รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Just Before I Go (2014) ขอเคลียร์ใจก่อนไปจากเธอ

12748071_1169224323108367_1149711404070836288_o

ผลงานการกำกับครั้งแรกของ Courteney Cox ที่หลายคนคุ้นเคยจากบทโมนิก้าแห่งซีรี่ส์ Friends หรือบทเกล เวเธอร์จากหนังชุด Scream ครับ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว

เรื่องของเท็ด มอร์แกน (Seann William Scott) ชายหนุ่มที่โดนคนรักทิ้งไป ทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากจนอยากจะฆ่าตัวตายให้หมดเรื่องหมดราวไป

เขาเลยวางแผนครับว่า ก่อนเขาจะตาย เขาจะกลับไปเผชิญหน้ากับทุกคนที่เคยทำร้ายเขาไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจตั้งแต่เมื่อสมัยวัยเด็ก เขาก็เลยกลับไปเมืองบ้านเกิดครับ แล้วก็แวะไปเจอกับโจทก์เก่าๆ ทุกคนที่เคยทำเขาไว้ และเมื่อเขาเผชิญหน้าครบทุกคนแล้ว เขาค่อยลงมือฆ่าตัวตายตามที่ตั้งใจไว้

ก่อนอื่นนั้น ผมว่า Seann William Scott เป็นตัวเลือกที่ดีครับ ปกติเราจะเห็นพี่แกในมาดเกรียนๆ กวนๆ (โดยเฉพาะบทอย่างสติฟเลอร์ขาโจ๋แห่ง American Pie) ครั้นพอเขามารับบทในเชิงดราม่ากึ่งตลกแบบนี้ เขาก็สามารถทำได้ดีครับ ดูแล้วรู้สึกเลยว่าพี่แกเป็นคนที่มีปมในใจจริงๆ ซึ่งระดับการแสดงของเขาถือว่าพอเหมาะครับ หนักไปทางดราม่า แต่ก็ไม่เครียดจนเกินไป มีการสอดแทรกช่วงอารมณ์ขันลงไปในระดับที่พอเหมาะ ทำให้ตัวหนังออกมาพอดีครับ เป็นดราม่าแฝงแง่คิดที่ไม่หนักหัวจนเกินไป

ตัวหนังอาจไม่ถึงกับสมบูรณ์พร้อมเต็มร้อย แต่ถือว่าดูได้เพลินๆ ครับ จุดดีในหนังคือการแสดงที่กลมกล่อม โดยเฉพาะกับโจทก์คนต่างๆ ที่เท็ดกลับไปเจอ ซึ่งตอนแรกเท็ดก็อยากจะไปโวยทุกคนล่ะครับ เพราะแต่ละคนล้วนเคยทำกับเขาไว้เจ็บแสบทั้งนั้น ไม่ว่าจะคุณครูที่ชอบตำหนิและหาเรื่องเขา จนทำให้เขาขาดความมั่นใจ หรือเพื่อนจอมเกเรในวัยเด็กที่หาเรื่องเขาอยู่ได้

แต่ครั้นเจอตัวคนเหล่านั้นเข้าจริงๆ ก็คงจะนึกออกล่ะนะครับ ว่าแต่ละคนก็เปลี่ยนไปแล้ว บางคนกลายเป็นคนน่าสงสารไปเลยก็มี หรือบางคนเท็ดก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าคนๆ นั้น (ที่เคยทำเขาเอาไว้) ทำลงไปเพราะตอนนั้นกำลังเจอวิกฤติชีวิต อะไรเหล่านี้เป็นต้น

เข้าใจเลยครับว่าทำไม Cox ถึงสนใจทำหนังเรื่องนี้ และทำไม Scott ถึงล็อบบี้ขอเล่นบทนี้ไว้แต่ต้น เพราะบทหนังถือว่าน่าสนใจทีเดียวครับ เพียงแต่การกำกับของ Cox หนนี้เป็นหนแรก จังหวะต่างๆ มันเลยยังไม่เข้าที่แบบเต็มร้อย

แต่ผมก็ชื่นชมในความตั้งใจของเธอนะครับ เพราะเธอถึงขนาดว่าไปขอให้ David Fincher (ผู้กำกับ Seven, The Social Network และ Gone Girl) และ Gus Van Sant (ผู้กำกับ Good Will Hunting, Finding Forrester และ Milk) มาลองชมหนังฉบับที่เธอตัดต่อออกมาคร่าวๆ แล้วก็ขอให้แต่ละคนลองแนะนำจุดดีจุดด้อย เพื่อให้เธอปรับปรุงหนังออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรียกว่าคะแนนความตั้งใจของเธอนี่คงต้องให้เต็มเลยล่ะครับ

โดยรวมๆ แล้ว หนังถือว่าดูเพลินดีครับ ความยาวก็ไม่มากเกินไป (แค่ชั่วโมงครึ่งนิดๆ) และในแง่สาระก็ถือว่าน่าจดจำครับ

หนังชี้ชวนให้เราทบทวนชีวิตของเราเอง โดยเฉพาะในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดหรือท้อแท้ที่สุด จริงครับที่ความรู้สึกตอนนั้นของเรามันอาจแย่มากๆ หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ซึ่งจริงๆ มันไม่แปลกหรอกครับ ทุกคนรู้สึกหมดอาลัยกันได้ทั้งนั้น และทุกคนมีขีดจำกัดของตัวเองทั้งนั้น

เราเหนื่อยได้ครับ เราหมดแรงได้ ใครๆ ก็เคยเจอทั้งนั้นแหละ หรือกระทั่งการคิดลาโลก ผมเชื่อว่าคนมากมายก็เคยคิดจะทำ ณ ช่วงหนึ่งของชีวิต

แต่ไหนๆ ถ้าเราจะลาโลก ถ้าเราแน่ใจว่าเราไร้ค่าจริงๆ มันก็ไม่เสียหลายหากจะลองใช้เวลาที่เหลือคุยกับคนอื่นบ้าง ทำอะไรที่ไม่เคยทำบ้าง เปิดมุมมองโลกใหม่ๆ

หรือไม่ก็ลองตรวจสอบให้แน่ใจจริงๆ ว่าเราน่ะไร้คุณค่าจริงแท้แบบเต็มร้อยไหม?

และที่อยากให้ลองตรวจสอบเพิ่มอีกนิดก็คือ สมมติว่าที่ผ่านมาเรารู้สึกแน่ใจว่าตัวเองไร้คุณค่าจริงๆ ลองถามตัวเองเพิ่มอีกหน่อยว่า “แล้ววันข้างหน้า เรายังพอจะสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้ไหม?”

ถ้าเรารู้สึกแย่เพราะรู้สึกว่าถูกโลกกระทำ หรือถูกคนอื่นกระทำ มันก็ไม่เสียหลายครับที่เราจะลองตั้งต้นตัวเองใหม่ ลองเป็นฝ่ายกระทำดูบ้าง ลองยืนหยัดทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง หรือลองตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่ดีๆ และมีประโยชน์บ้าง

ถ้าที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราถูกกำหนดโดยคนอื่นแล้ว ทำไมไม่ลองเริ่มเป็นฝ่ายที่จะกำหนดคุณค่าของตัวเองบ้างล่ะครับ

ไม่ว่าชีวิตใครก็จบลงที่ความตายทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็วเราต้องตาย แต่ไหนๆ เราก็เกิดมาแล้ว ก็ลองใช้สิทธิ์ในชีวิตให้เต็มเวลาดูสักครา

เพราะเราก็มีแค่คนละ “ครา” ทั้งนั้นล่ะครับ ^_^

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements