบสันต์กวนโอ๊ยอย่าง Bubba Ho-Tep (นำแสดงโดย Bruce Campbell)

ซึ่งผมน่ะชอบผลงานของพี่ท่านมาแต่ไหนแต่ไรครับ เพราะสไตล์ไม่เหมือนใคร มันมักจะมีการผสมความสยอง, อารมณ์ขันร้ายๆ, อารมณ์ที่บิดเบี้ยว และบรรยากาศแบบหนังสยองเกรดบีเข้าไว้ด้วยกันอย่างพอเหมาะ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ไม่เลวนะครับ หลายฉากนี่ดูแล้วรู้สึก “ใช่” ทางอารมณ์เลย

(สังเกตมาหลายเรื่องแล้ว หนังของ Don Coscarelli มักจะมีตัวละครน้อย หรือไม่ก็ชอบถ่ายฉากที่ไม่มีตัวประกอบเดินไปเดินมา ประหนึ่งว่าโลกในหนังมีแต่พวกตัวเอกเท่านั้น ซึ่งมันทำให้หนังดูมีเอกลักษณ์ไปโดยปริยาย)

แต่จุดอ่อนสำคัญของหนังเรื่องนี้คือการเดินเรื่องยังไม่มีพลังพอครับ หนังมีรายละเอียดเยอะเกินไป การเล่าก็ยังไม่กระจ่างแบบเต็มๆ มันยังมีช่องชวนให้สงสัยอยู่หลายอย่าง และที่สงสัยนี่ก็ไม่ได้สงสัยแบบ “ชวนรู้” หรือ “มีเสน่ห์” (แบบ Lost Highway หรือ Blue Velvet) แต่มันสงสัยแบบมึนๆ งงๆ แบบนั้นเสียมากกว่า

จริงๆ หนังมีทิศทางครับ มันคือ 2 ตัวเอกพยายามต่อสู้กับผี ปีศาจ ฯลฯ เพียงแต่การเดินเรื่องมันไม่ลื่น บางช่วงก็อืด บางจังหวะก็มึนไปหน่อย เลยทำให้รสชาติของหนังยังไม่โอเคแบบเต็มที่ ทั้งที่มีองค์ประกอบดีๆ อย่างบรรยากาศเป็นตัวชูรสแล้วแท้ๆ

ผลที่ได้เลยออกมากลางๆ ครับ เหมาะสำหรับคอหนังที่ชอบหนังแนวแปลกๆ หรือคนที่ไม่เคยแล้วอยากลองอะไรแปลกๆ ผมว่าก็ได้นะ ถือว่าไม่เลวเลย เพียงแต่ยังไม่เด็ดสุดๆ อย่างที่ควรจะเป็นเท่านั้นแหละ แต่หากใครไม่สันทัดอะไรแบบนี้ล่ะก็ จะข้ามไปก็ไม่เสียหายครับ

ไหนๆ พูดถึง Coscarelli ก็ขอเล่าต่ออีกหน่อยครับว่าหนัง Phantasm ของลุงเขาน่ะ เป็นหนังคัลท์และหนังโปรดในใจใครหลายๆ คน และหนึ่งในนั้นก็คือ J.J. Abrams ที่กำลังดังไม่เสร็จจาก Star Wars: The Force Awakens นั่นแหละ

พี่ J.J. แกชอบขนาดไหนน่ะเหรอครับ ก็ชอบขนาดตั้งชื่อตัวละครหนึ่งในหนังว่า กัปตันแพสม่า (Captain Phasma) กันเลยล่ะ (เจ๊หัวหน้าสตอร์มทรูปเปอร์ของฟินนั่นแหละครับ)

และยังไม่พอครับ เมื่อไม่นานมานี้เขาได้ติดต่อ Coscarelli เพื่อขอเอาต้นฉบับหนัง Phantasm ภาคแรกมารีมาสเตอร์ใหม่เป็นแบบ 4K เรียกว่าขอบูชาหนังและผู้กำกับที่เขาชอบแบบเต็มที่กันไปเลย

และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไม Phantasm: Ravager (ภาค 5 ของหนังชุดนี้) ถึงเงียบไปเลย ทั้งๆ ที่โปรโมตตั้งแต่ปลายปี 2014 นั่นก็เพราะ Coscarelli ถูกดึงตัวไปรีมาสเตอร์ Phantasm นั่นแหละครับ ใช้เวลานาน เลยทำให้ Phantasm: Ravager ต้องพักชั่วคราว แต่ Coscarelli ก็ออกมายืนยันแล้วว่า หนังฉายแน่ ไม่ต้นก็กลางปี 2016 นี้แน่นอน

ผมก็รอดูตามระเบียบ ^_^ (แต่ Phantasm 4k สงสัยต้องสั่งแผ่นจากนอกอย่างเดียวแหงมๆ บ้านเราไม่น่าจะมีใครนำเข้ามา)

แต่สำหรับ John Dies at the End ก็ดูได้สำหรับคอหนังสไตล์นี้ครับ ทว่าถ้าขาจรคงขอไม่แนะนำครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)