รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

American Poltergeist (2015) บ้านเช่าวิญญาณหลอน

13718499_1275761462454652_3945994291170980813_n

หนังบ้านผีสิงเรื่องนี้พยายามรวมมิตรสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญดังๆ ในระยะหลังๆ เข้าไว้ด้วยกันครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็บอกได้เลยว่า เทียบหนังดังๆ เหล่านั้นไม่ได้เลย

หนังเปิดเรื่องมาตามสไตล์หนัง Found Footage ครับ นั่นคือขึ้นตัวอักษรเล่าประมาณว่า มีกรณีลึกลับและเหตุสยองเกิดขึ้นกับวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง และเหตุการณ์นั้นยังหาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเรื่องราวที่เรากำลังจะได้ดู ก็คือเรื่องของเขาเหล่านั้น

แล้วหนังก็เล่าด้วยเรื่องของวัยรุ่นไปยังบ้านเจ้าปัญหาที่ว่าครับ ตอนแรกก็ไม่มีอะไร พวกวัยรุ่นก็ใช้ชีวิตสบายๆ ขำๆ กันไป แต่พอเวลาผ่านไปเรื่องสยองก็ชักเกิด พวกเขาเริ่มเห็นผีมาหลอกหลอน แล้วความน่ากลัวก็ทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

ครับ หนังใช้การเล่าเรื่องโหมโรงแบบ Paranormal Activity ส่วนผีสางในเรื่องก็มาในสไตล์ Indisious ครับ ไม่ว่าจะรูปแบบการหลอกหลอน หรือการแต่งตัว (ที่ชวนให้นึกถึงผีเจ้าสาวเหลือเกิน) หน้าตาซีดขอบตาดำ คือเหมือนจริงๆ น่ะครับ

จริงๆ การเอาสไตล์ของหนังสยองเรื่องอื่นๆ มาใส่เป็นตัวเดินเรื่องน่ะผมไม่ถือว่าเป็นปัญหาน่ะนะครับ ขอให้ทำออกมาสนุกน่าสนใจ เราก็พร้อมดูต่อจนจบ

แต่ผลที่ได้มันไม่ใช่เลย เรื่องเดินแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดน่าสนใจ ไม่ว่าจะเรื่องชีวิตของตัวละครที่เหมือนพยายามจะให้มีปม แต่การเล่าเรื่องมันไม่มีจุดให้เราโฟกัสเท่าไร ดังนั้นเรื่องความอินหรือความรู้สึกผูกพันกับตัวละครนี่ตัดไปได้เลยครับ

ต่อมาเรื่องความสยอง ที่มันไม่ได้สยองอะไรเท่าไรนัก ลีลาการนำเสนอฉากสยองเหมือนจะผสมๆ เอาลีลาของ James Wan (แบบ The Coujuring หรือ Indisious) กลั้วๆ ใส่ลงมา แต่มุมกล้องมันไม่ใช่ อารมณ์มันไม่ได้ ซึ่งหากใครกลัวง่ายก็อาจจะโอเคน่ะครับ แต่หากใครเป็นสายแข็งก็น่าจะนิ่งๆ อยู่เหมือนกัน

การแสดงยิ่งแล้วใหญ่ครับ คือถ้าไม่เล่นแข็งก็เล่นใหญ่เกินกันไปเลย (แต่ส่วนใหญ่จะออกแนวแข็ง) บางฉากที่ดูแล้วก็รู้ว่าทำออกมาให้มันน่ากลัว แต่ขนาดดารายังแสดงความกลัวออกมาได้ไม่เนียน (แล้วคนดูจะกลัวตามได้ไหมเนี่ย 555)

เรื่องบทไม่โอ ดาราไม่โอเท่าไร แต่หากดูจากสไตล์การนำเสนอแล้ว ก็เหมือนคนทำพยายามจะปรุงตรงบรรยากาศน่ะครับ ไม่ว่าจะมุมกล้อง ฉากที่เซ็ทขึ้นมาให้ดูลึกลับ หรืองานโปรดักชั่นที่ดูโอเคในระดับหนึ่ง

การที่คนทำเน้นเรื่องโปรดักชั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะผู้กำกับมีนามว่า Mike Rutkowski ที่โตมาทางสายโปรดักชั่น อยู่เบื้องหลังหนังอย่าง The Dark Knight Rises, Transcendence, The Hunger Games: Mockingjay – Part 2 และ The Huntsman: Winter’s War เลยพอเข้าใจว่าทำไมโปรดักชั่นบางจุดมันดูใช้ได้

แต่ก็นั่นล่ะครับ อย่างอื่นๆ มันยังไม่โอเท่าไร ความน่าสนใจของหนังเลยไม่มาก ขนาดตอนจบที่จริงๆ มันจบลงสูตรเลยนะ และมันควรจะสร้างอารมณ์หลอนให้กับคนดูได้บ้าง แต่ผลที่ได้ (ส่วนหนึ่งเพราะการแสดง) ทำให้รู้สึกเฉยๆ ไปเสียแทน

สรุปว่าก็ไม่ผิดจากที่คาดเท่าไรครับ นั่นคือดูแล้วไม่มีอะไรให้จดจำ แล้วก็เอามาบอกเล่ากันแบบบ้านๆ หากใครสนใจใคร่ดูผมก็ไม่ห้ามครับ ^_^ แค่เล่าให้ฟังว่าดูแล้วรู้สึกอย่างไร

ไม่ถึงดาวครับ

star110

(3/10)

 

Advertisements