รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Nine Lives (2016) แมวเก้าชีวิต เพี้ยนสุดโลก

14906931_1370957422935055_5255734293324881420_n

หนังเบาสมองสำหรับทุกคนในครอบครัวที่ทำออกมาตามกระแสคนรักน้องเหมียวครับ แน่นอนว่าก่อนดูก็แอบเผื่อใจไว้หน่อย แม้ชื่อดารานำอย่าง Kevin Spacey และผู้กำกับ Barry Sonnenfeld (Men In Black) จะทำให้เกิดความคาดหวังเล็กๆ ขึ้นมาก็เถอะ

Spacey รับบท ทอม แบรนด์ นักธุรกิจบ้างานที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ไปซื้อแมวมาเป็นของขวัญให้ลูกสาว แต่ก็เป็นการซื้อแบบออกแนวขอไปทีให้มันเสร็จๆ ไปน่ะครับ จะได้รีบไปทำงานทำอะไรต่อ

แล้วก็เกิดเหตุวุ่นๆ เมื่อจู่ๆ เขาดันกลายเป็นเจ้าแมวตัวนั้นน่ะแหละ แล้วก็ตามสูตรครับว่ามันจะตามมาด้วยเรื่องขำๆ แล้วก็เป็นการสอนบทเรียนชีวิตให้กับทอมไปในตัว

ดูแล้วนึกถึง Click มากๆ เลยครับ ยิ่งคนมารับบทเจ้าของร้านที่ขายแมวแสดงโดย Christopher Walken แล้วก็ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่ เพราะมันว่าด้วยคนบ้างานคนหนึ่งที่ละเลยครอบครัว จนในที่สุดก็มีอภินิหารมาสอนให้เขารู้ว่าคุณค่าอันแท้จริงนั้น อยู่ที่ไหนกันแน่

ช่วงต้นผมว่าเพลินดีครับ ที่เพลินก็เพราะการแสดงของ Spacey ที่ยังคงลื่นไหลอยู่เช่นเดิม ทีนี้พอถึงช่วงที่พี่แกเป็นแมวนั้น คนที่รักแมวหรือเป็นทาสแมวก็อาจจะสนุกเพลิดเพลินมากหน่อย ในขณะที่ผมซึ่งก็ไม่ได้เป็นทาสแมวขนาดนั้น ก็รู้สึกว่ามันก็ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษขนาดนั้น

ดาราในเรื่องถือว่าเล่นกันได้พอเหมาะครับ แต่ไม่ได้เด่นแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะ Jennifer Garner หรือ Robbie Amell ซึ่งแต่ละคนก็เล่นได้สมทบและพอเหมาะกับหนังตลกแบบนี้น่ะครับ ส่วน Walken ก็มาในมาดที่แทบจะพิมพ์เดียวกับ Click เลยจริงๆ

ถ้าว่ากันรวมๆ แล้ว หนังไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษครับ แต่ก็ไม่ถึงขั้นย่ำแย่จนน่าเบื่ออะไร คือดูได้เรื่อยๆ ไปจนจบ แต่ไม่ได้มีจุดพีค จุดซึ้ง หรือจุดที่ฮาแตกฮากระจาย ทุกอย่างมันอยู่ระดับกลางๆ แบบหนังฮาสำหรับครอบครัวทั่วๆ ไป

จริงๆ Sonnenfeld เคยกำกับหนังตลกว่าด้วยคนบ้างานจนละเลยด้านอื่นๆ ของชีวิตมาหลายรอบครับ รอบแรกคือเรื่อง For Love or Money (Michael J. Fox แสดงนำ) อันเป็นเรื่องของหนุ่มจอมขยันที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองได้เงินมาทำตามความฝันของตนเอง จนในที่สุดเมื่อเขาได้พบกับความรัก ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

อีกเรื่องคือ RV ที่ลุง Robin Williams ผู้ล่วงลับนำแสดง เรื่องนั้นก็คล้ายเรื่องนี้ พระเอกก็บ้างาน ถึงขนาดว่าขับรถไปเที่ยวกับครอบครัวก็ยังไม่วายหาเวลาทำงานไปด้วย จนพอถึงจุดหนึ่งพี่แกก็ดวงตาเห็นธรรม พร้อมด้วยการตระหนักว่าการบ้างานมากเกินไปมันไม่ได้ส่งผลแค่ความสุขในครอบครัว แต่มันยังกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่น่าภูมิใจนักให้กับลูกๆ ด้วย

หากว่ากันจริงๆ แล้ว ผมว่า 2 เรื่องนั้นออกมาลงตัวกว่าเรื่องนี้ครับ ทั้งดูสนุก และได้ประเด็นสาระ ซ้ำยังมีวาระกินใจเยอะกว่าด้วย ในขณะที่เรื่องนี้ออกมาดูเพลินๆ เรือยๆ แต่ก็ยังดีได้อีกครับ (แน่นอนว่าผมชอบ Click มากกว่าเยอะ แม้ Walken จะแสดงคล้ายๆ กันก็เถอะ)

สำหรับสาระแง่คิดของเรื่องมันก็อาจดูเป็นอะไรที่เดิมๆ ครับ แต่มันไม่เคยเก่านะ เพราะแม้จะมีหนัง, หนังสือ, คติพจน์ หรือคำคมเกี่ยวกับเรื่อง “อย่าบ้างาน จนลืมครอบครัว” ผุดขึ้นมาแค่ไหน แต่ในโลกแห่งความจริงแล้ว เหมือนว่าการทำงานเป็นบ้าเป็นหลังนั้น จะเป็นอะไรที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

ดูหนังแนวนี้มากๆ เข้าก็อดคิดไม่ได้ครับว่า แง่คิดนี้มันสวยงามนะ แต่มันยากจะเป็นจริงได้ตราบใดที่คนระดับผู้บริหาร, หัวหน้างานยังไม่หยุดบีบพนักงานให้เร่งทำผลงาน หรือบริษัทใหญ่ๆ ยังไม่หยุดบีบบริษัทและห้างร้านเล็กๆ ด้วยการผูกขาดหรือการฮั้ว

ผมเชื่อว่าหลายคนไม่อยากบ้างานหรอกครับ แต่ถ้าไม่ทำงานแล้วมันอาจจะเกิดผลที่ไม่เป็นมงคลตามมา เลยจำต้องก้มหน้าต่อไป ต้องยอมรับครับว่าบทสรุปในชีวิตจริงของหลายๆ คนมันไม่ได้สวยแบบในหนังเสมอไป

ในที่สุดก็เลยย้อนกลับมามองข้อดีอย่างหนึ่งของหนังแนวนี้ครับ ว่าอย่างน้อยมันก็เป็นเหมือนพื้นที่เล็กๆ ที่มีไว้ให้คนที่เหนื่อยหรือหมดแรงจากการทำงาน ได้มีเวลาพักใจนิดๆ ได้เห็นโลกสวยๆ สักหน่อย แม้มันจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการทำงานหนักได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้พักชาร์จแบตสักชั่วโมงกว่าๆ ก็ถือว่ายังดีครับ ^_^

สรุปง่ายๆ ว่าดูได้ขำๆ ครับ ใครอยากคลายเครียดก็จัดไป แบบไม่ต้องคิดมากและไม่ตองคาดหวังครับ

ดาวครึ่งครับ

Star12

(5/10)

 

Advertisements